
ชีวิตเกือบตกเป็นม่ายกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว หลังจากสามีถูกยิงปางตายระหว่างปฏิบัติหน้าที่ติดตามขบวนการค้ายาเสพติดทางภาคเหนือ
“คุณตีม” ศิราณี รีอินทร์ ภรรยาสาวคนเก่งของ ร.ต.อ.ศักดิ์ชาย รีอินทร์ รองสารวัตรป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจภูธรแม่จัน จังหวัดเชียงราย เธอเกิดที่ตำบลแม่คำ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย วัยเด็กเข้าประถมโรงเรียนแม่คำประชานุเคราะห์ แล้วมัธยมเรียนโรงเรียนแม่จันวิทยาคม จบมัธยม 6 ไปเรียนต่อพาณิชยการบัญชี แล้วเรียนต่อปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เรียนพาณิชย์ ฃ
ไฝ่ฝันอยากเป็นครู จังหวะเรียนเอกประถมศึกษาถึงเลือกเป็นครูอัตราจ้างโรงเรียนอนุบาลแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย อยู่ได้ 4 ตัดสินใจมีครอบครัว ลงหลักปักฐานกับสามีที่เป็นคนบ้านเดียวกัน แต่ไม่รู้จักกันมาก่อน ต่างคนต่างเรียน เหมือนพรหมลิขิตให้มาเจอกัน เพราะบ้านฝ่ายชายขายหมู เธอต้องไปช่วยยายขายของในตลาดสดแม่คำ
ความรักก่อตัวขึ้น ทั้งที่เธอไม่ได้ชอบอาชีพตำรวจ คุณตีมเล่าว่า ต่างคนต่างมีหน้าที่ของตัวเวลา เจอกันบ่อยช่วงที่เขากลับจากเรียนตำรวจช่วงศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เจอกันเรื่อยมาก แม้ตอนแรกต่างคนต่างไม่ว่าง เพราะว่า ตี 4 ต้องออกไปขายของกับยายจนถึง 7 โมงเช้า กลับมาดูแลตัวเอง แล้วมาเรียน คบกันเมื่อปี 2538 จนถึงปี 2542 ได้เริ่มชีวิตคู่ ปัจจุบันมีพยานรัก 2 คน คือ น้องคอปเตอร์ ศิรศักดิ์ รีอินทร์ กำลังเรียนอยู่ชั้นปี 3 โรงเรียนนายเรืออากาศ อีกคน น้องโบอิ้ง ศิรชญา รีอินทร์ เรียนเอกภาษาจีน มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
“พอแต่งงานแล้วชีวิตเปลี่ยนไปไหม ก็เปลี่ยนไป เพราะเราต้องมีหน้าที่รับผิดชอบมากขึ้น ต้องดูแลลูก ต้องทำงาน ส่วนสามีทำงานไม่เป็นเวลา บางทีต้องเข้าเวร บางทีกลางคืน บางทีกลางวัน แล้วมีลูกด้วย ต้องดูแลลูก เพราะว่าลูก 2 คน เราเลี้ยงเอง แล้วค้าขายไปด้วย อาศัยการปรับตัวเพราะเราได้รู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียน ทำให้รู้นิสัยใจคอกันอย่างดี มีปัญหาบ้างไหม เรื่องเวลาก็มีบ้าง เรื่องปัญหาครอบครัว ส่วนมากก็เวลาทะเลาะกันจะไม่ค่อยให้ข้ามคืนจะคุยกันให้รู้เรื่อง” ภรรยานายตำรวจเมืองเหนือเล่า
ท้ายที่สุดเธอต้องออกจากอาชีพการเป็นครูมาเปิดร้านขายข้าวแกง ควบคู่กับการดูแลลูก เพราะคิดไว้ว่า ทำอาชีพอะไรก็ได้ที่สามารถดูแลลูกตลอด 24 ชั่วโมงแทนสามีที่ไม่มีเวลา ถึงคิดว่า ทำอาหารขายน่าจะดีที่สุด เนื่องจากเกิดเป็นลูกแม่ค้า เริ่มขายขาวแกงเช่าตึกแถวอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ขณะนั้นยังไม่บูมมาก ไม่มีไฟแดง ไม่มีเซเว่นอีเลฟเว่น ลูกชายอายุแค่ 2 ขวบต้องกระเต็งกันไป กู้เงินธนาคารอาคารสงเคราะห์ซื้อตึกแถวดีกว่าเช่า เพราะราคาไม่ต่างกัน
อยู่ได้ประมาณ 2 ปี คุณตีมบอกว่า ต้องออกมา เพราะมีลูก 2 คน เช้าตี 3 ต้องทำกับข้าว ทิ้งลูกให้แม้ดูแล รู้สึกว่า เริ่มไม่มีเวลาให้ลูก ขณะที่สามียังเป็นชั้นประทวน ตอนนั้นงานเยอะมาก ขยับร้านไปเปิดแถวหน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เปิดได้ 2 ปีเกิดปัญหาเรื่องค่าเช่า กลับไปอยู่ตึกของตัวเองที่ซื้อไว้หน้ามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
“อยู่ที่นั่นก็ระยะหนึ่ง คิดว่าเราจะทำยังไงดี พอดีเด็กมันเริ่มบูมแล้ว ประมาณปี 2555 เปิดล็อกเดียว ค้าขายแรก ๆ ก็คิดว่าขายอะไรดีที่ว่าให้เด็กรู้จักเรา เริ่มต้นขายส้มตำ ขายโดยที่ยังไม่มีโต๊ะนั่ง ให้ลูกค้าได้เห็น ซื้อกลับบ้าน ลองชิม เริ่มวันแรกที่ขายได้ 700 ดีใจมากเลย วันแรกนี่ ตำส้มตำอย่างเดียว ได้ 700 แล้วสักพักคนเริ่มมาเรื่อยๆ ก็จะมีโต๊ะให้นั่งจาก 2 โต๊ะเป็น 3-4 โต๊ะ มีขึ้นมาเรื่อยๆ” เธอว่า
พอปี 2556 สามีสอบติดนายร้อยไปขึ้นโรงพักเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ต้องมีภาระหนักในการเลี้ยงลูกเองที่กำลังจะโต ย้ายไปเดือนกว่าเกิดการปะทะแก๊งค้ายาเสพติด มีตำรวจเวียงป่าเป้าตาย ขณะที่สามีเธอถูกกระสุนเข้า 4 นัดอาการสาหัส พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเดินทางมาเยี่ยมอาการและถามเธอว่าต้องการอะไร เธอขอแค่อยากให้สามีย้ายกลับบ้าน
มาอยู่โรงพักแม่จัน คุณตีมต้องขยันมากกว่าเก่า ขายข้าวแกงหน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏเรื่อยมาจนลูกชายคนโตต้องติว ทำให้หยุดขายไปหลายเดือน กระทั่งลูกสอบติดโรงเรียนนายเรืออากาศ ไม่ได้อยากเป็นตำรวจตามรอยพ่อ ถึงย้ายมาขายของหน้าโรงพักแทน ตั้งเต็นท์ขายหน้าแฟลตเป็นอย่างนี้มาประมาณ 5 ปี ได้รับการตอบรับดีมาก แม้ต้องเหนื่อยในการเตรียมข้าวของ แต่รักอยากจะทำ
เธอยังอยากจะฝากถึงแม่บ้านตำรวจทุกคนว่า เราเป็นแม่บ้านตำรวจ บางคนอาจจะอยู่สบาย ไม่รู้ แต่สำหรับเรา ทำงานคนเดียว และต้องช่วยเหลือเกื้อกูลสามี เพราะเงินเดือนตำรวจไม่ได้มากมาย เหลือทุกวันนี้หมื่นกว่าบาทต่อเดือน ถามว่าในเศรษฐกิจตอนนี้ ค่าใช้จ่ายสูง แล้วเราลูก 2 คน เรียนทั้งคู่ เป็นตัวเลือกอย่างหนึ่งที่ว่า เราค้าขาย ทำได้ทุกวัน ได้เห็นเงินทุกวัน อย่างน้อยลูก 2 คน ยังต้องเรียน ต้องช่วยกันไป ทำตัวให้มีความสุข สร้างครอบครัวที่อบอุ่นเต็มไปด้วยความรัก

