ดีตนักแสดงสาวมากความสามารถทั้งจอเงินและจอแก้วที่ทิ้งวงการบันเทิงผันไปสวมบทนักข่าวเต็มตัวมาหลายปี

“มิลค์”เขมสรณ์ หนูขาว ปัจจุบันย้ายสังกัดค่ายดิจิตอลทีวีน้องใหม่ทุนหนาที่น่าจับตาอย่าง “ไทยรัฐทีวี”

เธอเป็นลูกทนายความเกิดที่กรุงเทพฯ เรียนอนุบาลถึงชั้นมัธยมปีที่ 6 โรงเรียนปานะพันธุ์วิทยา ก่อนเข้าคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เจริญตามรอยเท้านักกฎหมายตามผู้เป็นบิดา ต่อปริญญาโทกฎหมายระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยลอนดอน เมโทรโปลิแทน ประเทศอังกฤษ ฝันอยากเป็นนักการเมือง ทั้งที่เข้าไปอยู่ในวงมายาตั้งแต่อายุเพียง 12 ปี ประเดิมละครเรื่องแรกในบท “จ๋าย” สาวขาพิการจาก “เคหาสน์ดาว” ทางช่อง 5

ต่อมาแจ้งเกิดเต็มตัวทางภาพยนตร์เรื่อง “เสียดาย” ผลงานคุณภาพของท่านมุ้ย-ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล แต่แล้วก็หายหน้าหายตาไป “พอเรียนมหาวิทยาลัยคิดว่า ถ้ายังอยู่ในวงการบันเทิง คงทำไม่เต็มที่ เพราะต้องเรียนหนังสือไปด้วยประกอบกับไม่ได้ชอบขนาดนั้นถึงตัดสินใจหันหลังให้การแสดงบินไปเรียนต่อที่อังกฤษ” อดีตดาราคนดังรำลึกความหลัง

กลับมาไม่ได้ลงเล่นการเมืองอย่างที่ฝันไว้ แต่ดันมาทำข่าวสายการเมืองแทน มิลค์ให้เหตุผลว่า ตอนเรียนที่อังกฤษ เขาจะให้นักเรียนมาพูดมาคุยในชั้นเรียนหน้าห้องทุกวัน เราก็ต้องกลับไปดูข่าว ไปดูปัญหาต่างๆ ในแต่ละประเทศเลยซึมซับชอบด้านข่าว ที่เรียนกฎหมายไม่ได้อยากจะทำงานเป็นทนาย เป็นอัยการ ผู้พิพากษา ที่เรียนเพราะมันใกล้ตัว พ่อเป็นทนาย เรียนเป็นความรู้

มิลค์เล่าว่า ส่วนนิเทศศาสตร์ เรามีจากประสบการณ์ ดูข่าวทุกวัน ทำให้อยากเป็นนักข่าว มุ่งมั่นตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ สมัครงานทางออนไลน์ไปทั้งไอทีวี เนชั่นทีวี ทว่ากลับเงียบหายไป ในที่สุดจบกลับมาลงไปสมัครงานช่อง 5 เห็นว่าใกล้บ้าน ไปกับแม่ยืนใบสมัครทิ้งไว้แล้วยังไปไอทีวี  และเนชั่นอีกรอบ ก็ไม่มีใครเรียกอีก เพิ่งมารู้ทีหลัง บางช่องที่ไม่เรียก เพราะประวัติเราเคยเป็นดารา เขาไม่อยากได้ดารามาอ่านข่าว คิดว่า ดาราคงอ่านข่าวไม่ได้

สุดท้ายเธอได้งานช่องทีเอ็นเอ็น ให้เป็นผู้ประกาศข่าวกีฬา ด้วยความที่อยากทำงานตรงนี้ก็เข้าไปทำ แต่อ่านผิดตลอด เนื่องจากไม่มีความรู้ด้านกีฬา ต้นสังกัดเลยให้ไปอ่านข่าวเบา ๆ ช่วงบ่าย “จริง ๆ มิลค์อยากทำข่าวการเมือง เพราะเรียนกฎหมายมา เชื่อว่า ทำได้ อยากลอง เลยเสนอตัว เพราะบางทีมีรายงานสด ผู้ประกาศข่าวจะเกี่ยง มิลค์ก็เสนอตัว ได้ออกทำข่าวรายงานสดครั้งแรกตอนคดียุบพรรคเพื่อไทย เสนอตัวไปเฝ้าบรรยากาศที่พรรคประชาธิปัตย์ ทำให้เริ่มได้มาทำข่าวข้างนอกบ้าง”

ไม่นานสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 เรียกตัวให้ไปสอบตำแหน่งผู้สื่อข่าวและอ่านข่าวด้วย เธอกลายเป็นลูกจ้างประจำ สังกัดกระทรวงกลาโหม สวมบทนักข่าวสายการเมืองสมความตั้งใจ ครั้งแรกไปคณะกรรมการการเลือกตั้งแบบน้องใหม่ไม่รู้อะไรเลย เขียนข่าวก็ไม่เป็น ไม่มีใครบอก เพราะต้องส่งข่าวทางวิทยุ และรายงาน ถึงตัดสินใจลอกนักข่าวรุ่นพี่ช่องอื่น

เก็บเกี่ยวประสบการณ์จนคล่อง ชั่วโมงบินสูง ได้มาอ่านข่าวสยามเช้านี้ ใช้ชีวิตสื่อมวลชนเต็มรูปแบบทำข่าวเช้า เสร็จบ่ายสามกลับเข้าสถานี บางวันอ่านข่าวค่ำ อ่านข่าว 4 ทุ่มด้วย เลิกงานกลับบ้านแล้วต้องตื่นตี 3 แบบนี้ทุกวันนานหลายปี กระทั่งโลกของทีวีดิจิตอลเข้ามาบูมในเมืองไทย ต้นสังกัดไม่เน้นเท่าที่ควร เมื่อมีนโยบายไม่แข่งกับใคร ช้าแต่ถูกต้องแม่นยำ ทำให้เธอตัดสินใจโบกมือลา

อดีตนักแสดงสาวเจ้าบทบาทให้เหตุผลว่า เรายังมีไฟอยู่ ประกอบกับเราเป็นผู้หญิงด้วย อายุการทำงานมันสั้น ถ้ายังฝืนอยู่เรื่อยๆ จะมอดไปเรื่อยๆ เพราะเราจะไม่โตไปกว่านี้แล้ว ขาลงแล้ว ถ้าไปที่อื่นอาจมีโอกาสได้ทำอะไรมากกว่า ตัดสินใจว่าไปลองดู ไปก่อนมีสิทธิ์เลือกก่อน ถ้าไปทีหลัง ช่องทีวีดิจิตอลก็เต็มหมดแล้ว และเลือกไทยรัฐทีวีที่เดียว หลังจากปรึกษาผู้ใหญ่หลายคนยืนยันว่า ไทยรัฐทีวีน่าสนใจมากที่สุด

มิลค์ว่า ไทยรัฐทีวีเห็นโปรไฟล์จบปริญญาโท และกำลังจะจบปริญญาเอกมหาวิทยาลัยรามคำแหง มีประสบการณ์จึงได้เข้าไปร่วมงานตั้งแต่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง ได้ทำข่าวสายการเมือง และอ่านข่าวภาคค่ำ แรก ๆ รู้สึกกดดัน หลายค่ายเฝ้าจับตารอดู แม้กระทั่งช่องหลัก 3 , 5 , 7 , 9 ก็จับตาดู กระทั่ววันออกอากาศ  “คงไม่มีโอกาสอีกแล้วที่จะได้ออกอากาศวันแรกคนแรกของช่องนี้ วันแรก คนแรกของช่องไทยรัฐทีวี มันก็ภูมิใจนะ ดีใจ มีการตบมือกันในห้องส่ง ก่อนออกอากาศ ผู้บริหารก็บอก ฉันฝากชีวิตไว้ที่แกเลยนะ พูดผิดนี่ฉันซวยเลยนะ พอผ่านไปแล้วก็โอเค ด้วยความที่ทุกคนอยากให้มันดี”

ผ่านประสบการณ์บนสมรภูมิข่าวมายาวนาน สาวดิจิตอลทีวีค่ายหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของเมืองไทยบอกว่า สิ่งที่ประทับใจ คือ ได้อยู่ในเหตุการณ์ที่สำคัญ ไม่ว่าจะม็อบไหนก็ไปทุกม็อบ วันสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 ก็ไป ใส่เสื้อเกราะอยู่กับช่อง 5 เหตุการณ์น้ำท่วมเป็นประวัติศาสตร์ประเทศไทย เราก็ไปลุย ถือว่าได้อยู่ในเหตุการณ์สำคัญทุกอย่าง ได้ไปรายงานข่าว เล่าให้ลูกให้หลานฟังได้ ตายตาหลับ ที่สำคัญ ถือเป็นนักข่าวคนสุดท้ายที่ได้สัมภาษณ์นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาออกไทยรัฐทีวีก่อนจะออกจากตำแหน่งไม่นาน

ส่วนเป้าหมายในอนาคต มิลค์คิดว่า คงไม่เล่นการเมืองแล้ว ไม่เหมาะกับเรา กะว่าถ้าจบปริญญาเอกจะทำงานอีกสักพัก อยากเกษียณเร็ว เพื่อไปเที่ยว ตั้งใจอย่างนั้น เพราะเห็นพ่อแม่ เห็นคนที่ทำงานจนเกษียณถึงได้ไปเที่ยว อายุ 60-70 แล้ว เดินเหินก็ลำบาก เราอยากจะไปเที่ยวแบบยังมีแรงอยู่ ไปเมืองนอก ไปเที่ยว ไปปาร์ตี้ คิดว่าทำงานมากแล้ว มีหลายที่ที่ยังไม่ได้ไป มัวทำแต่งาน ไม่ได้มองว่า งาน คือเงิน  แต่งาน ก็คือ งาน