นักสืบเก่าไปเอาดีด้านงานมวลชนสัมพันธ์ยันเกษียณอายุราชการ

พล.ต.ต.พินิต มณีรัตน์ อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมหาสารคาม มีพื้นเพเดิมอยู่จังหวัดนครปฐม พ่อเป็นตำรวจชั้นประทวน ทำให้วัยเด็กวิ่งเล่นอยู่ตามโรงพัก เก็บความภูมิใจในตัวพ่อก่อนซึบซับเลือดผู้พิทักษ์สันติราษฎร์มาเต็มร่าง

ทันทีที่จบชั้นประถม 7 โรงเรียนในอำเภอกำแพงแสน สอบได้เป็นที่ 1 ของจังหวัด ยิ่งเกิดความฮึกเหิม มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ อาศัยวัดสุวรรณารามกินนอนระหว่างเรียนชั้นมัธยมโรงเรียนสุวรรณารามวิทยาคม ตอนแรกตั้งเป้าไปต่อวิศวะ แต่ผู้เป็นแม่อยากให้เป็นตำรวจ นำไปสู่การสอบเข้าเตรียมทหารรุ่น 15  ต่อเหล่านายร้อยตำรวจรุ่นที่ 31

บรรจุตำแหน่งรองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลบุปผาราม ทำงานสอบสวนอยู่ปีเศษ ได้ วันชัย วิสุทธินันท์ นายตำรวจรุ่นพี่เป็นสารวัตรใหญ่สอบสวนวิชาการสอบสวน พล.ต.ต.พินิตเล่าว่า สมัยก่อนนักเรียนนายร้อยตำรวจจบใหม่ต้องเริ่มงานสอบสวน แต่เมื่อเข้าเวรแล้วพอจบ 6 ชั่วโมง ไม่ว่าจะผลัดไหนต้องออกตรวจพื้นที่อีก 2 ชั่วโมงก่อน ห้ามกลับ ห้ามนอน  ไปกับสายตรวจหรือสายสืบพี่เลี้ยง

“ผมเริ่มชอบงานสืบสวน ตามไปไล่จับยาเสพติด จับการพนัน จับสารพัดแก๊ง แต่งนอกเครื่องแบบชักมัน จับได้เรื่อย ๆ สารวัตรใหญ่เห็นแววเลยไม่ให้ดูงานสอบสวนโยกให้ไปเป็นหัวหน้าสายสืบ ยศร้อยตำรวจโท ยุคนั้นไม่มีตำแหน่งสารวัตรสืบสวน” พล.ต.ต.พินิตย้อยวันเก่า

รับบทหัวหน้าสายสืบโรงพักบุปผารามนาน 6 ปี ไพฑูรย์ สุวรรณวิเชียร ขณะนั้นเป็นรองผู้บังคับการตำรวจนครบาลธนบุรี เรียกไปอยู่ในชุดเฉพาะกิจทำงานร่วมสืบสวนธนบุรี คลี่คดีจับเศรษฐีไปเรียกค่าไถ่  คดีมือปืนรับจ้าง ก่อนตามไปเป็นนายเวรไพฑูรย์ สุวรรณวิเชียร ตอนขึ้นผู้บังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ขยับเป็นสารวัตรอำนวยการ แต่ทำงานอยู่ในชุดเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นใหม่เป็นศูนย์ปราบปรามการโจรกรรมทรัพย์สินในเคหะสถาน

อดีตนักสืบนครบาลบอกว่า คดีลักทรัพย์เยอะมาก เป็นพวกตีนแมวแก๊งเขมร ไม่ก็มาจากทางภาคอีสาน อาละวาดแถวสีลม เยาวราช มีอยู่รายปลอมตัวซุ่มโป่งอยู่ตอนกลางคืน คนร้ายโผล่มา รู้ทั้งรู้ว่าเป็นตำรวจยังดันชักปืนสู้เลยถูกวิสามัญฆาตกรรมไป สมัยนั้นมีนายตำรวจมือดีร่วมทีมหลายคน อาทิ วิโรจน์ จันทรังษี สุรสีห์ ยอดอาวุธ อดุลย์ รัตนจันทร์ สมบัติ มิลินทจินดา สุชาติ ธีระสวัสดิ์ ระดมพวกที่จบโรงเรียนนายร้อยตำรวจใหม่ ๆ พอมีแววสืบสวนเอามาทำงานเหมือนเป็นโรงเรียน

“เป็นอะไรที่ผมภูมิใจนะ เพราะคดีในยุคนั้น คนที่เดือดร้อนที่สุด คือ คดีลักทรัพย์ตามบ้าน นอนหลับอยู่ ทีวีอยู่หัวนอน ยังหายได้ มันแปลก มันเอาได้ คนก็หลับอยู่ แล้วมันก็ไม่ทำร้ายคนด้วยนะ กล้องวงจรปิดก็ไม่มี อาศัยตำรวจเราขยัน มีสาย ใช้สายเอา พวกนี้ก็ต้องเลี้ยงอดีตโจร คนที่ออกจากคุกมา เป็นญาติ เป็นพวกพ้องก็ไปดึงมา ค่อยๆ ดูข้อมูลว่า แก๊งอย่างนี้น่าจะเป็นพวกไหน เหมือนพวกล้วงกระเป๋าตามรถเมล์ ทุกสายจะมีแก๊งนิ้วเพชร เราก็ต้องทำ เป็นคดีเกี่ยวกับลักทรัพย์ทั้งหมด”

ผลงานของศูนย์ปราบปรามการโจรกรรมทรัพย์สินในเคหะสถานนครบาลที่สร้างความหวาดหวั่นบรรดาพวกแก๊งตีนแมวเมืองหลวง แต่ทำไปทำมาก็ต้องโดนคำสั่งยุบ ทีมแตกกระจายกลับเข้าสังกัดตัวเอง พล.ต.ต.พินิต ได้ลงเป็นสารวัตรสืบสวน สถานีตำรวจนครบาลจักรวรรดิ ถือเป็นช่วงสุดท้ายของการใช้ชีวิตนักสืบ เพราะหลังจากนั้นเขาขึ้นเป็นสารวัตรใหญ่ สถานีตำรวจครบาลมีนบุรี กลายมาเป็นตำรวจมวลชนตั้งแต่ตอนนั้น

“ผมมาคิดแล้วว่า อยู่กับคนร้ายก็ต้องยิงกัน ฆ่ากัน รู้สึกไม่แฮปปี้ ไม่มีความสุขในการทำลายล้างกัน เลยตั้งปณิธานว่า เมื่อเป็นสารวัตรใหญ่แล้วจะเปลี่ยนตัวเอง จากที่เคยไว้ผมยาวก็ตัดสั้น เปลี่ยนภาพลักษณ์ ไม่พกปืนอีกเลยจนเกษียณอายุราชการ เดินหน้าใช้งานมวลชนอย่างเดียว ไปไหนก็สบายๆ ไม่มีอะไร ทำให้ชาวบ้านรู้สึกรักเราดีกว่า”

เขาริเริ่มตั้งศูนย์ร่มไทรพัฒนาเป็นมูลนิธิช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเวลาต่อมา เจ้าตัวว่า สารวัตรใหญ่หลายคนถูกชาวบ้านร้องเรียนถึงขั้นระดมมากดดันล้อมโรงพัก เหตุเพราะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากตำรวจแค่คดีรถชนเด็กนักเรียน 2 ศพ พอเราไปอยู่ใช้เวลาไม่เกินเดือน ทุกอย่างก็จบ แค่เอาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี ชาวบ้านต้องการแค่นั้นเอง

ต่อมา มีการขยายพื้นที่ตั้งโรงพักใหม่ พล.ต.ต.พินิต ย้ายประเดิมเป็นรองผู้กำกับการหัวหน้าสถานีตำรวจนครบาลนิมิตรใหม่ นอกจากสร้างอาคารสถานที่แล้วยังต้องสร้างลูกน้องที่เกเรมาจากหลายโรงพักนครบาลให้กลับมาตั้งใจทำงานอย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง “หลายคนกลับตัวเป็นตำรวจที่ดีเยอะแยะ จากที่บอกว่า ไอ้นี่เกเร ขี้เมา นู่นนี่ แต่ผมก็สามารถทำได้ รวมดาว ทำให้เป็นดาวสุกสกาวสดใสได้ ก็สนุกดี”

หลังจากนั้นขึ้นเป็นผู้กำกับการอำนวยการ กองบังคับการตำรวจนครบาล 2 ไม่กี่เดือนโยกเป็นผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลโชคชัย เดินหน้าทำงานมวลชน ตั้งศูนย์มนูธรรมนำชาวบ้านมาเป็นแนวร่วมแจ้งข่าวอาชญากรรม และช่วยเหลือผู้ประสบภัยกับตำรวจนาน 6 ปี โดนขยับข้ามเป็นผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลวังทองหลาง ทั้งที่อาวุโสมากพอจะเลื่อนขึ้นตำแหน่งรองผู้บังคับการตั้งแต่เป็นผู้กำกับ 4 ปีแรกแล้วด้วยซ้ำ

สุดท้ายไม่วายเจอวิชามารวงการสีกากี ขณะมีชื่อจ่อลุ้นขึ้นรองผู้บังคับการกลับถูกชุดเฉพาะกิจ 191 บุกจับโต๊ะพนันบอลในพื้นที่ พล.ต.ต.พินิตไม่เคยลืมความรู้สึกตอนนั้น “ผมสั่งกวาดล้างมาตลอด 6 เดือน จู่ ๆ มีนอกหน่วยมาจับโพยบอล  ไม่กี่ชั่วโมงก่อนคำสั่งจะออกในวันรุ่งขึ้น แม้ไม่ได้โดนย้าย แต่โดนตั้งกรรมการสอบสวน ไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง อาวุโส 8 ปี ไม่รู้ใครแกล้ง ผมอาจจะทราบ แต่ไม่มีหลักฐาน ก็ไม่รู้จะมาขวางทำไม มันอาจจะมีการเมืองของตำรวจกันเองด้วย”

กว่าจะผ่านมรสุมได้เลื่อนเป็นรองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 4 ต้องรออาวุโสกับความเมตตาจากผู้เป็นนายเก่าอย่าง พล.ต.ท.วิโรจน์ จันทรังษี ขณะนั้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เมตตาโดยไม่ต้องวิ่งเต้น  แถมยังได้รับบทโฆษกตำรวจนครบาล เป็นประสบการณ์ครั้งแรกในชีวิตที่เจ้าตัวยอมรับว่า ได้ทำงานที่เราถูกใจ ก่อนหน้าก็ไปพูด ไปเป็นวิทยากรพิเศษ ไปงานมวลชน เป็นครูมาหลายครั้ง พอถึงเวลาเป็นโฆษกเลยมุ่งเน้นว่าจะต้องประชาสัมพันธ์องค์กร ให้คนรัก ให้ประชาชนรู้สึกมั่นใจ อุ่นใจกับตำรวจ มุ่งเน้นแค่ตรงนั้น ให้เห็นใจ ให้เข้าใจตำรวจ ในทุกมุม ทุกมิติ เมื่อมีโอกาส เป็นสิ่งที่เรามุ่งเน้นมาเรื่อย

แต่อุปสรรคบนเส้นทางชีวิตรับราชการของเขายังไม่หมด เมื่อขั้วอำนาจผู้ใหญ่เปลี่ยน เขากลับถูกย้ายเข้าไปอยู่โรงเรียนนายร้อยตำรวจแบบไม่รู้ตัว และไม่มีความผิด พล.ต.ต.พินิตว่า มีเพื่อนไปถามเหตุผลผู้ใหญ่ นักข่าวที่สนิทกันก็ไปถาม คำตอบที่กลับมาบอกว่า เราเป็นคนดีถึงให้เป็นอยู่โรงเรียนนายร้อยตำรวจไปเป็นแม่พิมพ์ตำรวจรุ่นใหม่ เล่นเอาทุกคนที่ถามหงายท้องกลับมาหมด อยู่ได้ประมาณปีครึ่ง อำนาจเปลี่ยนมือ นายคนให้จะย้ายกลับตำแหน่งเดิม แต่ปฏิเสธ เพราะเห็นว่า ทำงานโรงเรียนนายร้อยตำรวจแฮปปี้แล้ว ได้ลูกศิษย์บาน ได้ตั้งชมรมผู้สื่อข่าวโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ตั้งชมรมที่ปรึกษาโรงเรียนนายร้อยตำรวจ

“ผมไปทำอะไรต่ออะไรในงานมวลชนที่เรามีประสบการณ์มาทั้งชีวิต นำไปเปลี่ยนอะไรหลายอย่างที่โรงเรียนนายร้อยได้เยอะ ก็ภูมิใจ ตัดสินใจไม่กลับนครบาลแล้ว จังหวะพอดี สมยศ พรหมนิ่ม รักษาการตำรวจทางหลวงกำลังถูกกระแสโจมตีหน่วยเรื่องผลประโยชน์ อยากให้ไปช่วยงานประชาสัมพันธ์ล้างภาพลบตำรวจทางหลวงเลยไปอยู่ที่นั่น”

เป็นรองผู้บังคับการตำรวจทางหลวงควบตำแหน่งโฆษกประจำหน่วยยาวจนขึ้นเป็นผู้บังคับการจเรตำรวจ ย้ายออกภูธรครั้งแรกเป็นผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยภูมิ ก่อนเกษียณตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมหาสารคาม อดีตนายตำรวจคนดังเมืองหลวงสารภาพว่า ชีวิตหลังเกษียณหวังจะกลับมากรุงเทพฯ  พักผ่อนอยู่กับครอบครัว แต่รู้สึกว่า มีหลายอย่างที่เราอยากจะทำ อยากจะช่วยองค์กรตำรวจ เคยคิดอยากจะเป็นคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ก็คิดว่า ใครจะเอาเรา ถึงกระนั้นยังอยากจะช่วยตำรวจ เกษียณมาแล้วจะได้มาช่วยน้องๆ ตำรวจรุ่นหลังๆ

พล.ต.ต.พินิตเล่าว่า กระทั่งมีผู้ใหญ่ทาบทามให้มาช่วยงานปฏิรูปตำรวจ เป็นอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตำรวจ อยู่กับท่านวรพงษ์ ชิวปรีชา จึงเริ่มศึกษาว่า จะปฏิรูปยังไง ถ้ามันดี ตำรวจดีด้วย ประชาชนดีด้วย เราแฮปปี้ ไม่ดีฝ่ายเดียว เราตั้งใจอย่างนั้น เพราะตำรวจมีหลายอย่างที่จะต้องแก้ เช่น เรื่องปัญหาคอร์รัปชั่น เรื่องไปโกงกิน ปัญหาต่างๆ ที่เป็นภาพลบตลอดเวลา ต้องยอมรับ แล้วจะแก้ยังไง ประชาชนอยากได้อะไร

“พวกเขาอยากได้ความปลอดภัย ความอุ่นใจ เดินไปไหนก็ไม่ต้องคลุมคอ มือปิดอก โดนกระชากสร้อย กระชากกระเป๋า เป็นสิ่งที่ขั้นพื้นฐานควรจะต้องคำนึงถึงอันดับแรก เหมือนเราคิดว่า เราปลอดภัย เราไม่พกปืน แต่ถ้าพกปืนเมื่อไหร่ แสดงว่าไม่ดีแล้วบ้านเมือง ไม่แฮปปี้แล้ว ต้องมาป้องกันตัวเอง ไปเมืองนอก ถ้าบอกว่า เมืองนี้อันตราย ระวังหน่อยนะเราก็กลัวแล้ว แต่เมืองนี้เดินตามสบาย แฮปปี้ ปลอดภัยที่สุดในโลก อย่างประเทศสิงคโปร์ ไปไหนก็เดินกัน ไม่เห็นเป็นไรเลย เราถึงอยากเห็นเมืองไทยเป็นแบบนั้น แต่ขึ้นกับอะไร ก็ขึ้นกับตำรวจ”

นายพลวัยเกษียณแสดงความเห็นว่า องค์กรตำรวจควรจะต้องปฏิรูป แต่ปฏิรูปแบบไหนน่าคิด ในเมื่อ คณะกรรมการปฏิรูป มีทั้งด็อกเตอร์ มีนักวิชาการ มีคนที่รักและเกลียดตำรวจเต็มไปหมด ไม่ใช่ตำรวจล้วน เวลาเขาเสนออะไรขึ้นมา อันไหนเข้าท่า เราก็เห็นด้วย อันไหนไม่เข้าท่า ไม่จริง เราเห็นแย้ง เราก็ต้องคอยอธิบาย บอกว่า อันนี้ไม่ใช่นะ คุณอาจเข้าใจผิด อยู่กันมาเป็นปี ตอนนี้กรรมาธิการเข้าใจ และรักตำรวจหมดเลย เขากำลังช่วย มากน้อยแค่ไหนไม่รู้ เป็นสิ่งที่เราผลิตขึ้นมา แต่ยังไม่ตกผลึก

อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรมหาสารคามอธิบายเพิ่มเติมว่า เราพยายามทำทุกอย่างให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดีขึ้น เช่น คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ หรือ กต.ตร.ควรจะมีหรือไม่   เรามองว่า ต้องมี แต่เราก็ต้องยอมรับ สมัยเราเป็นผู้กำกับโรงพัก ให้มีเลือก 10 คน ก็ไปจิ้มเลย คนที่ดีกับเรา คนที่พอจะซัพพอร์ตโรงพักได้ ไม่ใช่ตัวเรานะ แต่ถ้าผู้กำกับคนไหนไปใช้ในสิ่งที่ผิดมาซัพพอร์ตตัวเองจะเสียหาย ถึงต้องปฏิรูป เสนอไปว่าให้คัดสรรคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ โดยตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคนกลางขึ้นมา ประกอบด้วยข้าราชการในพื้นที่นั้น ให้เลือกกันเอง ผู้กำกับการไม่ต้องเลือก

“ตอนแรกในห้องประชุมจะเอาเลือกตั้ง พอนั่งทบทวน มันเป็นไปไม่ได้ ผมเป็นตำรวจลองมาแล้วมันทำไม่ได้ เลือกตั้งใครจะมาเลือก งบที่ไหน คณะกรรมการการเลือกตั้งเขาก็ไม่เอา สำนักงานก็ไม่มี พอมาโรงพัก ไม่เรียกเขามาใช้ ไม่เรียกมาปรึกษา ไม่มีห้องให้ทำงาน ไม่มีมือไม้ให้จะทำไปได้อย่างไร  ควรจะต้องมีที่ทำการเป็นเรื่องเป็นราวเลย เป็นอิสระ ผู้กำกัลก็ต้องเกรงใจ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจจะออกนอกลู่นอกทางไม่ได้แล้ว อย่างมากก็พวกครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งก็ต้องคอยเกรงใจ ถ้ามีการร้องเรียนอะไร หรือแนะนำอะไรต้องทำตาม” เจ้าตัวทิ้งท้าย

พินิต มณีรัตน์ !!!