ดีตนายพลภูธรมากความดุดันติดทำเนียบตำนานมือปราบแห่งวงกากีด้วยเหมือนกัน

พล.ต.ต.ยงยุทธ สิงหะพันธุ์ ชาวผักไห่ พระนครศรีอยุธยา ลูกชายเถ้าแก่โรงสี โรงเลื่อยขนาดใหญ่ในอำเภอ ทำให้ตอนเด็กเป็นคนค่อนข้างเกเร แม้ถูกส่งเข้ากรุงมาเรียนมัธยมที่โรงเรียนวัดเบญจมพิตร แต่ยังไม่วายพาพวกออกเที่ยวเตร่ เล่นการพนัน ขลุกอยู่กับโต๊ะบิลเลียด อาศัยบ้านมีฐานะให้เงินมาเผาเล่นสนุกมือ

เจ้าตัวยอมรับว่า ตอนนั้นเป็นคนไม่เอาถ่าน อยู่วัดวันอาทิตย์จะมีการเข้าโบสถ์ฟังพระเทศน์ก็ไม่ได้เข้า มัวเอาแต่เที่ยว พอใกล้จบมัธยม 8 เพื่อนชวนไปสอบนายร้อยตำรวจก็ลองไปดูทั้งที่ไม่ได้คิดจะเป็น อยากเรียนคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มากกว่า

การสอบนายร้อยตำรวจยุคนั้นมีคนแห่สมัคร 5,000 คน รับแค่ 80 กว่าคน พล.ต.ต.ยงยุทธเล่าว่า การคัดเลือกชุ่ยมาก ใช้วิธีตรวจโรคก่อน ใครเป็นเกลื้อนเป็นแผลหน่อยก็ไม่เอา ด่านแรกคนหายไปเยอะ ก่อนจะมาสอบพละ มีวิ่ง ว่ายน้ำ และไต่เชือก เราเป็นเด็กบ้านนอกผ่านสบาย เหลือผ่านสอบข้อเขียนน้อยลงไปอีก เพราะมีคนตกพละเยอะมาก ด่านสุดท้าย มีการสอบภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ คำนวณ เราก็ทำได้ เหลือเพียงเรียงความภาษาไทยเท่านั้น

ข้อสอบให้เขียนเรียงความในหัวข้อ “การจะเป็นตำรวจที่ดีต้องทำอย่างไร” เล่นเอาเด็กหนุ่มเมืองกรุงเก่าถึงกับนิ่งคิดอยู่นาน ไม่รู้จะเขียนอะไร เพราะยังไม่เคยเป็นตำรวจ ตอนแรกก็มั่วตอบไปว่า ต้องยิงปืนเก่ง ต้องจับผู้ร้ายเป็น เขียนได้ไม่กี่บรรทัดก็เกิดแวบขึ้นมา ตัดสินใจขยำกระดาษคำตอบอันเก่าทิ้งขอกระดาษใหม่มาเขียนแทน

“ผมเป็นเด็กวัด ผมนึกถึงอิทธิบาท 4 ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ผมเลยเขียนอธิบายไปครึ่งหน้าว่า การเป็นตำรวจที่ดีต้องมีฉันทะ คือ ความพอใจ รักในวิชาอาชีพตำรวจ วิริยะ ต้องมีความขยันหมั่นเพียร จิตตะ ต้องเอาใจฝักใฝ่ในการทำงานของตำรวจ  และวิมังสา คือ ทำงานแล้วต้องมาไตร่ตรองว่า ผิดหรือถูก ผมตอบแค่นั้นเอง ไม่คิดว่าจะได้ ประกาศผลออกมาได้ที่ 21 นั่งร้องไห้เลย โชคร้ายแล้ว เพราะมองว่า มัธยมตกแน่ มัวแทงแต่บิลเลียด ปรากฏว่า ได้ 50.70 เปอร์เซ็นต์ ผ่านแบบเฉียดฉิว” นายพลเก่าเท้าความในอดีต

เขาบอกว่า สอบติดธรรมศาสตร์ด้วย ใจลังเลไม่อยากเป็นตำรวจ เพราะเราเกเร แต่ตำรวจรับก่อน ธรรมศาสตร์ยังไม่ประกาศผล เข้าตำรวจก่อน เรียนค่อนเดือนแล้ว ธรรมศาสตร์ถึงประกาศว่าติดเหมือนกัน ชีวิตในรั้วสามพรานตอนนั้นถูกซ่อมเกือบตาย เคยคิดจะออก คิดไปคิดมามองว่า จะออกทำไม โดนขนาดนี้แล้ว ช่างมัน อาจารย์กฎหมายมาสอนชั่วโมงแรกยังถามว่า ในห้องนี้มีใครที่สอบเรียงความตำรวจแล้วเอาอิทธิบาท 4 มาตอบ เราก็ยกมือ อาจารย์ให้ลุกขึ้นแนะนำตัว ก่อนบอกเราว่า เข้าได้ เพราะอิทธิบาท 4 ดังนั้นจงจำไว้นะว่า ต้องเป็นตำรวจที่ดี ทำให้ฝังใจ และยึดแนวนี้ในการทำงาน

แม้เรียนไม่ค่อยเรียน นิสัยเกเรไม่เลิก แต่ก็จบนายร้อยตำรวจรุ่น 17 ร่วมรุ่นกับ พล.ต.ต.มงคล กมลบุตร พล.ต.ต.คงเดช ชูศรี พล.ต.ต.ล้วน ปานรสทิพ พล.ต.ต.นุกูล โสมทัต พล.ต.ต.ธวัชชัย พรหมประสิทธิ์ เป็นต้น ลงบรรจุครั้งแรกตำแหน่งรองสารวัตร สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองพิษณุโลก ประเดิมงัดปากกับพันเอกทหารในพื้นที่ถึงขั้นจะโดนยิงตาย

อดีตนายตำรวจมือปราบเล่าว่า ที่นั่นจะมีการนัดเลี้ยงสังสรรค์ระหว่างตำรวจกับสารวัตรทหารกันทุกเดือน ผลัดกันเป็นเจ้าภาพ หลังงานเลี้ยงวันรุ่งขึ้น มีคนแจ้งให้ไปจับบ่อนไฮโลบ้านหลังหนึ่ง เข้าไปจับได้ 10 กว่าคน ทำให้ผู้บังคับการกรมสารวัตรทหารบกยศพันเอกไม่พอใจ ทั้งที่เมื่อคืนยังนั่งกินเหล้าด้วยกัน  “เขาบอกให้ปล่อยผู้ต้องหาทั้งหมดเดี๋ยวนี้ ผมไม่ยอม พันเอกทหารคนนั้นเลือดขึ้นหน้าชักปืนมาจี้จ่อหัวผม ง้างนกแล้วด้วย ผมโมโหสุดขีดเลยจับปืนบิดมือแย่งได้ก็ตบหน้าไปที”นายพลนอกราชการรำลึกนาทีระอุระหว่างเหล่า

ผ่านวิกฤติเหตุการณ์วันนั้นมาได้ หมวดยงยุทธได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้เป็นหัวหน้าทีมออกไล่ล่าผู้ร้าย พวกโจรลักวัว ลักควาย จี้ปล้นคนบ้านนอกที่อาละวาดไม่กลัวเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ตำรวจต้องออกตามตลอด หายไปทีครั้งละ 15 วัน เอากำลังไป 6 คน ลาดตระเวนพักตามบ้านกำนันผู้ใหญ่บ้านจับได้เยอะ

ก่อนจะเปิดฉากวิสามัญฆาตกรรมครั้งแรกในชีวิต

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเช้ามืดของเดือนมิถุนายน 2508 ร.ต.ท.ยงยุทธ นำกำลังไปล่าตัวคนร้ายปล้นโรงสีที่กบดานอยู่บ้านแม่ระกา อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ท่ามกลางฝนตกหนังตลอดคืน การเดินทางลุยป่าฝ่าดงไปยังจุดหมายถึงล่าช้ากว่ากำหนด เจ้าตัวบอกว่า การจะบุกขึ้นบ้านจับคนร้ายควรเป็นเวลาตีสอง เพราะมันกำลังหลับสนิท แต่วันนั้นหลงทำให้ไปถึงตีสี่ เราปีนบันไดย่องขึ้นบ้านนำลูกน้อง มือขวาคอยส่องไฟฉาย มือซ้ายถือปืนคาร์บิน พอก้าวพ้นบันได้ ฉายไฟเข้าไปในบ้าน คนร้าย  2 คนหลบที่กำบังยิงออกมา 2 นัด เราร่วงตกลงมาที่พื้นชั้นล่างเลย

“คิดถึงแม่เลย โชคดีไม่โดนกระสุน แต่ไหปลาร้าหัก ลูกน้องเข้ามาดูแล้วไล่ยิงจากใต้ถุนบ้าน ผมกัดฟันขึ้นไปใหม่ทั้งที่ไหปลาร้าหัก ดวลปืนสู้กับคนร้าย ยิงมันตายคาบ้าน 2 ศพ มีหนีรอดไปได้ 2 คน ทว่าก็ต้องมานอนรักษาตัวอยู่หลายวัน” พล.ต.ต.ยงยุทธฉายภาพนาทีดวลจับตายโจรเมืองสองแคว

ถัดจากนั้นไม่นาน เขาย้ายไปอำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย ได้ สง่า รุ่งเรือง นายตำรวจรุ่นพี่ถ่ายทอดวิชาสารพัด  อดีตเด็กวัดเบญจมบพิตรย้อนเรื่องราวว่า แกชอบกินเหล้า แต่มวลชนแกดี เพราะความขี้เมาของแก ตั้งวงกินเหล้าใต้ถุนบ้านทุกวัน ชาวบ้านก็เอาผัก เอาปลามาทำกับข้าวกิน เรียกว่า สืบสวนในใต้ถุนบ้าน วันดีคืนดีกินเหล้าดึกดื่นก็ให้คนมาเรียกเราออกไปทำงานแล้ว บอกมีชาวบ้านมาบอกข่าว ให้ไปตามจับ นึกไม่ถึงว่า แกเป็นลูกชาวนาจบนายร้อยสำรองจะดีขนาดนี้

ทั้งคู่ร่วมกันตามจับโจรปล้นควายในกระท่อมหลังหนึ่งกลางทุ่งนา แต่วีรกรรมครั้งนั้นเกือบทำ พล.ต.ต.ยงยุทธติดคุก เมื่อวิ่งไล่กวดเอาปืนคาร์บินยิงใส่กว่าจะถูกคนร้ายล้มลงปาเข้าไปนัดที่ 26 เขาบอกว่า มันไม่ตาย แต่สง่า ยืนยันเอาไว้ไม่ได้ ให้บีบคอมัน เราก็เสนอให้ยิงมันทิ้งดีกว่า แกค้านว่า ไม่ได้ เดี๋ยวชาวบ้านรู้ เกี่ยงกันไปเกี่ยงกันมาว่า ใครจะบีบคอ สุดท้ายตัดใจพามันส่งโรงพยาบาล พอคนร้ายรอดตายก็มาร้องเรียนเรา แกยังช่วยกู้ยืมเงินมา 4 หมื่นบาทเคลียร์คดีความให้

พ้นจากกงไกรลาศ เที่ยวนี้ พล.ต.ต.ยงยุทธ โยกข้ามไปอยู่อำเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา และไปเป็นรองผู้กองโรงพักสี่คิ้ว ก่อนขึ้นผู้กองเทียบเท่าตำแหน่งสารวัตรในปัจจุบันที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ทำผลงานสร้างศรัทธาให้ชาวบ้านรักและเคารพ เก็บกวาดโจรลักเล็กขโมยน้อยยันลักวัวลักควายเกลี้ยง ระดมกำลังจับปืนเถื่อนเป็นอันดับ 1 ของจังหวัดในเวลาแค่ 7 วันยึดได้ 50 กว่ากระบอก ได้โล่รางวัลคำชมเชยจาก พล.ต.ท.ชนม์เจริญ สมบัติศิริ ที่ขณะนั้นเป็นผู้บังคับการตำรวจภูธรจนกลายเป็นลูกน้องติดสอยดูแลรับใช้มาตลอด ส่งผลให้เลื่อนขึ้นเป็นสารวัตรใหญ่โรงพักกำแพงแสน

“ท่านเห็นผมมีฝีมือก็พยายามสนับสนุน ตอนนั้นไม่อยากไป แต่อยู่บางเลนมันขึ้นไม่ได้ ย้ายมากำแพงแสน ทำคดีเยอะมาก โจรชุกชุม พวกจี้มอเตอร์ไซค์ชิงทรัพย์ตามร้านค้าในหมู่บ้านอาละวาดสร้างความเดือดร้อนชาวบ้าน ผมปราบแบบเด็ดขาด คิดว่า ถ้าจับมันติดคุก ออกมาก็เป็นโจรใหญ่ขึ้น คนติดคุกเหมือนเข้าโรงเรียน เข้ามหาวิทยาลัย ได้วิชาเยอะแยะ ได้ครูบาอาจารย์สอน ออกมาก็ตั้งเครือข่าย ยิ่งติดยิ่งใหญ่ ผมไม่เคยเอาไว้”

“ผมเด็กบ้านนอก ไม่เคยมีความคิดแบบนั้น แต่ก็ต้องทำ ใครจะว่าอะไรก็ช่าง เพื่อบ้านเพื่อเมือง มันจำเป็น ปล่อยไว้ไม่อย่างนั้นชาวบ้านเดือดร้อน วันไหนผมพาลูกน้องขับออกตรวจพื้นที่ ตามไร่อ้อย ถ้าเจอขี่มอเตอร์ไซค์มากัน 2 คนพกปืนด้วย ผมไม่เอาไว้เลย พวกนี้โจรแน่ไม่ใช่คนดี พวกนี้มาอาละวาดจี้ชิงสร้อยชาวบ้านเขา ชิงมอเตอร์ไซค์เยอะมากจริง ๆ ผมทำกรรมวิธีนอกระบบกวาดจนสถิติคดีหายราบคาบ พื้นที่กำแพงแสนเงียบสงบหมด”ตำนานมือกำราบโจรภูธรเปิดอก

ถึงกระนั้นก็ตาม เส้นทางชีวิตเขากลับไม่ได้รุ่งโรจน์อย่างที่ควรจะเป็น ถูกดองตำแหน่งสารวัตรใหญ่กำแพงแสน 7 ปีกว่า ถูกต้องคดีเกือบออกจากราชการ นับเป็นมรสุมครั้งใหญ่ในชีวิตผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ผู้มากด้วยอุดมการณ์ พล.ต.ต.ยงยุทธระบายความคับแค้นที่เกิดขึ้นว่า ไม่มีเงินมากมาย ลูกจะเปิดเทอมต้องหาเงิน ตัดสินใจจัดทัวร์ไปเที่ยวเชียงใหม่คิดว่าน่าทำกำไรราว 2 หมื่นบาท นั่งรถบัสไปเขื่อนภูมิพล ลงแพ 5 หลังให้เรือลากไปดอยเต่าแล้วนั่งรถบัสกลับโรงแรมที่เชียงใหม่ ระหว่างอยู่ในแพ 2 คืน ก็มีชาวบ้านตั้งวงเล่นไพ่กันตามปกติเพื่อฆ่าเวลา มีเมียตำรวจลูกน้องคนหนึ่งที่ชอบรีดไถเขาจนเราด่ามันประจำร่วมทริปด้วย เราให้ไปฟรีอีกต่างหาก พอกลับมามันดันไปฟ้องนายหาว่า เราไปจัดทัวร์บ่อน ถูกตั้งกรรมการสอบให้ออกจากราชการ

“ผมซังกะตาย ขับรถไปเที่ยวเชียงใหม่กับเมีย แวะพิษณุโลกไหว้พระพุทธชินราช เพราะเห็นว่าเคยลงตำแหน่งที่นี่ครั้งแรก ผมกราบอธิษฐานว่า ผมเกิดกับหลวงพ่อ เป็นร้อยตำรวจตรีอยู่กับหลวงพ่อ ผมจะถูกออกแล้วด้วยเรื่องเฮงซวย ผมไม่ใช่คนชั่วนะ ถ้าหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์จริง ช่วยผมหน่อย ออกมาเมียซื้อลอตเตอรี่ถูกเลขท้าย 2 ตัว และเป็นจังหวะเปลี่ยนผู้บัญชาการภูธร 1 ชนม์เจริญ สมบัติศิริ ขึ้นเป็นพอดี  แกเห็นเรื่องก็ให้คนมาตาม เรียกไปพบแล้วแก้เรื่องใหม่ ตั้งกรรมการสอบสวนใหม่ รอดมาได้ทุกวันนี้ ผมถือเป็นนายที่มีพระคุณคนหนึ่ง เรื่องไม่เป็นเรื่องแท้ ๆ”

หลุดพงหนามครั้งนั้น เขาได้รับการเสนอขึ้นรองผู้กำกับการสืบสวนภูธร 3 กองบัญชาการตำรวจภูธร 1 ทำงานสืบสวนเต็มตัวจนเป็นผู้กำกับสืบสวนภูธร 3  หรือกองกำกับการสืบสวนสอบสวนภูธรภาค 7 ในปัจจุบัน ก่อนย้ายเป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธร 1 ได้ 6 เดือนย้ายกลับอยู่ภูธร 3 ถิ่นเก่านครปฐม จากนั้นเป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธร 2 จังหวัดชลบุรี รองผู้บังคับการหัวหน้าตำรวจภูธรจังหวัดตราด รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสิงห์บุรี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม จนปีสุดท้ายถูกอิทธิพลทางการเมืองในพื้นที่หาเหตุย้ายไปเกษียณตำแหน่ง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุโขทัย

ตลอดชีวิตราชการที่ผ่านมา อดีตผู้บังคับการมากฝีไม้ลายมือแสดงความเห็นว่า ทำงานมาประทับใจทุกคดีที่ทำ แต่จะบอกว่า ฝีมือหรือไม่ ไม่ใช่ เรียกว่า ฟลุกมากกว่า แต่ฟลุกด้วยความอดทนด้วยความตั้งใจ ยกตัวอย่างคดีฆ่าเมียนายตำรวจระดับรองผู้กำกับ เหยื่อนั่งรถทัวร์จากบ้านมาลงกรุงเทพฯ ไปปิ่นเกล้าแล้วถูกฆ่าเอาศพทิ้งอำพรางคดีที่มหาชัย สมุทรสาคร เราไปได้ห่อผ้าปูที่นอน กับถุงของห้างพาต้าปิ่นเกล้า ก็ไปที่พาต้า เอารูปคนตายไปแห่ มีพนักงานร้านอาหารจำได้ว่า มาบ่อย นั่งกินเบียร์กับผู้ชายคนหนึ่ง สืบรู้ทีหลังว่า ฝ่ายหญิงไปติดพันตำรวจอีกคนเป็นคนขับรถสามี

“ไอ้นี่มีบ้านพี่ชาย เป็นร้านทำทองอยู่แถวปิ่นเกล้า ผมก็ไปเฝ้า ยังไม่เจอตัว ซุ่มแล้วซุ่มอีกหลายวัน วันดีคืนดีขับรถมาเฝ้าตามปกติ  มีเด็กคนหนึ่งเดินมาถามว่า น้าๆ เป็นตำรวจหรือเปล่า ผมถามว่า ทำไม แล้วบอกไม่ใช่ มันก็ไป วันรุ่งขึ้นเด็กคนนั้นมาบอกอีกว่า น้าต้องเป็นตำรวจแน่เลย ผมก็ถามว่า มีอะไร เด็กบอกว่า อยากรู้อะไรหรือไม่ ผมถามทำไม มันถึงเล่าให้ฟังว่า เขาฆ่ากันบนนี้แล้วชี้ไปทาวน์เฮาส์พี่ชายผู้ต้องสงสัย เด็กคนนี้อายุ 10 กว่าขวบเป็นลูกมือช่างทำทองบอกหมด”

“ ผมเอากำลังบุกเข้าค้น เจอรอยกระสุนปืนฝังผนัง มีรอยเลือดเต็มไปหมด แต่ไม่เจอตัวคนร้าย ถามคนในบ้าน รู้ว่า มันกำลังไปปรึกษาทนายที่บ้านหม้อ ผมขับรถไปบ้านหม้อ ไม่รู้ทนายตรงไหน เดินตามหาดันไปเจอพอดี ตอนนั้นเข้าไปคนเดียว ลูกน้องอยู่ข้างนอก คิดว่า เอาไงดี ตัดสินใจพูดเกลี้ยกล่อมจนมันยอมมอบตัว ไม่ขอให้จับ ผมถึงบอกว่า คดีได้อย่างนี้ เพราะมันฟลุก” อดีตนายพลนักสืบผู้คลี่ปมคดีดังยกตัวอย่าง

แต่ประทับใจที่สุด และเชื่อว่า ไม่มีใครทำในชีวิตตำรวจแบบเขา พล.ต.ต.ยงยุทธขยายความว่าสมัยอยู่กำแพงแสนจับรถเยอะมาก ได้รางวัลคันละ 500-1,000 บาท เก็บเข้ากองกลาง มีเงินปีละเกือบสองหมื่นบาทก็ใช้พาตำรวจไปเที่ยวเชียงใหม่แบ่งสลับกันครึ่งโรงพักไปที 40-45 คน ให้เอาลูกเมียไปด้วย ผัดข้าวผัดไป 2-3 หม้อใหญ่กินกัน ออกเย็นวันศุกร์ถึงเชียงใหม่เช้าวันเสาร์ ขึ้นดอยสุเทพ เที่ยวดอยอินทนนท์ กลับมานอนวัด รุ่งขึ้นวันอาทิตย์ไปเชียงราย ท่องแม่สาย ตกเย็นก็ขับรถกลับถึงกำแพงแสนเช้าพอดี

นายตำรวจวัย 70 เศษมองว่า ในชีวิตพวกเขาจะมีโอกาสได้เที่ยวแบบนี้พร้อมหน้าพร้อมตากันหรือ มีเงินก็ไปไม่ได้ เราเลยพาไปทุกปี บางทีก็ไปบางละมุงนอนบ้านพักสวัสดิการตำรวจ บางปีไปเขาใหญ่ พอเป็นผู้การนครปฐม  เราไม่จำเป็นต้องไถเงินใคร แค่เอ่ยปากก็มีคนช่วยแล้ว หาเงินได้ 1,600,000 บาท คัดตำรวจชั้นประทวนที่มีความประพฤติดีจากยศนายสิบถึงนายดาบของโรงพัก นายตำรวจไม่เอา พาไปเที่ยวฮ่องกง เพราะชีวิตทั้งชีวิตเขาไม่มีโอกาสหรอก สิบตรีจ่ามันจะมีโอกาสไปหรือ พาไป 60 คน นั่งเครื่องบินหมดไปล้านกว่าบาท มีเงินพ็อกเกตมันนี่ให้อีก

“นี่คือความภูมิใจที่ผมคิดว่า ทั้งกรมตำรวจไม่มีใครทำได้อย่างผม ให้ในสิ่งที่ลูกน้องไม่ได้คาดคิดทุกคนถึงช่วยผมเต็มที่ ผมไม่ต้องทำอะไรมาก ผมยึดหลักการทำงานไม่ใช่มึงเก่งคนเดียว ถ้ามึงเก่ง ลูกน้องก็ไม่ทำ ต้องบริหารงานด้วยความไม่เก่ง ผมถึงเปิดโอกาสให้ลูกน้องเสนอความคิดเห็นทุกเรื่อง ช่วยกันออกไอเดีย ขอให้ลูกน้องเต็มใจอยากช่วยเรา แค่ขึ้นรถมันก็แทบจะอุ้มเราขึ้น” พล.ต.ต.ยงยุทธว่า

“แต่เดี๋ยวนี้เกลียดตำรวจสุดชีวิต ไม่หันไปมองเลย มันคนละแบบ สมัยก่อนอยู่กันแบบพี่น้องเพื่อนฝูง อยู่กับแบบครอบครัว พี่ช่วยน้อง เพื่อนช่วยเพื่อน ไม่ได้แบ่งรุ่น แบ่งสถาบัน เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ เงินอย่างเดียว บางตำแหน่งจะเป็นนายพลเป็นสารวัตรก็ต้องเงิน แล้วมันจะเอาที่ไหน เรื่องนี้เรื่องจริง เพราะลูกน้องมาเล่าให้ฟัง รู้สึกหดหู่แทน”มือปราบเก่าส่ายหน้า

ยงยุทธ สิงหะพันธุ์ !!!