นักข่าวสาวภูมิภาคของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐประจำจังหวัดปราจีนบุรี

เปิ้ลวรรณภรณ์ สุภรณ์ไพจิต เลือดคนข่าวเข้มข้นติดตัวมาจาก วัชรพงศ์ สุภรณ์ไพจิต ผู้พ่อและสมลิขิต สุภรณ์ไพจิต แม่ที่เป็นนักข่าวไทยรัฐรุ่นใหญ่ในถิ่นกำเนิดปราจีนบุรี เริ่มต้นปฐมวัยเรียนอนุบาลปราจีนบุรีไปต่อมัธยมโรงเรียนปราจีนกัลยาณี มีความเพ้อฝันอยากเป็นแดนเซอร์ตามประสาเด็กบ้านนอก พอเข้าไปเรียนคณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยราชมงคลธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ยังสมัครไปเป็นลีดเดอร์

เธอบอกว่า ชอบเต้นมาตั้งแต่เด็ก แต่พ่อพูดเสมอ ไม่สนับสนุน เพราะเห็นเป็นอาชีพเต้นกินรำกิน แม่ก็ให้เหตุผลคล้ายกันว่า เป็นอาชีพไม่โอเค เงินไม่แน่นอน แม้ส่วนตัวจะชอบมากต้องล้มเลิกความคิดตอนมาเรียนมหาวิทยาลัย ตัดสินใจเรียนคณะสื่อสารมวลชน ไม่ได้เกี่ยวกับพ่อเป็นนักข่าว อาจเพราะตอนนั้นมีกองถ่ายหนังมาตั้งแถวบ้าน ไปยืนดูเห็นคนอยู่เบื้องหลังเท่  ยิ่งชอบดูหนังอยู่แล้ว คิดว่าไปทำงานอยู่เบื้องหลังก็ดี มุ่งหวังอยากไปทางงานตรงนั้น ลงคณะสื่อสารมวลชน แต่เรียนสาขาภาพนิ่งและภาพยนตร์

ทันทีที่เรียนจบปรากฏว่า ต้องไปช่วยงานที่บ้านเปิดร้านถ่ายรูปอยู่ตัวเมืองปราจีนบุรีกับพี่สาว และช่วยงานพ่อ ไม่ได้ไปสมัครงานที่ไหน ถามว่าจับพลัดจับผลูมาทำงานข่าวได้อย่างไร เธอบอกว่า ความจริงสัมผัสมาตั้งแต่เด็ก นั่งรถไปกับพ่อกับแม่ที่ออกทำข่าว ลงไปยืนดูบ้าง กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตครอบครัว เนื่องจากแม่ก็ช่วยพ่อจดรายละเอียด เราจะไปช่วยถามข้อมูลจากตำรวจบ้าง ชาวบ้านบ้างทำให้ซึมซับ

พ่อเริ่มสอนให้จดข้อมูล ลองให้จับกล้องถ่ายภาพนิ่งตั้งแต่ก่อนเรียนมหาวิทยาลัย ถ่ายภาพเหตุการณ์ฆ่ากันตาย อุบัติเหตุสารพัด มันเป็นภาพชินตา ทำให้เราไม่กลัวศพ ไม่กลัวเลือด ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น ทำข่าวอาชญากรรมตั้งแต่ตอนนั้น มาจับกล้องถ่ายวิดีโอช่วงอยู่มหาวิทยาลัย สมัยก่อนกล้องถ่ายวิดีโอต้องแบก พ่อเลยถ่ายคนเดียว

หลังช่วยเป็นมือเป็นไม้ให้กับพ่ออยู่พักใหญ่ ทว่าเธอกลับเข้าวงการอย่างจริงจังเป็นนักข่าวภูมิภาคสังกัดเดลินิวส์แทนคนเก่าที่ลาออกไป ก่อนผู้พ่อจะเรียกตัวเข้ามาสังกัดเดียวกันที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐดีกว่าเพื่อสะดวกต่อการปฏิบัติภารกิจเป็นครอบครัวข่าวที่สมบูรณ์แบบ ทำส่งทั้งหนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ และโทรทัศน์ของไทยรัฐทีวีในพื้นที่รับผิดชอบทั่วจังหวัดปราจีนบุรี

คุ้มไหมที่จบปริญญาแล้วมารับเงินแค่ค่าข่าว  มันไม่คุ้มหรอก ถ้าพูดถึงเรื่องเงินนะ แต่เราคิดว่ามันก็สนุก เวลาออกไปทำข่าว ได้ไปเจอคนนั้นคนนี้  เจอคนหลายๆ อย่าง เจอผู้ใหญ่แบบโน้น ได้ทำข่าวลัก วิ่ง ชิง ปล้น ข่าวฆาตกรรมบางอย่างที่มันจะเหมือนเราเป็นนักสืบ เหมือนเราเป็นโคนัน เรียนรู้พฤติกรรมของคนต้องสงสัย

นักข่าวสาวภูธรจังหวัดปราจีนบุรีเล่าว่า บางคดีมีคนเก็บกระเป๋าเงินหล่นอยู่หน้าบ้าน เจ้าของแจ้งตำรวจไล่กล้องวงจรปิด ป้าคนเก็บอ้างไม่มีเจตนาขโมย พอดูจากกล้องแล้วชัดเจนว่า ตั้งใจหยิบไป ตอนแรกเราไม่รู้เหมือนกัน เชื่อในคำให้การของป้าคนเก็บกระเป๋า พ่อต้องมานั่งอธิบายถึงมุมมองข่าวว่า ถ้าคนเจตนาบริสุทธิ์ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้  ทำให้เรามีความรู้เยอะขึ้น มีมุมมองที่ไม่ได้ต้องโลกสวยงามเสมอแบบนั้น

ในฐานะนักข่าวภูธรเธอยอมรับว่า อาจแตกต่างจากนักข่าวส่วนกลางในกรุงเทพฯ ที่มีความน่าเชื่อถือมากกว่า แต่สำหรับเรามั่นใจในเรื่องของความสัมพันธ์กับแหล่งข่าวเกี่ยวกับคอนเน็กชั่นคนในพื้นที่ที่จะเกรงใจเรา ทั้งนี้ทั้งนั้น เราต้องตั้งมั่นอยู่ในอุดมการณ์และจรรยาบรรณของเรา ไม่ใช่ไปใช้อำนาจความเป็นนักข่าวไปข่มใคร เพราะเราได้เจอคนเยอะ รู้จักคนเยอะ สามารถโทรหาใครก็ได้เพื่อขอความช่วยเหลือจากเขา แต่ต้องอยู่บนความถูกต้อง อยู่บนพื้นฐานของคำว่าสื่อมวลชน ไม่ได้มีอภิสิทธิ์เหนือคนอื่น เจ้าตัวว่า