บอกลามูลนิธิวิน วิน แต่ยังคงเดินตามอุดมการณ์ความฝันของตัวเอง
ทั้งที่ขีวิตของสาวสวยหัวใจจิตอาสาอย่าง “ต้นอ้อ” ชาลิดา พาลามาตย์ ไมได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ สู่ฟันผ่าอุปสรรคที่เข้ามาเป็นมรสุมรุมเร้าตลอดวัยเด็ก
เธอเป็นชาวสกลนคร ลูกครึ่งไทยเวียดนาม เกิดในครอบครัวยากจน โตมาในสังคมเวียดนามของพ่อ แต่ไม่ค่อยได้รับการยอมรับจากคนไทยเท่าไร ทำให้มีความรู้สึกแอนตี้ครอบครัวฝ่ายพ่อมากด้วยความที่อยู่กันแบบลำบากมาตั้งแต่เด็ก แม่ขายส้มตำ พ่อก็รับจ้างทั่วไป ก่อนหันไปจับธุรกิจทำแจ็กเกตกันหนาว ชีวิตเริ่มดีขึ้นบ้าง
เข้ามัธยมโรงเรียนสกลราชวิทยานุกูล เธอเล่าวว่า เกเร เรียนแค่มัธยมปีที่ 4 แล้วไปต่อสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย หรือ กศน. ทั้งที่วัยประถมเรียนเก่ง เป็นหัวหน้าห้องสอบได้ที่ 1 ตลอด พอมามัธยมเป็นนักกีฬาวอลเลย์บอลประจำจังหวัด สังคมโตขึ้น เพื่อนเยอะ ติดผู้ชายกระทั่งผิดพลาดในชีวิตมีครอบครัว มีลูก ทำให้ไม่ได้เรียน ก่อนมาช่วยทำเสื้อกันหนาวขายตามหน่วยงานราชการ
“เป็นชีวิตแย่ๆ แบบไม่มีเงินกินก็มี ชีวิตตอนนั้น” ชาลิดาย้อนความหลัง แต่บอกว่า ปัญหาทางบ้านค่อนข้างหนัก ครอบครัวจะถูกทางพ่อดูถูกสารพัด เราเป็นหลานคนโต ส่วนพ่อเป็นลูกคนโตจะโดนใช้งานเยี่ยงทาส ลูกหลานคนอื่นอยู่สุขสบายเป็นคุณหนู กลายเป็นปมมาตั้งแต่สมัยเด็ก มองว่า เราเป็นลูกคนไทยหรือ เราเป็นคนจนหรือ ทำไมต้องดูถูกเรา เลยรู้สึกแอนตี้กับคนที่เอาเปรียบคน แม้เป็นตระกูลใหญ่ในสกลนครไม่มีใครรู้จักตระกูลเรา

ชาลิดาเล่าต่อว่า กระทั่งสร้างฐานะดีขึ้น ญาติพี่น้องที่เคยดูถูก ด่าแม่แบบเป็นภาษาไม่น่าฟังหันมาดีกับบ้านเรา ทะยานตัวเองจากแม่ค้าขายส้มตำ มีเงินซื้อบ้าน ซื้อรถ มีชีวิตดีขึ้น ทว่ายังมีเรื่องแย่ตามมาเมื่อแม่ป่วยเป็นมะเร็ง พ่อเป็นโรคหัวใจต้องผ่าตัด ช่วงนั้นคือล้มหมดบ้าน ต้องมาดูแลแม่กับพ่อ จากนั้นเข้ากรุงเทพฯ ไปมีครอบครัวใหม่ ได้สามีเป็นอดีตนักฟุตบอลทีมชาติ หลังจากเลิกกับสามีคนแรกเอาลูกชายมาอยู่ด้วย
“มันเป็นแค่ชีวิตที่ผิดพลาดสมัยเรียนมัธยม ช่วงเวลาวัยรุ่น แต่เราไม่ได้ทำตัวเสเพลนะ ทำธุรกิจที่บ้าน แต่งงานกันปีเดียวไปไม่รอด ต้องแยกทางกัน เป็นจังหวะที่แย่ พ่อติดผู้หญิง แม่ก็ป่วย เราเหมือนเสาหลักกับพี่อีกคน เจอแฟนใหม่เป็นนักฟุตบอลอยู่กินกันนาน 13 ปี มีลูกด้วยกันอีกคน ท้ายที่สุดก็ต้องเลิกรากันไป”
ก่อนหน้าจะแยกทางกัน ชาลิดาเจอมรสุมชีวิตไม่หยุด เมื่อฝ่ายชายเลิกเล่นฟุตบอลหันไปเปิดอะคาเดมีอยู่พระนครศรีอยุธยาประมาณปีเศษ มีกลุ่มแม่บ้านนักฟุตบอลมาเล่นแชร์ให้เธอเป็นเท้า ก่อนจะล่ม เพื่อเอาเงินไปหมด เธอต้องมารับผิดชอบ มือต้นตายก็ตายทั้งวง ต้องขายรถ ขายทอง ขายทุกอย่าง เอาเงินเก็บที่สะสมไว้ไปใช้หนี้วงแชร์
“สุดท้ายพ่อของลูกก็ทิ้ง ไปมีผู้หญิงอื่น บอกว่า ฉันต้องการร่วมสุข ฉันไม่ต้องการร่วมทุกข์” ชาลิดาถ่ายทอดเรื่องราวที่เต็มไปด้วยปัญหาชีวิต และเล่าต่อว่า ตัดสินใจไปทำงานการเมือง เพราะอยากมีชีวิตดีขึ้น เอาลูกกลับมาอยู่สกลนครเบนเข็มสู่สนามการเมืองเต็มตัว ลงสมัครผู้แทนราษฎรสังกัดพรรคพลังปวงชนไทยในถิ่นเกิด เพราะเป็นคนชอบการเมืองมาตั้งแต่เด็ก ต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยมากับกลุ่มคนเสื้อแดง ได้รับอานิสงส์จากโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค
เธอยอมรับว่า ไม่ได้อยากเป็นผู้แทน แค่อยากเข้ามาทำงานตำแหน่งอะไรก็ได้ เพื่อมีเงินมาเลี้ยงลูก ชีวิตตอนนั้นล้มหมด ไม่เหลืออะไรเลย เล่าแล้วอยากร้องไห้ มาอยู่กรุงเทพฯ มีเงินแค่ไม่กี่พัน ส่งลูกชายคนโตจบมัธยมปีที่ 6 แต่ไม่ให้เรียนต่อ เพราะไม่มีเงิน เพื่อนต้องโอนเงินมาช่วย อยากให้ลูกได้เรียนในกรุงเทพฯ ส่วนลูกสาวเราต้องทิ้งไว้สกลนคร เนื่องจากดูแลไม่ไหว แต่เพื่อนสงสารอยากให้มาอยู่ด้วยกัน
สวมบทแม่เลี้ยงเดี่ยวทำทุกอย่างที่ได้เงินเลี้ยงครอบครัว ขายอาหาร ขายของออนไลน์ เปิดเพจ “อีอ้อปากจัด” ช่วงวิกฤติโรคโควิดระบาด มีผู้ใหญ่ ผู้พิพากษาทักมา เพราะเป็นสะพานบุญหาเงินบริจาคช่วยเหลือคน ไปรับเมสก์ผ้ามาขาย มีเงินติดตัว 6,000 บาทเลี้ยงปากท้อง 3 แม่ลูก ทำให้ผู้หลักผู้ใหญ่เห็นความรู้ความสามารถชวนไปทำงานกรรมาธิการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้ค่าขนมไม่ได้มาก แต่ประทังครอบครัวได้
ได้ลูกชายทำเพจส่วนตัวพูดตรง พูดแรงตามสไตล์ตัวเอง และเป็นจิตอาสาชอบทำกิจกรรมช่วยเหลือคนถอดบทเรียนชีวิตที่ตัวเองเจอมาช่วยผลักดันความเป็นธรรมให้สังคมต้องมีชีวิตเท่าเทียมกัน ก่อนถูกดึงเข้าไปช่วยงานเพจเส้นด้ายลุยงานช่วยเหลือสตรีและเด็กที่ถูกกระทำ ประเดิมงานแรกเอาผิด “ครูยุ่น” มนตรี สินทวิชัย ตามด้วยพ่อแม่ทำลายเด็กให้ไปชายของปั๊มน้ำมัน
หายไปสักพักโดนทาบทามไปช่วยมูลนิธิวิน วิน ของวินท์ สุธีรชัย ตามสไตล์ของตัวเองที่ชอบนำเสนอค่อนข้างบู๊ ทำให้โดดเด่นมีชื่อเสียงขึ้นมาเป็นที่รู้จักในสังคม เวลาที่ตัวเธอสนามเป็นหัวหอกจากเคส “น้องต่อฎ ที่หายไปในจังหวัดนครปฐม ต่อด้วย “คดีแอมไซนาไนด์” จากภาพความทุ่มเทของผู้หญิงตัวเล็กคนหนึ่งเพื่อร้องเรียกหาความยุติธรรมแทนผู้สูญเสีย
“ทุ่มเททำงานจนทะเลาะกับแฟนคนใหม่ เพราะไม่มีเวลา เขาบอกว่า ทำไมต้องทุ่มเทขนาดนั้น เขาไม่เข้าใจว่า เราเป็นคนที่ทำงาน ถวายให้หมด ถ้าพลีชีพได้ คือ พลีชีพ ไม่ได้คิดอะไรเรื่องเงินทอง ถามว่า เรื่องเงินเป็นปัจจัยสำคัญไหมในการดำรงชีวิต ก็เป็นปัจจัยสำคัญ แต่ถ้าคนไม่เข้าใจงานนี้ ทำไม่ได้ ในมูลนิธิพยายามฝึกเพื่อสร้างคนต้นแบบเรา แต่ก็ไมได้” ชาลิดาว่า
“บางคนว่า เราบ้างาน ก็บอกว่า ไม่ได้บ้า เป็นเรื่องปกติของเราอยู่แล้ว เพราะเวลาเราทำ ทำจริงจัง ทำจนอิน ทุกวันนี้ยังอินกับเคสต่างๆ บางทีต้องไปพบจิตแพทย์ อย่างคดีแอม พอทำเสร็จ หมอบอกว่า เป็นโรคเครียดฉับพลัน น็อกเข้าโรงพยาบาล”
เธอทำงานหนักถึงฟางเส้นสุดท้ายต้องแยกทางกับมูลนิธิวิน วิน ด้วยเหตุผลต่างความคิด แต่ไม่ติดค้างคาใจอะไรต่อกัน ขยับมาร่วมทีม “กลุ่มเป็นหนึ่ง” รวบรวมพวกจิตอาสามาทำงานเพื่อช่วยสังคม บู๊หนักกว่าเก่า อยากให้ผู้คนหลากหลายเข้ามาขับเคลื่อนรวมกันเป็นหนึ่งเดียวแค่ “คอนเซ็ปต์ คือ เราจะไม่ยุ่งกับการเมือง ทุกคนสามารถชื่นชอบการเมืองได้ แต่เราไม่ต้องการให้เอาการเมืองมาหาผลประโยชน์กับองค์กรอิสระแบบนี้ที่ช่วยเหลือประชาชน จะมาเอาไปเป็นฐานเสียงของตัวเองในอนาคต เราไม่โอเค” ชาลิดาว่าถึงอุดมการณ์การทำงานจิตอาสา
“เราเคยเจอมากับคนที่ศรัทธา นับถือในการทำงาน กลับพูดถึงเราลับหลังอย่างไม่มีชิ้นดี ถามว่า เหนื่อยไหม เหนื่อยจนนอนร้องไห้ น้อยคิดทำไมคิดดี ทำดีต้องมาเจอมรสุมแย่ ๆ อย่างนี้ เราอยากทำงานสยบความคิดของคน เป็นคนตรง ไม่แทงใคร ประเภทปากเล็ก แต่กัดไม่ปล่อย วาดหวังกับเป็นหนึ่งอย่างไร เราต้องการทำงานให้ดีที่สุด ส่วนองค์กรจะโต หรือไม่โต ไม่ได้ซีเรียสตรงนั้น เพราะไม่ได้แสวงหากำไรอยู่แล้ว”
เธอย้ำว่า เราเหมือนเป็นสะพานให้ทุกคนมาช่วยกัน ไปช่วยเหลือชาวบ้าน บางคนทักมา อยากช่วย แต่เราไม่ต้องการอะไร ไม่ได้ต้องการเงิน ถ้าจะช่วยอยากให้มาเป็นทีมของเป็นหนึ่ง ปัจจุบันมีแนวร่วมเยอะมากเป็นจิตอาสาพร้อมสนับสนุน บางคนเคยตกเป็นเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว พอไปช่วยก็เลยอยากตอบแทนในสิ่งที่เราทำ

