ดีตผู้บังคับการปราบปรามที่ไม่เคยวาดฝันมานั่งคุมกองกำลังทัพติดอาร์ม

พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ ชาวจังหวัดอุตรดิตถ์ ลูกชาย พล.ต.อรุณ สังขพงศ์ อดีตผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 7 เกิดในค่ายพระยาพิชัยดาบหัก มีพี่น้องอีก 2 คน คือ  พล.อ.อ.ณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์ และพล.ร.อ.สุรชัย สังขพงศ์ ทั้งบ้านเลยมีสังกัดครบทั้ง 4 เหล่าทัพ

วัยเด็กย้ายตามบิดาไปอยู่หลายแห่ง กระทั่งจบมัธยมที่จังหวัดสระบุรี เมื่อครั้งผู้พ่อย้ายเป็นอยู่ศูนย์การทหารม้า ค่ายอดิศร จังหวัดสระบุรี จากนั้นก็สอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 เลือกเหล่าตำรวจเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 26

เหตุที่ไม่เลือกทหารตามแบบบิดาและพี่ชาย เจ้าตัวเล่าว่า พ่อเรียกลูกทุกคนไปนั่งคุย เหมือนประชุมกันว่า อนาคตจะทำอะไร อย่างไร ใจจริงอยากเรียนหมอ มีความรู้สึกอยากจะช่วยเหลือคน ที่สุดสอบหมอไม่ติด มาสอบได้เตรียมทหาร เลือกเป็นตำรวจ เพราะอย่างน้อยพอที่จะช่วยชาวบ้านได้ ถึงตัดสินใจเป็นตำรวจ ขณะที่พ่อไม่ได้ว่า อะไร และต้องการให้แยกเหล่ากันไปบ้าง

พ้นจากรั้วสามพรานเลือกไปลงสังกัดตำรวจตระเวนชายแดนปฏิบัติการอยู่บ้านห้วยเม็ง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ถิ่นทุรกันดารที่ต้องเดินเข้าไปประมาณ 8 กิโลเมตร ท่ามกลางสมรภูมิรบที่ยังไม่เจือจาง โดนกำหนดให้เป็นพื้นที่สีชมพู พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ยอมรับว่า เหนื่อย แต่ได้ลูกน้องเก่ง อยู่กันแค่ 11 คนยังต้องมีภารกิจช่วยคุ้มกันทหารด้วย ปะทะกัน 2 ครั้งตอนกลางคืน กินนอนอยู่แนวตะเข็บชายแดนประเทศนานอยู่ 2ปี ย้ายเข้ากรุงมาอยู่โรงพักบางกอกใหญ่

เขาทำหน้าที่รองสารวัตรจราจรเป่านกหวีดโบกรถอำนวยการจราจรบนท้องถนน 2 ปี โยกเป็นรองสารวัตรป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง เป็นรองสารวัตรสืบสวน สถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม และขึ้นเป็นสารวัตรจราจร สถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม สารวัตรสถานีตำรวจนครบาลพญาไท ช่วงเวลาหนักสุดในขณะนั้นเพราะเป็นการปรับเปลี่ยนทิศทางการเดินรถใจกลางกรุงจากทูเวย์เป็นวันเวย์

สวมหมวกหัวปิงปองที่พญาไท 4 ปี รับรางวัลจราจรดีเด่นของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ก่อนย้ายเป็นสารวัตรแผนก 3 กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม และสารวัตรแผนก 4 กองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบราม หรือ “สารวัตรประเทศไทย” มีอำนาจทั่วราชอาณาจักร ขึ้นรองผู้กำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม รับบทหัวหน้าหน่วยคอมมานโดคุมกำลัง 100 กว่านายไปลุยอิทธิพลภาคตะวันออก หลังเกิดคดียิงถล่ม “เสี่ยจิว”นายจุมพล สุขภารังษี  เจ้าพ่อคนดังจังหวัดชลบุรี เสียชีวิตคารถเบนซ์

“สมัยนั้นที่ชลบุรี ยิงกันอุตลุดเลย ยิงกันทุกวัน กรมตำรวจเลยส่งไป ผมเป็นหัวหน้าหน่วยคอมมานโด ได้รับคำสั่งให้ไปปราบอิทธิพลภาคตะวันออก ตอนแรกก็คิดว่าจะไปอยู่ไม่นาน ทำไปทำมาอยู่ 6 เดือน ได้ผลนะ ผู้ใหญ่เห็นผลงาน ลูกน้องผมก็สดๆ ทุกคนเลย” พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ว่า

หลังเสร็จภารกิจสำคัญ โยกเป็นรองผู้กำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจทางหลวง ขึ้นผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปกครอง โรงเรียนนายร้อยตำรวจ กลับไปเป็นผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม แล้วเป็นรองผู้บังคับการปกครอง โรงเรียนนายร้อยตำรวจ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาลพระนครเหนือ รองผู้บังคับการตำรวจทางหลวง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี และนั่งผู้บังคับการตำรวจทางหลวง ไม่กี่เดือน ผงาดเป็นผู้บังคับการปราบปราม

  “ไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่า จะได้ไปเป็นผู้การกองปราบ เพราะว่าอยู่ที่ทางหลวง สงบๆ แล้ว เป็นผู้การทางหลวง ได้ 5 เดือนเอง” พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ระบายความรู้สึก  “ไม่มีใครทาบทามทั้งนั้น ชีวิตผมไม่ชอบเรื่องวิ่งเต้น โยกย้าย แต่ตอนนั้นด้วยความที่ผมมีพื้นเพ เคยอยู่กองปราบ เคยเป็นหัวหน้าหน่วยคอมมานโด เพิ่งทราบทีหลังว่า ผู้บังคับบัญชาให้มาแก้ปัญหา สมัยนั้นคดีต่าง ๆ มันเยอะแยะมาก เต็มไปหมดเลย”

คดีใหญ่ในความทรงจำของอดีตนายพลติดอาร์มกองปราบปราม คือ คดีหวยล็อกเลขดัง 113 311 นำไปสู่การสืบสวนแกะรอยขบวนการอย่างจริงจัง เจ้าตัวเล่าว่า เริ่มจากมีชาวบ้านโทรมาแจ้งข้อมูลว่า เลขงวดนี้มันมาได้อย่างไร มีบันทึกภาพวีดิโอไว้เป็นหลักฐานด้วย อยากให้ตำรวจไปดู ไม่รู้จะโทรหาใคร เลยโทรมาหาผู้การกองปราบช่วยสืบสวนข้อเท็จจริง เราถึงลงไปทำกันอย่างจริงจัง เพราะหากมีการล็อกเลขจริ ประชาชนเสียหาย

อดีตผู้บังคับการปราบปรามเล่าต่อว่า ตำรวจเชิญผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดของกองสลากกินแบ่งรัฐบาลมาพบ เอาเทปวีดิโอมาฉายดูอย่างละเอียด ตอนแรกคิดว่า จะล็อกได้จริงหรือ มาทราบตอนหลังว่า ทำได้จริง เป็นขบวนการใหญ่ที่มีนายณรงค์ อุ่นแพทย์ หรือกลม บางกรวย อยู่เบื้องหลังกับพวกอีก 8 คน สืบจากพยานหลักฐานต่าง ๆ เริ่มจากวีดิโอเลยว่า มีใครเกี่ยวข้องยังไง แล้วเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีใคร กรรมการตอนนั้นใช้คนในกองสลากทั้งหมด ตอนหลังถึงเปลี่ยนเชิญเอาคนนอกมา เป็นการเริ่มต้นล้างระบบการออกสลากกินแบบรัฐบาล ที่สำคัญมีสื่อมวลชนไปเป็นกรรมการด้วย ถือเป็นเรื่องที่ดี

ปิดคดีหวยล็อกได้อย่างงดงาม พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ยังเป็นหัวหอกคลี่คลายคดีจ้างวานฆ่ากำนันยูร-ประยูร สิทธิโชติ อดีตกำนันตำบลเสม็ด จังหวัดชลบุรี เปิดเกมจับกุมกำนันเป๊าะ-สมชาย คุณปลื้ม ผู้กว้างขวางคนดังภาคตะวันออก ในข้อหาจ้างวานฆ่า “เป็นคดีที่พวกเราพูดได้เต็มปากเลยว่า ไม่กลัวใคร ผมทำคดีเดินทางไปเอง ไปจับเขาเอง แต่ครั้งนั้นผู้ต้องหาไหวตัวหลบหนี ยืนยันว่า ไม่ได้รับคำสั่งจากใคร ไม่ใช่เกมการเมือง เรามีพยานหลักฐานเพียงพอ ไม่เลือกปฏิบัติ ทำตามหน้าที่ที่เรามีอยู่ หากไม่ทำตามหมายศาล ตำรวจก็มีความผิดเหมือนกัน เป็นคดีที่ผมประทับใจไม่น้อย เป็นเรื่องที่หนัก แต่ผู้บังคับบัญชาไม่กดดัน”

การคุมหน่วยสำคัญอย่างกองบังคับการปราบปราม พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ยึดอุดมคติตำรวจเป็นที่ตั้งในการบริหารองค์กร คือ เอื้อเฟื้อต่อหน้าที่ กรุณาปราณีต่อประชาชน อดทนต่อความเจ็บใจ ไม่ไหวหวั่นต่อความยากลำบาก ไม่มักมากในลาภผล บำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อปวงชน ดำรงตนในยุติธรรม กระทำการด้วยปัญญา และรักษาความไม่ประมาทเสมอชีวิต

“ผมคิดว่า ยึดอันนี้ไว้ เช่นเดียวกับความฝันอันสูงสุดของในหลวงรัชกาลที่ 9 ยามใดที่ผมมีปัญหา ผมจะนึกถึงความฝันอันสูงสุด แล้วเราสามารถแก้ปัญหาผ่านอุปสรรคไปได้จริง ๆ  ผมคิดว่า ที่พระองค์มีพระราชนิพนธ์ไว้สุดยอดแล้ว เมื่อประกอบกับอุดมคติตำรวจด้วย ทำให้ไม่หวั่นต่อแรงกดดันใด ๆ  สมัยคุมกองปราบ ผมมั่นใจว่า ทุกคนยอมรับ ลูกน้องยอมรับ ไม่มีคลื่นใต้น้ำ การทำงานมีกดดัน คือ แรงกดดันภายนอกที่เข้ามาหาเราเท่านั้น อาทิจะขอให้ละเว้นตรงนั้นตรงนี้  แต่ผมทำไม่ได้”

พล.ต.ต.สุรสิทธิ์รับว่า ได้ทีมงานแข็ง ทำให้งานสัมฤทธิ์ผล มีประสิทธิภาพ ไม่มีคดีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง  ไม่มีอะไรต้องวิตกกังวล เพราะเรามีหลักการที่ถูกต้อง  ไปไหน ตอบคำถามได้หมด คือ ถ้าไปทำอะไรไม่ดี เราจะตอบไม่ได้ ที่สำคัญ ลูกน้องมองเราอยู่ คนทั้งประเทศมองเราอยู่ เราอยู่ตรงนี้ ทำอะไรที่ไม่ถูกต้องไม่ได้ ส่วนที่จะถูกมองว่า กดดันที่มีเพื่อนเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยนั้น  ตอบได้ว่า ไม่กดดัน ดีด้วยซ้ำ เพราะว่าบางเรื่องต้องไปปรึกษาท่าน  ได้รับคำตอบมาอย่างเดียว ให้ทำตามหน้าที่ แค่นี้เราสบายใจแล้ว  พร้อมลุย ไม่กลัวอะไรทั้งสิ้น

อยู่ตำแหน่งนาน 2 ปีขยับขึ้นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ตัดสินใจลาออกไปนั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นผลพวงจากการส่งคดีล็อกหวยของกลม บางกรวย ได้รับโอกาสให้ไปเปลี่ยนระบบการออกสลากแบบใหม่ เริ่มจากอุปกรณ์ที่โละของเดิมทิ้ง นำอุปกรณ์ใหม่ที่ซื้อจากสหรัฐอเมริกามาใช่เพื่อความโปร่งใสจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งดำเนินการเรื่องการออกสลาก 3 ตัว 2 ตัว นำรายได้มหาศาลไปเป็นทุนการศึกษาให้เด็กนักเรียนไปเรียนต่างประเทศ แม้สุดท้ายตัวเองโดนหางมรสุมการเมืองถูกดำเนินคดีในเรื่องนี้ สู้คดีกันหลายปีกว่าศาลพิพากษายกฟ้อง

ทำงานกองสลากกินแบ่งรัฐบาลนาน 4 ปี กลับเข้ารับราชการอีกครั้งตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 รองผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ก่อนลาออกเมื่อปี 2552 นำเอาโมเดลสมัยเป็นผู้บริหารกองสลากกินแบ่งรัฐบาลไปทำให้ประเทศอูดานดา ทิ้งชีวิตอยู่ในต่างแดนนาน 3 ปี

สาเหตุที่ลาออก เขาสารภาพว่า ช่วงนั้นมีแรงกดดันมามาก อะไรที่คิดว่า เราทำถูก แต่บางคนมองว่า ทำไม่ถูก อะไรที่เราอยากทำสิ่งที่ถูกต้อง กลับไม่ให้ทำ จริง ๆ อยากทำงานตำรวจ อยากเกษียณในอาชีพตำรวจ เพราะมีพี่ๆ หลายท่านบอกว่า ถ้าไม่ออกก่อน อนาคตน่าจะดีพอสมควร น่าจะได้ยศถาบรรดาศักดิ์พอสมควร แต่เรามองเป็นเรื่องนอกกาย  ไม่ได้ให้ความสำคัญ ถึงเลือกจะลาออก

ประสบการณ์มากมายในชีวิตราชการที่ผ่านมา อดีตนายพลชื่อดังมององค์กรเก่าของตัวเองว่า งานตำรวจเป็นงานที่หนัก เป็นงานเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ถ้าตำรวจปฏิบัติอย่างมีหลักการและถูกต้อง เชื่อว่าน่าจะดีกว่านี้ ขอใช้คำว่าน่าจะดีกว่านี้ แต่ที่นี่ต้องดูว่า ที่ไม่ได้ทำ หรือทำไม่ได้ เพราะอะไร อย่างเช่น เรื่องโยกย้าย  ได้เห็นข่าวแล้วรู้สึกไม่สบายใจ บอกตรง ๆ เลย มีการวิ่งเต้นกัน แล้วก็ใช้เงิน ใช้อะไร เป็นเรื่องไม่ถูกต้องเลย รวมถึงการแต่งตั้งข้ามหลักเกณฑ์อาวุโส คนที่ไม่มีเส้นสายจะทำอย่างไร

“น่าเสียดายนะ ยิ่งมีข่าวตำรวจฆ่าตัวตาย ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ขณะเดียวกัน เรื่องสวัสดิการของตำรวจก็เป็นอีกเรื่อง ผมต้องขอใช้คำว่าปรับปรุงดีกว่า ไม่ขอใช้คำว่าปฏิรูป ความเห็นอาจจะต่างจากท่านอื่น ท่านอื่นอาจจะเห็นเป็นอีกอย่าง ผมติดตามข่าวอยู่ว่า การปฏิรูปตำรวจทำได้แค่ไหน อย่างไร ผมคิดว่าปรับปรุงก็พอ เพราะผู้ปฏิบัติอย่างตำรวจ มีความพร้อมหรือยัง ให้พวกเขาพอสมควรหรือยัง เช่น เงินเดือน สวัสดิการต่าง ๆ เครื่องไม้เครื่องมือในการทำงาน อาวุธปืน อุปกรณ์ จักรยานยนต์กลายเป็นว่า เดี๋ยวนี้ไม่พอเลย”

เจ้าตัวยังเป็นห่วงเรื่องของกำลังตำรวจน้อย แล้วไม่สามารถที่จะไปดูแลประชาชนได้ทั่วทุกพื้นที่  แถมขาดอุปกรณ์ในการปฏิบัติงาน เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง ยานพาหนะ อาวุธยุทโธปกรณ์ แล้วจะให้ทำได้เต็มที่ขนาดไหน ผู้บังคับบัญชาดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาแค่ไหน เพราะครอบครัวพวกเขาก็มี ต้องดูแล ถึงกระนั้นก็ตาม อยากให้ทุกคนยึดเนื้อเพลงความฝันอันสูงสุด และอุดมคติตำรวจไว้ ไม่ต้องคาดหวังอะไรมาก ขอให้ทำงานเต็มที่ แล้วเราจะประสบความสำเร็จ แม้ไม่มีใครเห็น ไม่ต้องโดดเด่นอะไร ก็ไม่เป็นไร แต่เป็นความภูมิใจของอาชีพตำรวจ

สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ !!!