ร่ำหวอดอยู่ในแวดวงข่าวบันเทิง แต่มีชะตาคล้ายคนข่าวอาชญากรรม เนื่องจากบางทีต้องไปตามข่าวดาราเจ็บป่วย ตาย ยันขึ้นโรงขึ้นศาลเพราะต้องคดีความ

สายฝน ชีช้าง พิราบสาวรายการโต๊ะข่าวบันเทิงช่อง 3 ยังยิ้มอารมณ์ดีรู้สึกสนุกกับมัน

ทายาทคนโตของบุญญวัฒน์ ชีช้าง อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชผู้ล่วงลับคนนี้เคยร่วมประกวดเวทีมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สช่อง 7 เมื่อปี 2548 เข้าถึงรอบเก็บตัว 44 คนสุดท้าย วัยเด็กถูกส่งไปอยู่กับป้าที่หาดใหญ่ สงขลา เรียนหาดใหญ่วิทยาลัยจนจบ ม.6 แล้วเข้ากรุงมาเรียนคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศึกษาเกี่ยวกับงานไอที เพราะอยากเป็นโปรแกรมเมอร์ ทำคอมพิวเตอร์

เคยไปฝึกงานทำเว็บไซต์ให้ศูนย์ปราบปรามน้ำมันเถื่อน ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ก่อนหน้านี้เคยฝันอยากเป็นผู้ประกาศข่าว เห็นพวกเขาหน้าตาดี บุคลิกดีมองดูต้องมีความรู้ ความแม่นยำเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่คนที่ดูเขาอยู่ แต่ไม่ได้มีความคิดเป็นนักข่าว

พอจบปริญญาตรีวางเป้าชีวิตไว้จะพักผ่อนทำตัวให้ว่างสักปีเพื่อเตรียมตัวไปเรียนต่อต่างประเทศ ปรากฏมีเพื่อนมาบอกว่า ช่อง 3 เปิดรับสมัครพิธีกรรายการใหม่ก็ลองมาแคสหน้ากล้องดู สรุปว่า เขารับทำงานอยู่รายการโต๊ะข่าวบันเทิง “แต่เขาบอกไม่ใช่งานพิธีกร กลายเป็นนักข่าวเต็มตัว ตอนนั้นงง ถามเขาว่า นักข่าว คือ อะไรคะ ต้องทำงานยังไงบ้างคะ เพราะตอนแรกนึกว่าเป็นพิธีกรธรรมดา เนื่องจากฝันตั้งใจจะไปเรียนต่อ เขาบอกให้ลองทำดูก่อน ถ้าทำได้ก็ทำ ทำไม่ได้ก็ไม่ทำ ทำไปทำมาอยู่ในวงการนี้มา 7 ปีแล้ว”  

เธอบอกว่า เริ่มจากศูนย์เลย ไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ว่านักข่าวต้องทำอะไรบ้าง ไม่ได้คิดว่าจะมาทำข่าวบันเทิง แค่เห็นว่ามีรายใหม่ก็ลองมาดู พอทำไปนาน ๆ รู้สึกชอบเลยอยู่ยาว ทำงานใหม่ ๆ จะงงเรื่องศัพท์เทคนิค กับประเด็นสัมภาษณ์ ไม่รู้ว่างานแบบนี้ควรจะสัมภาษณ์อะไรบ้าง โชคดีมีแหม่ม เพชรี พรหมช่วย คอยติว เพราะเป็นนักข่าวเก่า เป็นพิธีกร และโปรดิวเซอร์ด้วย

การทำงานของนักข่าวสาวสวยมากฝีมือคนนี้นอกจากงานรู้ทีนแล้ว ยังมีสกู๊ปคิดเอง หรือหัวหน้างานมอบหมายให้ คิดหาประเด็นอะไรนำเสนอจะได้พัฒนาตัวเองมากขึ้น สายฝนบอกว่าทุกคนจะมองว่า ข่าวบันเทิงเป็นอะไรแบบง่าย ๆ เบาๆ ไร้สาระ แต่ของเรามันยังมีศิลปะวัฒนธรรมด้วย ส่วนข่าวบันเทิงจะเน้นเรื่องจริง ความรักต้องรักจริง แต่งจริง รักจริง พวกซุบซิบไม่เอา ทำเหมือนดาราเป็นคน ๆ หนึ่งที่มีเกิดแก่เจ็บตาย เพียงแต่เขาเป็นดารา เหมือนข่าวสังคม ข่าวทั่วไป

การทำข่าวของฝน อาจแตกต่างกับนักข่าวอาชญากรรมที่ไม่ค่อยสนิทสนมกับแหล่งข่าว ไม่มีความเป็นพี่น้องเท่าไหร่ แต่บันเทิงยังต้องพึ่งพาอาศัยกัน บางเรื่องไปกระทบคนอื่น ไปกระทบเรื่องส่วนตัวก็พูดคุยกันได้ บางทีจะไม่นำเสนอ เพราะทำไปแล้วไม่มีใครได้ประโยชน์อะไร พี่แหม่มบอกเสมอว่า ให้ถามตัวเองเวลาทำข่าวไปแล้ว ข่าวนี้ให้อะไรคนดูบ้าง มันสอนอะไรบ้าง ให้ประโยชน์อะไรบ้าง แล้วเราจะรู้เองว่า มันควรหรือเปล่า” ลูกหม้อรายการโต๊ะบันเทิงเล่าถึงแนวคิดการทำงาน

สายฝนยังเล่าอีกว่า ช่วงน้ำท่วมใหญ่ ช่อง 3 ไม่มีแบ่งสายข่าว มีสายเดียว คือ สายน้ำท่วม เมื่อใช้คำว่า ครอบครัวข่าวแล้ว ทุกอย่างต้องเป็นเรื่องของครอบครัว ดาราต้องลงพื้นที่ เมื่อดาราลงเราก็ต้องลงด้วย ไม่ใช่ไปในแง่ทำข่าวอย่างเดียว เราก็ต้องลงทำกิจกรรม ดูชีวิตความเป็นอยู่จริง ๆ ของคนในพื้นที่นอกเหนือจากนำเสนอข่าวดาราลงพื้นที่แล้วก็ต้องสะท้อนให้เห็นภาพพื้นที่ตรงนั้นว่าเป็นยังไงด้วย สนุกไปอีกแบบ ยังบ่นกับเพื่อนอยู่เลยว่า อยากไปทำข่าวน้ำท่วมอีก

สาวนักข่าวผู้มาดมั่นบอกว่า ไปตั้งแต่ลพบุรี นครสวรรค์ ลงมาอยุธยา บางบัวทอง กลายเป็นนักข่าวสถานการณ์  ไม่ใช่บันเทิงสีสัน จิ๊ดจ๊าด หวือหวา มันคือ เสนอเรื่องจริงของคนบันเทิง ทำเหมือนข่าวสังคม “ตอนนาธาน โอมาน ฝนยังต้องไปคัดสำเนามา หาว่า พ่อแม่ชื่ออะไร อยู่ที่ไหน ทำแบบข่าวสืบสวนสอบสวน ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า เป็นคนเชื้อชาติอะไรกันแน่ ไปคัดมาเลย ตามรอยอย่างละเอียด เป็นข้อพิสูจน์ว่า ทำข่าวบันเทิงก็ทำข่าวฟิวส์อื่นได้ ถ้าเกี่ยวกับดารา หรือคนบันเทิงอยู่ ทำให้มันดีก็ได้ ทำให้มันไม่ดีก็ได้”

สำหรับอนาคต สายฝนวางเป้าอยากทำงานทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลัง ขยับเป็นบรรณาธิการ เป็นพิธีกรรายการ โปรดิวเซอร์ หรือผู้ผลิตรายการ เธอเชื่อว่า ถ้ามีความถนัด มีความเชี่ยวชาญในเบื้องหลังแล้ว เบื้องหน้าคงจะออกมาดีเหมือนกัน