ายตำรวจรุ่นลายครามตำนานเมืองขนมหม้อแกง

...ชัยชาญ เงินมูล อดีตรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบุรี ชาวอำเภอชะอำ เกิดในครอบครัวทำประมง และนั่งเรือใบล่องทะเลส่งไม้รวก ไม้ไผ่จากป่าเมืองเพชรไปส่งขายชายฝั่งภาคตะวันออกแถวบางปะกง ศรีราชา ทำให้เรียนรู้ชีวิตชาวทะเลตั้งแต่เด็ก เป็นลูกทะเล บ้านติดทะเล

เป็นเด็กคนเดียวในหมู่บ้านบางควายที่ถูกส่งไปอยู่โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ตั้งแต่ชั้นประถม 1 ก่อนไปจบมัธยมที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ สอบเข้าคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยความที่อยากเรียนกฎหมาย เอาไปใช้สอบเป็นนายอำเภอ นิติกร หรือทนายความ ไม่มีความคิดเป็นตำรวจอยู่ในหัว แถมเกลียดตำรวจด้วยซ้ำ

ทว่าเหมือนจังหวะชะตาชีวิตลิขิตไว้แล้ว ตำรวจเปิดรับสมัครนายร้อยอบรมที่มีวุฒินิติศาสตรบัณฑิต รัฐศาสตรบัณฑิตรุ่น 2  ไปลองสอบดู ผลปรากฏว่า ติดเข้ามาเป็นตำรวจ “จากไม่ได้ชอบ แต่ต้องมาเป็น ตำรวจสมัยนั้นถูกด่ามากเหลือเกิน ผมคิดว่า ถ้าเข้าไปแล้วก็อยากจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้มันดีขึ้น กฎหมายที่เรียนมาก็ตรงกับวิชาสอบสวน ตรงกับที่เราเรียนมาเลย” พ.ต.อ.ชัยชาญรำพันความหลัง

เขาบรรจุลงเป็นผู้หมวดอยู่โรงพักเมืองเพชรบุรีบ้านเกิด เส้นทางรับราชการวนเวียนแค่เมืองเพชรบุรีกับอำเภอท่ายาง ไต่เต้าขึ้นนั่งสารวัตรใหญ่ สถานีตำรวจภูธรอำเภอท่ายาง สารวัตรใหญ่ สถานีตำรวจภูธรเมืองเพชรบุรี เป็นรองผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบุรี จ่อคิวขึ้นผู้กำกับการจังหวัดเพชรบุรี กรมตำรวจเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ยกระดับกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดเป็นกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัด เป็นได้แค่รองผู้กำกับการทำหน้าที่หัวหน้าตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบุรีคนแรกอยู่พักเดียว ต้องย้อนกลับไปนั่งตำแหน่งผู้กำกับการสถานีตำรวจเมืองเพชรบุรี และเป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบุรีจวบจนเกษียณอายุราชการ

“ผมเป็นรองผู้กำกับจังหวัดมา 7 ปี จ่อจะขึ้นผู้กำกับจังหวัดแล้ว อันดับ 1 ของกรมตำรวจ คุณวุฒิ วัยวุฒิพร้อมหมดแล้ว พอปรับโครงสร้างใหม่ ผมถอยมาตูมเลย ไม่เฉพาะผมนะ นายๆ ที่เหนือกว่าผมก็โดน การปรับโครงสร้างครั้งนั้นกระเทือนมาก บางคนน้ำตาตกเลยนะ เป็นสารวัตรใหญ่ พอปรับโครงสร้างใหม่ไปเอา พ.ต.อ.มาจากที่อื่นมานั่งใหญ่ที่สุดในโรงพัก  สารวัตรใหญ่คนเก่าต้องหลบไปนั่งห้องเล็ก ๆ อีกห้อง เพราะห้องที่ตัวเองนั่งต้องให้ผู้กำกับ ช้ำไหม ผมเห็นแล้วยังสงสารเลย”  

อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวไม่ได้ใส่ใจอะไรมากเพราะสนุกกับงานในหน้าที่ สมัยก่อนเพชรบุรีเป็นเมืองดุ อาศัยความเป็นคนเมืองเพชร เขาถ่อมตัวว่า ไม่ได้เก่งในทางปราบปราม แต่การข่าวดี ออกไปหาข่าว ได้ข้อมูลมารายงานผู้ใหญ่ แม้แต่ท้องที่อื่น อำเภออื่น ผู้ใหญ่มักใช้ให้ช่วยสืบสวนและตามจับให้ เพราะการข่าวของเราดีมาก มีคดีเยอะแยะไปหมด ถึงจะไม่ได้จบสามพราน เรียนจบทางกฎหมาย ตอนเป็นรองผู้บังคับการต้องรับผิดชอบคดีอุกฉกรรจ์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติด ฆ่า ปล้น ทั้งจังหวัดเพชรบุรี มีคดีใหญ่ๆ เกิดขึ้น ต้องไปคลี่คลาย

“ผมไม่ใช่คนกินเหล้านะ แต่ต้องไปเลี้ยงเขา เราไม่กิน เราถึงได้ข่าว การข่าวสำคัญ แล้วผมก็มั่นใจว่า สิ่งที่ผมทำไป แม้กระทั่งการวิสามัญฆาตกรรมแต่ละครั้ง หลายรายไม่ผิดตัว ญาติเขาก็ไม่โกรธเลย เพราะมันเป็นของจริง ไม่เคยมีแพะ บ่อยครั้งจับผู้ต้องหาพาไปฝากขัง พอจะสอบสวนเพิ่มเติมอีกต้องเข้าไปในเรือนจำ พูดคุยกันแบบลูกผู้ชาย ถามสารทุกข์สุกดิบแล้วย้ำว่า ส่วนตัวเราไม่เคยโกรธเคืองกันนะ แต่เราต้องทำตามหน้าที่ มีไม่น้อยรับสารภาพหมด บางรายของเงินก็ให้ไป ออกจากคุกยังแวะมาหาผมก่อน เพราะผมไม่ได้ทำด้วยความเคียดแค้น” พ.ต.อ.ชัยชาญว่า

“เรื่องวิชาการสืบสวนสอบสวน ผมก็ไม่เคยไปสอนที่โรงเรียนนายร้อยหรอกนะ” เจ้าตัวเชื่อในประสบการณ์ทำงานที่บางทีสอนใครไม่ได้ เป็นการใช้วิชาการแบบโบราณ เข้าหาชุมชนไปหาข่าว หลายเหตุการณ์เสี่ยงตาย จำเป็นต้องทำตามหน้าที่ ยกตัวอย่างเมื่อครั้งเป็นสารวัตรสืบสวนโรงพักท่ายาง อยู่บ้านสวมเสื้อยืด มีวิทยุแจ้งว่า คนร้ายถือปืนเอ็ม 79 หนีการจับกุมเข้าไปในบ้าน ตำรวจไม่มีใครกล้าเข้าไป เขาในฐานะสารวัตรต้องลงมือคลายวิกฤติเอง

“ไอ้ผมที่ไปไม่ใช่ว่า ผมเก่งนะ ไม่ใช่ว่า ผมไม่กลัว ผมก็กลัวตายเหมือนกัน แต่ว่าความที่ดูลูกน้องแล้ว มันพลตำรวจ นายสิบ ร้อยตำรวจตรี ผมจะถอยหรือ ถอยก็เสียหน้า ลูกน้องบอกว่า มันอยู่ข้างบนบ้าน ผมวางให้ลูกน้องตำรวจ 2 คน ได้จังหวะให้ถีบประตูเลย ผมจะเข้าประตูหน้า พอลูกน้องถีบประตู คนร้ายหันไปมอง ผมเข้าประตูหน้ายิงใส่ตายคาที่ ชนิดที่มันไม่ทันได้วาดปืนกลับมาหา ทำวิสามัญฆาตกรรมครั้งนั้น ผู้ว่าฯ ไปดูที่เกิดเหตุ  ฝ่ายปกครองไปชันสูตรพลิกศพ บ้านยังทรุดพังลงมาเลย” อดีตนายตำรวจเมืองเพชรเล่าวีรกรรมวัยหนุ่ม

ต่อมาสมัยเป็นสารวัตรใหญ่ สถานีตำรวจภูธรอำเภอท่ายาง เกิดคดีปล้นฆ่าชิงเงินเดือนทหารตอนเช้ามืด พ.ต.อ.ชัยชาญเล่าว่าไปดูที่เกิดเหตุ ก่อนฉีกตัวออกมาหาข่าวข้างนอก เพราะหากอยู่ตรงนั้นชาวบ้านไม่มีใครกล้าพูด สอบถามได้ความว่า มีนายทหารยศร้อยเอกมาโต๋เต๋อยู่ละแวกนั้น แต่พวกทหารที่อยู่ในที่เกิดเหตุพยายามเบี่ยงประเด็นพูดว่า เป็นการล้างแค้นของผู้ขัดผลประโยชน์ กลุ่มอิทธิพลจึงมาดักปล้น เพราะไม่พอใจทหารค่อยจับชาวบ้านตัดไม้ทำลายป่า พวกที่เสียโอกาสถึงดักยิง

อดีตสารวัตรใหญ่โรงพักท่ายางมองตรงกันข้ามจากประสบการณ์สืบสวนสอบสวน ไม่พบร่องรอยมือปืนยิงจากนอกรถ เท่ากับต้องเป็นคนรู้จักและยิงจากด้านในรถ สอดคล้องกับคำให้การของชาวบ้านที่เห็นผู้ต้องสงสัย ตกบ่าย พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก ผู้บัญชาการทหารบกในเวลานั้นเดินทางมาเรียกประชุมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในเขตทหาร มีเขาและพ.ต.อ.ธรรมนิตย์ ปิตะนีละบุตร ผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบุรี เป็นตำรวจเพียง 2 คนอยู่ในห้องประชุมที่ค่ายทหาร

มีการรายงานเบื้องต้นให้ พล.อ.อาทิตย์ฟังเป็นชอตอ้างเกิดจากผู้เสียผลประโยชน์เป็นชาวบ้านเกิดความโกรธแค้นที่ไปจับตัดไม้ทำลายป่า ปรากฏว่า พล.อ.อาทิตย์ต้องการฟังฝ่ายตำรวจบ้าง เปิดโอกาสให้พูดได้ “ผมบอกเลยว่า ถ้ามัวพูดกันอยู่อย่างนี้จะไม่ได้พบผู้ต้องหาตัวจริงหรอก” เขาอึกอีกอยู่พักใหญ่ รอดูสีหน้าแม่ทัพทหารบก กระทั่งส่งคำตอบเป็นคำพูดว่า  “สารวัตรใหญ่ คุณมีอะไรพูดออกมา ผมเปิดไฟเขียว พูดมาให้หมด” เหมือน พล.อ.อาทิตย์มีสัมผัสที่ 6

เขาจัดแจงรายงานแม่ทัพทหารคนดังขออนุญาตกักตัวร้อยเอกทหารผู้ต้องสงสัยไว้ในค่ายก่อน และขอยืดปืน 11 มม.เอาไว้ด้วย พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก สั่งการให้ผู้บังคับบัญชาทหารนายนั้นไปกักตัวไว้พร้อมเอาปืนมาให้ตำรวจ “พวกทหารโกรธมาก ถ้าผมพลาด ผมโดนถล่มตายแน่ แต่ผมมั่นใจ ปะติดปะต่อเรื่องได้ รีบเอาปืนไปตรวจที่วิทยาการภาค 7 จังหวัดนครปฐม ข้ามคืนผลตรวจออกมาตอนตี 4 ตรงกับปลอกกระสุนที่เก็บได้ในที่เกิดเหตุ โอ้โผ ผมเนื้อเต้นเลย ขออายัดตัวและจับกุมทันที”

ระหว่างทางนั่งรถในรถตู้ ร้อยเอกทหารยังปฏิเสธหาว่า ตำรวจกลั่นแกล้ง พอถึงกองกำกับการตำรววจภูธรจังหวัดเพชรบุรี สอบกันทั้งคืนจนใกล้สว่าง คนร้ายขอพบเมียก่อน จดชื่อที่อยู่มาให้ ต้องไปตามตัวจากกรุงเทพฯ  ก่อนรับสารภาพ อดีตนายตำรวจผู้คลี่คลายปมคดีเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดเหตุปล้นฆ่าชิงเงินเดือนทหารเล่าว่า พอรับสารภาพก็ถามย้อนเหตุผลทำไมตอนแรกบอกตำรวจแกล้ง คนร้ายรับว่า เปลี่ยนลำกล้องปืนแล้วทำไมตรวจพบ เราถึงนึกขึ้นได้ว่า คนร้ายพลาดเพราะระหว่างขับรถหนี ด้วยความรีบร้อนถอดลำกล้องปืน ทำไมทำมาเหมือนทำกรรมไว้ สลับเอาอันเก่าใส่ไปเหมือนเดิม โยนอันที่จะเปลี่ยนทิ้งข้างทาง เราเอาตำรวจเดินหน้ากระดานหาจนเจอตามคำรับสารภาพ ถ้าคนร้ายเปลี่ยนลำกล้องได้ ผลตรวจไม่พบ เราแย่แน่

  อีกเรื่องเป็นคดีปล้นร้านทองในอำเภอบ้านแหลม เขาเป็นสารวัตรใหญ่อำเภอท่ายาง ไม่ใช่พื้นที่รับผิดชอบ แต่ผู้กำกับโทรศัพท์มาขอความช่วยเหลือให้หาเบาะแส ไม่นานรู้ตัวคนร้ายยกแก๊งจากการข่าวของเขา  ตามไปลากตัวในวัดหนองเตียน อำเภอท่ายางที่กำลังมีหนังตะลุง เอาตำรวจปิดทางเข้าออกก่อนขึ้นเวทียึดไมค์ประกาศเป็นตำรวจมาปฏิบัติหน้าที่ ให้ทุกคนนั่งอยู่กับที่ อย่าลุกเป็นอันขาด ถ้าลุกขึ้นถือเป็นคนร้าย สรุปรวบตัวได้พร้อมของกลางที่ล้วนมาจากงานด้านการข่าว

แต่ที่เจ้าตัวไม่เคยลืม คือ เป็นหัวหน้าทีมสืบสวนสอบสวนคลี่คลายคดีสังหารศยามล ลาภก่อเกียรติ ทิ้งศพไว้ในรถจอดริมถนนทางเข้าบ้านหนองปลาไหล ท้องที่หมู่ 2 ตำบลไร่มะขาม อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี มีลูกสาวนั่งร้องไห้อยู่บนกองเลือดของศพแม่ เมื่อตอนช่วงเช้าวันที่ 29 กันยายน 2536 นำไปสู่การจับกุม นพ.บัณฑิต โฆษิตชัยวัฒน์ แพทย์โรงพยาบาลหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อดีตสามีจอมวางแผนสั่งตาย และทีมฆ่ายกแก๊ง

“ยอมรับว่า ตอนแรกมืดตึ๊บ มืดมาก เหมือนปกติเราขึ้นต้นไม้ต้องขึ้นจากโคนไปยอด แต่ผมต้องไต่จากยอดลงมาข้างล่าง มืดหมด ไม่รู้จะเอาอย่างไร ผลสุดท้ายการข่าวของผมอีกแหละ ไม่ได้ใช้วิทยาการเหมือนสมัยปัจจุบันเลย ใช้การข่าวชาวบ้านนี่แหละ ตอนนั้นผมเอาตำรวจนั่งรถไป 3 คัน ใช้รถส่วนตัวทั้งนั้น มี เรวัช เรวัช กลิ่นเกษร อยู่ในทีมเปิดโรงแรมม่านรูดย่านฝั่งธนบุรีนอนกันเป็นเดือน” พ.ต.อ.ชัยชาญว่า

พวกเขาเปิดเกมด้วยการตามล่าตัว “บรรจบ นิลห้อย” ผู้ต้องสงสัยพักอยู่กับเมียที่คอนโดมิเนียมย่านสามเสน พอรู้ห้องเป้าหมาย ให้ผู้หญิงที่รู้จักกันทำทีขึ้นไปเคาะห้องบอกน้ำรั่วลงไปข้างล่าง ขอดูหน่อย เมื่อเข้าไปได้ พ.ต.อ.ชัยชาญกำชับสายลับสาวให้สอดส่องในห้องมีคนอยู่กี่คน ได้รับคำตอบว่า เจอผู้หญิงเป็นคนเมืองเพชรนุ่งผ้าถุงอยู่คนเดียว ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่ตำรวจประสานโอเปอเรเตอร์ชั้นล่างช่วยดักฟังโทรศัพท์ไว้ เมียของบรรจบรีบโทรหาผัวบอกไม่ต้องเข้ามา

พ.ต.อ.ชัยชาญถ่ายทอดฉากต่อมาว่า เราเช็กหมายเลขโทรศัพท์ได้ เสร็จแล้วส่งเรวัช กลิ่นเกษรนำกำลังไปคุมตัวเข้าเซฟเฮาส์ที่หาดปึกเตียน เรวัชถามบรรจบว่า ตำรวจเมืองเพชรกลัวใครมากที่สุด บรรจบบอกสารวัตรชัยชาญ พอรู้ว่าจะมาเจอตัวจริงเท่านั้น บรรจบสารภาพหมด ไล่ตามจับกุมคนร้ายถึงสุโขทัย เชียงใหม่ ไม่ได้กลับเพชรบุรีนานกว่า 45 วัน ผลสำเร็จเกิดจากการข่าวล้วน ๆ  คนร้ายตัวสุดท้ายเรายังใช้ไก่ย่าง 2 ตัวหลอกล่อพ่อแม่ให้พามามอบตัวได้อีก

อดีตรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบุรีบอกว่า เราสืบสวนทราบบ้านคนร้ายอยู่ราชบุรี ไปตามหา มีชาวบ้านชี้ว่า หลังไหน บังเอิญมีขายไก่ย่างอยู่แถวนั้นเลยซื้อติดมือไป 2 ตัว เข้าบ้านเจอพ่อผู้ต้องหานั่งอยู่ ก็นั่งคุยถามสารทุกข์สุขดิบ บอกซื้อไก่ย่างมาฝาก เอาไปกินกัน เขายอมเชื่อใจเรา เราพยายามอธิบายเรื่องลูกชายกระทำความผิดจริง ขอให้มอบตัวดีกว่า อย่าหนี หนีไปลำบากเปล่า พ่อผู้ต้องหาถามว่า ถ้ามอบตัวกับตำรวจจะมีซ้อมไหม เราต้องรับรอง

สุดท้ายพ่อผู้ต้องหาพา พ.ต.อ.ชัยชาญลุยไปถึงชัฏป่าหมายใกล้โปร่งกระทิง เขาเป็นตำรวจคนเดียวเสี่ยงไป มีปืน 2 กระบอก ไปกับพ่อของผู้ต้องหาและญาติอีกคน ขับรถขึ้นเขาลงห้วยไปในหุบเขา ถึงที่หมายให้รออยู่ในรถ “ผมมองกระจกหลัง ปืนสั้นอยู่ที่ตัว อีกกระบอกเหน็บไว้ตรงประตู ระวังตัวตลอด ผมไม่ติดประมาทเพราะถลำเข้ามาแล้ว ราว 30 นาที ถึงพาผู้ต้องหานั่งรถซาเล้งออกมาจากในป่า พ่อมันคงจะอบรมสั่งสอนแล้ว บอกให้ยอมเถอะ ผมให้มันนั่งคู่กับผม ข้างหน้าเลย  ถ้านั่งข้างหลัง กลัวมันล็อกคอผม ไม่ได้เตรียมอะไร ไม่ได้มีกุญแจมือ ไม่มีอะไรเลย อาศัยว่า ใจดีสู้เสือ”

ขั้นตอนการมอบตัวผ่านไปได้ด้วยดี พ.ต.อ.ชัยชาญบุกเดี่ยวรับผู้ต้องหาฆ่าศยามล ลาภก่อเกียรติกลางป่าเมืองราชบุรี ด้วยใช้ไก่ย่าง 2 ตัว เป็นวิชาการสืบสวนแบบโบราณที่จะใช้ทันสมัยเกินไปไม่ได้ เจ้าตัวมองว่า ตำรวจยุคปัจจุบัน พอไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีวงจรปิด ไปกันไม่เป็น   คือถ้าในกรุงเทพฯ หรือในตัวเมืองอาจทำได้ มีวิทยาการ เทคโนโลยีล้ำยุค แต่ตำรวจบ้านนอกจะทำอย่างไร ก็ต้องใช้วิธีการสืบสวนแบบโบราณ ต้องทำการข่าวควบคู่กันไป แล้วยิ่งมีนิติวิทยาศาสตร์ควบคู่ไปด้วยก็ดีช่วยให้คลี่คลายคดีได้เร็วขึ้น

จากประสบการณ์ทั้งหมด นายตำรวจรุ่นใหญ่วัย 80 เศษอยากจะฝากถึงรุ่นน้องว่า การสืบสวนสอบสวนในปัจจุบัน มีวิทยาการทันสมัย แต่ไม่ควรลืมใช้ของเก่าแบบโบราณ คือการเข้าไปหาคนที่จะไปหาข่าว แต่ไม่ใช่บุ่มบ่ามไปหาจะได้ทันที ต้องค่อย ๆ เข้าไปตะล่อมแหล่งข่าว  ถ้าการข่าวดี การทำงานก็ประสบความสำเร็จ

ชัยชาญ เงินมูล !!!