วานใจของนายพลตำรวจหนุ่มคนดัง

คุณกุ๊บดร.ศิรินัดดา หักพาล ภรรยาสาว พล...สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทายาทเจ้าของธุรกิจท่ารถโดยสารใหญ่ที่สุดในจังหวัดสงขลา ชีวิตวัยเด็กเริ่มต้นศึกษาโรงเรียนวรนารีเฉลิม ก่อนไปต่อปริญาตรีคณะนิเทศศาสตร์ สาขาวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ มหาวิทยาลัยรังสิต ปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาอาชญาวิทยาและงานยุติธรรม มหาลัยมหิดล ปริญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชา รัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย

กลับมาเป็นอาจารย์สอนอาชญวิทยาประจำหลักสูตรรัฐประศาสตร์ มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยทักษิณ อาจารย์ประจำวิชาทฤษฏีรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยพิษณุโลกและควบคุมการทำสารนิพนธ์และวิทยานิพนธ์ มหาวิทยาลัยพิษณุโลก และมหาวิทยาลัยต่างประเทศ2แห่ง คือ llC University พนมเปญ ประเทศกัมพูชา และ International University of Morality (IUM) เป็นประธานอาจารย์พิเศษ คุมวิทยานิพนธ์ คณะศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาอาชญาวิทยาและงานยุติธรรม คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

หลังจากวางมือในบทอาจารย์พิเศษ เจ้าตัวผันตัวมาทำธุรกิจส่วนตัวด้านนำเข้าอุปการณ์เครื่องมือแพทย์ เปิดคลินิกเสริมความงามนามบริษัท ชวิศพร จำกัด อีกทั้งนำเอาผลิตภัณฑ์ยาสีฟัน และแชมพูสมุนไพร ศิริชมพู สูตรดั้งเดิมตั้งแต่สมัยคุณยายออกจำหน่ายยังต่างประเทศ

สำหรับเรื่องราวความรักเป็นยิ่งกว่านิยายเล่มใหญ่ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ถือเป็นผู้ชายคนแรกและคนเดียวที่กุมหัวใจของเธอมาตั้งแต่รู้จักกันสมัยฝ่ายหญิงเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 3 ส่วนฝ่ายชายเป็นนักเรียนเตรียมทหารใกล้แยกเหล่าเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ คุณกุ๊บย้อนอดีตว่า ช่วงปิดเทอมกำลังจะขึ้นมัธยมปลาย คิดว่า ต้องหาเล่นเพื่อได้ออกกำลังกาย ด้วยความที่ไม่ชอบวิ่งเลยเลือกไปเรียนเทนนิส ขอพ่อซื้ออุปกรณ์มีครูเปิดหลักสูตรสอนเบื้องต้น ฝึกตีทุกวันเป็นร้อยลูก อยู่มาวันหนึ่ง ผู้ชายตัวเล็กๆ ดำๆ มาจากไหนไม่รู้ ช่วยเก็บลูกเทนนิสใส่ตะกร้าให้ มารู้ทีหลังว่า เขากำลังติดเยาวชนทีมชาติต้องฝึกซ้อมประจำที่สนามอยู่แล้ว

คุณกุ๊บบอกว่า เขามาช่วยฝึกน็อกบอร์ดให้ พอเหนื่อยก็ชวนไปกินน้ำ ความที่เราเป็นเด็กไม่ได้คิดอะไร  แทบไม่ได้มองหน้าด้วยซ้ำ แต่ในสนามลือกันกระฉ่อนว่า เราเป็นแฟนกัน ทำไปทำมานอกจากสอนเทนนิสแล้วยังมาช่วยติวเรื่องเรียนด้วย เพราะเขาเป็นคนเรียนเก่ง ส่วนเราค่อนข้างเกเร ตอนนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เขาเริ่มเข้ามาจีบแล้ว หลังๆ ก็พอจะรู้แล้ว ความจริงเราไม่ได้มองถึงความหล่อ ไม่หล่อ ตอนเด็กๆ ทุกคนอาจต้องมองว่า ผู้ชายที่เข้ามาต้องหล่อ เรากลับชอบความเป็นตัวตนของเขา รู้สึกว่าผู้ชายคนนี้นุ่มนวล

ถึงกระนั้นกว่าจะคบกันเป็นแฟนทั้งคู่เจออุปสรรคไม่น้อย เมื่อพ่อของฝ่ายหญิงไม่ต้องการให้ลูกสาวคบหาผู้ชาย เพราะยังอยู่ในวัยเรียนถึงขนาดเรียกไปยื่นคำขาด ถึงขั้นลงไม้ลงมือตีเนื่องจากความดื้อของลูกสาว แม้พ่อจะขอร้องให้เรียนจบก่อนค่อยมีแฟน แต่เธอไม่ยอมฟัง แอบคบหากับฝ่ายชายมาเรื่อยถึงขนาดซื้อวิทยุสื่อสารมาใช้พูดคุยกันแทนโทรศัพท์บ้านที่มักจะมีพ่อแม่ยกหูสายพ่วงฟังบทสนทนาเสมอ

เรียนรู้กันพักใหญ่จนพ่อฝ่ายหญิงยอมอ่อน

คุณพ่อพูดกับกุ๊บว่า ถ้าคนเราจะเสแสร้ง เสแสร้งไม่ได้เป็น 10 ปี คือ กุ๊บก็เลือกถูกแล้ว ภรรยาสาวคนเก่งของนายพลหนุ่มว่า แม้จะมีปัญหาขลุกขลักระยะแรกเมื่อฝ่ายชายเอาแต่ทำงานตอนจบบรรจุเป็นพนักงานสอบสวนไม่ค่อยได้เจอกันถึงจะโทรศัพท์คุยกันทุกวัน กุ๊บก็เหมือนผู้หญิงทั่วไป ต้องการเวลา แต่วันว่างของเขา เขาจะเคลียร์สำนวน ไม่มีวันว่างสำหรับเรา จำได้ว่า เดอะมอลล์ บางแค เปิดครั้งแรก อยากไปเดินมาก พี่เขาอยู่หนองแขม ด้วยความที่จะต้องสะสางงานให้เสร็จ สำนวนเข้ามาตลอดเลย แต่กุ๊บอยากจะไปเที่ยวแบบคนอื่น อยากจะใช้ชีวิตเหมือนคนที่เป็นแฟนกันต้องมีเวลาไปเที่ยว อยากให้เขามีเวลา กลายกลับเป็นตรงกันข้าม

เธอยอมรับว่า สามีโตไวแทบไม่มีช่วงวัยรุ่น เป็นเด็กแล้วเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบสูง ทำให้คิดแบบผู้ใหญ่ ส่วนเราเอาแต่ใจ เวลากีธมาก ๆ ก็ทะเลาะ ปรากฏว่า เขาจะใจเย็นมากไม่เคยใส่อารมณ์จนเราเริ่มอดทน ไม่อยากทะเลาะแล้ว พยายามหาอะไรมารองรับเพื่อให้ตัวเองก้าวไปสู่ความคิดที่มีความสุข เพราะทะเลาะกันร้อยรอบพันรอบก็เหมือนเดิม อยู่กับที่ ไม่มีเปลี่ยนแปลง ไม่มีพาไปเที่ยวแบบคู่อื่นๆ พออดทนนานเข้า สุดก็มีวันระเบิด กลับมาทะเลาะกันอยู่ดี เราแทบจะเปลี่ยนเขาไม่ได้ในความรับผิดชอบ ความเป็นตัวตนของเขาเรื่องงาน เรื่องอื่นเขาอาจจะยอมเราได้ แต่เรื่องงานเขาจะยอมทะเลาะกับเรา

กุ๊บเริ่มที่จะไม่เอาแล้ว อยู่อย่างนี้ไม่ได้แล้ว มานั่งคิดทบทวนแล้วว่า ผู้ชายคนนี้มีอะไรดี คำนวณว่าจะคบต่อหรือเลิก ถ้าข้อบกพร่องเขามันน้อยกว่าข้อดีเขา แล้วข้อบกพร่องเขา เรามองข้ามได้ไหม แค่งานเขาเยอะ เขาไม่สามารถพาเราไปเที่ยว เราไม่สามารถเปลี่ยนใครได้ เราต้องเปลี่ยนตัวเราเอง ถ้าเราคิดจะคบเขาเป็นแฟน เราก็เปลี่ยนตัวเราเอง เปลี่ยนมุมมองว่า เขาทำงานดีกว่าที่เขาจะไปทำอย่างอื่น พอคิดอย่างนี้กลายเป็นว่า เราเข้าใจ มีความสุขมากขึ้นจนแทบจะไม่ทะเลาะกันเลย แม่บ้านผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติว่า

มาดามหักพาลรู้สึกว่า ต้องไม่มีบรรทัดฐานของชีวิตการเป็นแฟนว่า เสาร์ อาทิตย์ต้องไปเที่ยวกับแฟน คู่เราอาจจะไปเที่ยวแบบคนอื่นไม่ได้ แต่ถ้าเราได้กินข้าวด้วยกันตอนเที่ยงสักนิดหน่อยข้างโรงพัก เราก็มีความรู้สึกเราใช้ตรงนั้นให้มีความสุขแล้ว ส่วนเขาพอมีเวลาจะคิดถึงเราเป็นอันดับแรก เราต้องยอมรับว่า เขารับราชการ ไม่เหมือนงานเอกชน  มีทั้งกฎ มีทั้งวินัย มีทั้งระยะเวลาที่จะมาควบคุมการทำงานของเขา หลายคนบอกว่า อยากให้ภรรยาเป็นอย่างเรา แต่จริงๆ อยู่ที่กระบวนการคิดของแต่ละคน แต่ละคู่ไม่เหมือนกัน การเป็นตำรวจของแต่ละคนก็คนละสไตล์ ต้องไปดูในจุดที่อยู่ว่าจะดีไซน์ชีวิตคู่อย่างไรในคนสองคน

คบกันมาเกือบ 20 ปีกว่าจะตัดสินใจแต่งงานกัน เหตุเพราะปัญหาความไม่พร้อมและเป็นช่วงคาบเกี่ยวที่นายตำรวจหนุ่มเผชิญมรสุมในชีวิตราชการไม่อยากดึงคนรักเข้ามาเป็นทุกข์ด้วย ทั้งที่เธอเต็มใจจะร่วมฝ่าอุปสรรคที่เข้ามาพร้อมกันอยู่แล้ว กุ๊บเข้าใจว่า เขาไม่อยากให้เราต้องแบกรับปัญหาไปด้วย ทั้งที่จริงๆ เราก็บอกว่า กุ๊บไม่ได้รักที่ความเป็นตำรวจของเขา แต่กุ๊บรักด้วยความที่เป็นตัวเขา ถือว่า เราจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันได้ ไม่ว่าเป็นใคร ทุกคนมีข้อบกพร่องหมด เพียงแต่ข้อบกพร่องของเรา ก้าวข้ามได้หรือไม่ การใช้ชีวิตคู่ เราจะพูดกัน รับฉันได้ก็รับ รับไม่ได้ค่อยว่ากัน ถ้าเมื่อไหร่อยู่ด้วยกันแล้ว วันหนึ่งรับกันไม่ได้ มันก็จะถึงจุดจบ เลิกรา แยกย้ายกันไป อย่าใช้คำว่า อดทน

 กุ๊บบอกพี่เขาเสมอไม่ต้องรับผิดชอบกุ๊บ ถึงแม้ว่าเราจะเดินทางคบกันมา 20 กว่าปี เมื่อไหร่ที่พี่อยู่กับกุ๊บเพราะความสงสาร เมื่อไหร่ที่พี่ฝืน มันไม่ใช่ทุกข์แค่เราสองคน และกุ๊บจะไม่มีทางอยู่กับคนที่เขาไม่รักกุ๊บ ถ้าเมื่อไหร่ที่เรามีค่า ทุกอย่างเราจะได้รับการให้เกียรติ การทนุถนอม กุ๊บไม่รู้หรอกว่า คู่อื่นจะยังไง  สำหรับกุ๊บนี่คือ มุมของกุ๊บ ไม่ได้เจออะไรมากมาย เพราะกุ๊บมีแฟนแค่คนเดียวจนแต่งงาน มุมของกุ๊บก็จะเป็นมุมของคนเดียวคุณกุ๊บสีหน้าจริงจัง

คู่ชีวิตของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์คิดว่า ต้องทำให้ชีวิตเราทุกวันมีความสุข ไม่ใช่มานั่งใจจดใจจ่อ สมัยก่อนวันหยุดอยากไปเดอะมอลล์ พอแต่งตัวแล้วไม่ได้ไป รู้เลยว่าจะผิดหวัง และจะโกรธมาก กระทั่งเขาบอกเหตุผลว่า ตัวเขาไม่มีต้นทุนอะไร สิ่งที่ทำได้ คือ ต้องทำงาน ฟังแค่คำนี้ วันนั้นชีวิตเราเปลี่ยนเลย มีความรู้สึกว่า าเราเป็นแฟน แม้ว่า ตอนนั้นยังไม่แต่งงาน เราเป็นคนที่ใกล้ตัวเขาที่สุด เราจะต้องสนับสนุนเขาทุกทางที่จะให้เขาเจริญก้าวหน้า แล้ววันนี้เราเป็นภรรยาก็มีความสุขที่เวลาไปไหนมีคนชื่นชมเขา เราถึงต้องทำตัวเองให้เบาที่สุด ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง ถ้าเรามางอแง คนที่เราทำร้าย คือ คนที่เรารัก

แต่งงานกันมาประมาณ 6   ปี คุณกุ๊บยืนยันว่า สามีสม่ำเสมอไม่เคยเปลี่ยนเหมือนคำที่พ่อเคยบอกว่า คนเราเสแสร้งไม่ได้หรอกเป็น 10 ปี เพียงแค่ยังไม่มีทายาทเท่านั้น ไม่มีเองทั้งที่อยากมี ไม่ได้คุมกำเนิด เคยไปตรวจหมอก็บอกสมบูรณ์ทั้งสองคน อาจมีข้อบกพร่องจากความเครียดสะสม มีความรู้สึกว่า ถ้ามีแล้วเราเป็นทุกข์ เลือกที่จะใช้ชีวิตสองคนตายายในบั้นปลายชีวิตดีกว่า  ถึงวันนี้ชีวิตก็ไม่ได้คาดหวังแม้จะแต่งงาน หลายคนบอกว่า ปล่อยเขาไป ไม่กลัวอย่างโน้นอย่างนี้หรือ เราก็บอกว่า ไม่ได้เชื่อมั่นว่าเขาจะไม่เปลี่ยนแปลง  แต่เชื่อมั่นตัวเองว่า ถ้าเขาจะเปลี่ยนแปลง เราจะรู้ เพราะเราเป็นคนใกล้ตัว แม้จะไม่รู้ว่าเขาจะไปไหน หรืออะไร

กุ๊บจะไม่เอาทุกข์มาใส่ก่อน ไม่นั่งคิดว่า สามีไปไหน แบบนั้นไม่ต้องทำอะไรกันแล้ว แต่ไม่ได้คาดหวัง ว่าพี่เขาต้องรักกุ๊บไปตลอด สักวันหากเขามีใคร หรืออะไร กุ๊บก็พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง เมื่อไหร่ที่เขารักเราน้อยลง สิ่งนั้นมันจะเกิดขึ้นว่า จะมีใครมาแทนที่เรา แล้วถ้าจะมีใครมาแทนที่เรา แล้วเรามานั่งหวงอยู่ มันจะทุกข์หมดเลยทั้ง 3 คน กุ๊บถึงเลือกมีความรู้สึกว่าจะไม่มาทุกข์เรื่องนี้ ชีวิตกุ๊บก๋จะสบายๆ ไม่คิดว่า เขาจะไปไหน อยู่ตรงไหน ห่วงเขาเรื่องเดียวคือเรื่องการเดินทาง ชีวิตกุ๊บไม่ได้คาดหวัง แค่ทำในหน้าที่แม่บ้านให้ดีที่สุด เรื่องงานเขากุ๊บไม่เคยยุ่ง สะใภ้บ้านหักพาลระบายความในใจ