ลูกสาวนายพลอดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส สร้างนิยายรักฉบับผู้พิทักษ์สีกากีครองคู่ชูชื่นกับผู้บังคับการหนุ่มมานานกว่า 20 ปีจนมีพยานรักถึง 3 คน

คุณเอ-อนงค์นาถ ถนอมจิตร ภรรยา พล.ต.ต.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี ยังไม่เคยลืมภาพบรรยากาศหวานวันรักแรกพบ

เธอเป็นลูกสาวคนโตของ พล.ต.ต.ธรรมนูญ ทับเคลียว เกิดสุราษฎร์ธานี มาเรียนคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ พอเวลาปิดภาคเรียนจะกลับไปอยู่กับพ่อที่ภาคใต้ เพียงแค่จบปี 2 จ่อขึ้นเรียนปี 3 เธอก็เหมือนถูกมนต์สะกดจากแม่สื่อให้ไปเจอชายในฝัน

แม่บ้านนายตำรวจหนุ่มเล่าว่า สมัยนั้นพ่อเป็นหัวหน้าจังหวัดสงขลา มีภรรยาท่านนิรดม ตันตริก ชอบเป็นแม่สื่อจับคู่คนนั้นคนนี้ไปเรื่อง เรานับถือสนิมกันเหมือนป้า แกเห็นว่า เรากับสามีน่าจะเป็นอะไรที่ไปด้วยกันได้ เพราะเกิดในครอบครัวตำรวจเหมือนกันทั้งคู่เลยแนะนำให้รู้จักกัน เวลานั้นสามีเพิ่งจบนายร้อยตำรวจรุ่น 42 ไปอยู่โรงพักเชียรใหญ่ นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นโรงพักแรกที่พ่อเราเคยอยู่มาก่อน ชาวบ้านจะพูดถึงพ่อเสมอจนเขาอยากมาทำความรู้จัก

“เราเชื่อเรื่องบุพเพสันนิวาสนะ เจอหน้ากันครั้งแรกมีความรู้สึกว่า คนนี้แหละ คิดว่า อยู่ด้วยคงสบาย ดูจากลักษณะบุคลิกแล้ว มองว่า ผู้ชายคนนี้เรียบร้อย พูดเป็นเรื่องเป็นราว มีหลักการ มีสาระดี แต่ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเราชอบตำรวจอยู่แล้ว ด้วยความคลุกคลีมาตั้งแต่เกิด ถึงไม่ค่อยตะขิดตะขวงใจเลย”

คุณเอเล่าวีรกรรมช่วงทำคะแนนของสามีก่อนแต่งงานว่า พอเรากลับมาเรียนต่อมหาวิทยาลัย เขาก็จะหาหมายจับผู้ต้องหาที่หลบมาอยู่กรุงเทพฯ แล้วฝากภิรมย์ สวนทอง เพื่อนร่วมรุ่นที่ตอนนั้นเป็นรองสารวัตรสืบสวนโรงพักสุทธิสารช่วยตามจับให้แล้วตัวเขาจะขออนุญาตสารวัตรใหญ่ขึ้นมารับผู้ต้องหาเองเป็นข้ออ้างที่จะแอบมาหาเรา เพราะบ้านก็อยู่ไม่ห่างโรงพักสุทธิสาร ขณะที่เชียรใหญ่ยุคนั้นมีมือปืนหนีคดีมาหลบอยู่แถวดินแดง ห้วยขวาง สุทธิสารประจำ ว่าที่สามีเลยได้โอกาสเทียวไปเทียวมาซื้อใจกันจนเราตกลงหมั้นหมายด้วย

พอเรียนจบมหาวิทยาลัย ทั้งคู่ตัดสินใจเข้าสู่ประตูวิวาห์ก่อนย้ายไปตั้งรกรากอยู่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หลังจากฝ่ายชายไปประจำอยู่ที่นั่น “พ่อเรามีบ้านให้หลังเป็นเรือนหอ ส่วนเราแต่งงานแล้วช่วงแรกไปทำงานเป็นเลขานุการกรรมการผู้จัดการโรงงานผลิตไม้อัดชื่อดังของอำเภอ ทำได้ 2 ปี ตั้งท้องลูกคนแรกเป็นผู้หญิง”

เธอมองว่า การเป็นแม่บ้านตำรวจสำหรับเธอไม่ใช่เรื่องน่าวิตก เพราะชินอยู่แล้ว “เรารู้จักมันดี ไม่ห่วง อยู่กับตำรวจมาตั้งแต่เกิด พ่อจะมีลูกน้องและคนรู้จักทุกสาขาอาชีพมาขลุกอยู่ที่บ้านตลอด เราก็จะอยู่บ้านพักหัวหน้าตำรวจ ทำให้รู้สึกชินกับอาชีพนี้ ก็จะไม่ห่วง เพราะเรารู้ขั้นตอนของมันดี จะเข้าใจว่า คนนี้เป็นแบบนี้แล้วจะเป็นแบบไหนต่อไป เราโชคดีตอนเราอยู่กับพ่อ เราก็อยู่กับลูกน้องพ่อ อยู่กับตำรวจทุกระดับ”

ปัจจุบัน ทั้งคู่มีทายาท 3 คนกำลังอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน ไล่ตั้งแต่ลูกสาวคนโต พิมพ์ชนก ถนอมจิตร เรียนอยู่วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ส่วนคนรอง นรต.ภัคนิจ ถนอมจิตร เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจเดินตามรอยผู้บังเกิดเกล้า ส่วนคนเล็ก แพรวา ถนอมจิตร ศึกษาอยู่โรงเรียนเตรียมอุดม

แม่ลูกสามบอกว่า เลี้ยงลูกเหนื่อยพอสมควร แต่มันเหมือนเป็นหน้าที่เราอยู่แล้ว ลูก 3 คน 3 แบบ คนโตลุย ๆ จนจะเป็นทอมอยู่แล้ว คนกลางผู้ชายจะเป็นตัวของตัวเอง ลูกสาวคนเล็กจะดีหน่อย เพราะเราวุฒิภาวะพร้อมแล้วตอนมีคนเล็ก ตอนลูกคนแรกยอมรับว่า เรายังเที่ยว อยู่หาดใหญ่ มีลูกตอนอายุ 24 ปี ยังวัยรุ่นอยู่ บ้านอยู่ใต้ มีพี่เลี้ยง มีคนไปมาหาสู่คอยดูลูกให้ เราเลยไม่ค่อยสนใจลูกเท่าไร ลูกคนโตตอนเด็กพัฒนาการจะไม่ดีเลยย้อนกลับมาดูตัวเราเอง เพราะเราไม่ใส่ใจลูก หนักไปทางเที่ยว หาดใหญ่เป็นเมืองกลางคืน พ่อเราเคยอยู่ตรงนั้น ลูกน้องพ่อก็เยอะ เพิ่งมาตั้งสติได้ตอนที่ย้ายตามท่านสุนทร ซ้ายขวัญ กลับมาอยู่กรุงเทพฯ

ทายาทอดีตผู้การนราธิวาสว่า ตั้งแต่แต่งงาน สามีแทบไม่ย้ายไปไหนจากหาดใหญ่เลย พอเป็นนายเวรท่านสุนทร ต้องย้ายตามท่านเข้ากรุงเทพฯ หอบครอบครัวมาอยู่ด้วยกันหมด วันธรรมดาจะอยู่บ้านพ่อที่สุทธิสาร ส่วนเสาร์-อาทิตย์ ก็จะพาลูกไปอยู่บ้านท่านสุนทร ท่านก็เมตตาเอ็นดูรักเหมือนลูกหลาน ช่วยดูแลลูกให้ คิดว่า นายแบบนี้สมัยนี้หายากแล้ว

การมาปรับตัวในสังคมเมืองหลวงหลังทิ้งไปนาน คุณเอรับว่า ทำให้เริ่มรู้แล้วว่า ต้องคิดหาโรงเรียนให้ลูก ต้องทำหน้าที่แม่เต็มตัว จากที่เมื่อก่อนยังรักตัวเองมากไป เพราะเรามีเพื่อนที่หาดใหญ่เยอะ ยิ่งพอท้องคนเล็กได้สติเลย รู้สึกอยากจะย้อนกลับไปพัฒนาตัวเองตอนมีลูกคนแรก เราผิดพลาดในการเลี้ยงลูกคนโตมา ไม่ว่าเรื่องการเอาใจใส่ ประกอบกับวุฒิภาวะที่ยังไม่พร้อม ต่างจากตอนมีลูกคนเล็ก ลูกสาวคนเล็กเลยจะเหมือนเก่งเลย เลี้ยงอย่างดี ผิดกับคนโต ร้องไห้ไปโรงเรียนจนขึ้น ป.2 เพราะติดพี่เลี้ยง ว้าเหว่ ถึงขนาดที่เราต้องไปปรึกษาจิตแพทย์ว่า ลูกเราเป็นอะไรหรือเปล่า จิตแพทย์บอกว่า เราเป็นแม่ต้องกอดลูกเอาใจใส่ลูกทุกวัน ทำให้เราย้อนนึกดู เราไม่ได้ทำตรงนี้จริง ๆ

 “ยังดีที่สามีก็ช่วยเลี้ยงลูกทุกคน เพราะเขาได้ตัวอย่างจากพ่อมาเหมือนกัน พ่อเขาจะไม่เหมือนพ่อเรา พ่อเขาจะเป็นตำรวจธุรการ มีเวลา กลับบ้านตรงเวลา เหมือนนาฬิกา ออกจากบ้านตรงเวลา กลับตรงเวลา ดูแลครอบครัวของเขาดี ส่วนบ้านเราจะมีคนมาทั้งวัน ทั้งคืน พ่อก็จะนั่งกินเหล้าแทบไม่เคยพาไปเที่ยวเลย แต่พอเรามามีครอบครัวของเรา เราก็พยายามจะปรับเอาส่วนดีของพ่อเราสองคนมาสร้างความอบอุ่นในครอบครัว พ่อเราจะสุดโต่ง ส่วนพ่อสามีจะแฟมิลีสุด ๆ เราเลยเอามาจูน คิดของเราไปเรื่อย”

“ จากที่พ่อเราเป็นตำรวจไม่เคยพาเราไปเที่ยวไหนเลย หรือไปที่ไหนก็ต้องมีเพื่อน มีคนรู้จักสนิทกันหมด เวลาพ่อไปไหนก็ต้องนั่งกินเหล้า เราก็ต้องนั่งดู พอมีครอบครัวเราก็จะมาจัดเวลาของเราว่า ถ้าเราไปเที่ยว เราก็ไปกันเฉพาะพ่อแม่ลูก เพราะเราไม่เคยมีตรงนี้ แต่ถ้าเวลาที่สามีอยากจะมีสังสรรค์ เราก็โอเค เราจำเป็นต้องรับให้ได้ แต่ข้อดีตอนที่พ่อเรากินเหล้า มันทำให้เราได้อะไรจากที่เขาคุยกันในวงเหล้า ตอนเราไปเรียนวิชาโซเชียล มันกลายเป็นสิ่งที่พ่อเราพูดกับคนที่อยู่ในวงเหล้าประจำ นี่คือสิ่งที่เราได้จากการที่พ่อเรามีสังคม แต่ยุคนี้ ถ้าเรามีสังคมขนาดพ่อ เชื่อว่า ลูกเราคงไม่รอด” แม่บ้านสาวบอกถึงหลักการดำเนินชีวิตครอบครัว

เธอมองว่า ครอบครัวตำรวจไม่น้อยที่ไปไม่รอด เริ่มมาจากทั้ง 2 ฝ่าย บางทีผู้ชายฟุ้งเฟ้อ โอเวอร์เกินตัว สังคมจ๋า ทำให้ไปกันไม่ได้ อาชีพตำรวจบางครั้งโอเวอร์มากกว่าอาชีพอื่น ทำให้ไม่ได้อยู่กับความจริง พอไม่ได้อยู่กับความจริงก็เหมือนหลอกตัวเองเป็นวัน ๆ หลอกไปถึงจุด ๆ หนึ่งแล้วมันเอาครอบครัวไม่อยู่ แต่สำหรับสามีจะเหมือนพ่อเขา สมถะ ไม่มีอะไรที่จะเกินความเป็นจริง อยู่บนฐานความจริงตลอด ให้ครอบครัวอยู่ได้ เราถึงคิดถูกที่เลือกเขาเป็นหัวหน้าครอบครัว เพราะพ่อบ้านโอเคทุกอย่าง

 

คุณเอยังบอกถึงความโชคดีในครอบครัวอีกอย่างตรงที่ว่า สามีได้เป็นหัวหน้าโรงพักนาน มีส่วนให้ครอบครัวได้กลับมาใช้ชีวิตเหมือนเราตอนเล็ก ๆ ตอนที่พ่อเป็นหัวหน้าโรงพัก ได้เอาลูกไปใช้ชีวิตในโรงพัก คิดว่า ครอบครัวตำรวจสมัยนี้ไม่ทำแบบนี้กันแล้ว แต่เราสามารถทำได้ และยังทำให้ลูกได้คิดว่า คนในอาชีพของพ่อไม่ได้มีสบาย ๆ เหมือนพวกเราทุกคน มีลูกตำรวจที่ลำบากกว่าเราเยอะ ไม่มีโอกาสสบายเหมือนเรา