“ความสุข หรือความภูมิใจ มันอยู่ที่การถ่ายภาพ ไม่ได้อยู่ที่รางวัล”

 

 

ชีวิตเฉียดตายจากคมกระสุนกลางสมรภูมิชุมนุมทางการเมือง

อุทาหรณ์สอนใจครั้งสำคัญของ สรวิทย์ จำนงค์ฤทธิ์ เหยี่ยวข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เจ้าของรางวัลนักข่าวภาคสนามดีเด่นประจำปี 2566 ของสมาคมผู้สื่อข่าวช่างภาพอาชญากรรมแห่งประเทศไทย

เขาเกิดอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เข้ามากรุงเทพฯ ตั้งแต่อายุ 2-3 ขวบ เพราะพ่อแม่เห็นว่า ถ้าอยู่ถิ่นเกิดคงไม่ได้เรียนหนังสือ เป็นจุดเริ่มต้นปฐมวัยโรงเรียนบ้านบางกะปิแล้วเข้ามัธยมโรงเรียนบางกะปิ หัวเลี้ยวหัวต่อสังคมนักเรียนขาสั้นแทบไม่ได้คิดอนาคต ทว่าสนใจเรียนนิเทศศาสตร์ คณะยอดฮิตเมื่อ 20 กว่าปีก่อน

ดั้นด้นเข้ามหาวิทยาลัยศรีปทุม คณะนิเทศศาสตร์ สาขาโฆษณา สำเร็จออกมาเมื่อปี 2540 เกิดวิกฤติเศรษฐกิจฟองสบู่แตก  พ่อเป็นแฟนคลับหนังสือพิมพ์ไทยรัฐตัวยงถึงขนาดกางตำรา อาจารย์นพ โพธิรักษ์ โหรใหญ่คนดังในคอลัมน์ดวงไปประกอบการตั้งชื่อลูกชาย ได้ลุงที่สนิทกันฝากผ่าน น้าแดงสุภาพร เบญจาธิกุล เลขานุการ ประภัสสร วัชรพล ไปฝึกงานในสำนักข่าวหัวเขียว

เจ้วตัวอยากขอบคุณก้าวแรกที่ได้รับโอกาสสัมผัสกลิ่นอายของน้ำหมึกหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ระดับประเทศ  อย่าทำให้ป้าเสียชื่อ สุภาพรนำคำพูดของเจ้านายมาบอกสรวิทย์ที่ถูกปลูกฝังในอดีตไม่ลืม “ตอนนั้นผมก็ยังไม่รู้ว่า อะไรยังไงหรอกนะ แต่รู้ว่าน้าแดงเป็นคนที่มีพระคุณกับผม ผมรักแกเหมือนแม่อีกคน เป็นญาติผู้ใหญ่ที่เราเคารพรัก แล้วถ้าทุกครั้งที่ทำอะไรแล้วมันได้ดี คำที่ว่า อย่าทำให้ป้าเสียชื่อ อย่าทำให้ป้าผิดหวัง ทำให้ผมรู้สึกว่า ทำผิดพลาดไม่ได้เลย ไม่ได้แบกชื่อเรา แต่มีหน้าแกการันตีตัวเราอยู่ ผมเลยต้องทำให้ดี

อย่างไรก็ตาม สรวิทย์ยอมรับตั้งคำถามกับตัวเองว่า ใช่งานที่ชอบไหม ด้วยความที่ยังเป็นเด็ก ไม่ค่อยสนุกเท่าไร แม้จะเห็นอะไรที่ไม่เคยเห็น เพราะชีวิตมหาวิทยาลัยมีแต่กินเที่ยวเล่น พอมาเริ่มชีวิตทำงาน ต้องเจอของจริง ศพอยู่ตรงนี้ ต้องไปเจออะไรหลายอย่าง เรื่องราวแต่ละเรื่องที่เจอ ทำให้โตแบบก้าวกระโดด เห็นอะไรแล้วรู้สึกว่า เป็นภัย เป็นอันตรายฝังหัวเรา

ฝึกงานเสร็จกลับออกไปเดินเตะฝุ่นท่ามกลางความวุ่นวายของพิษเศรษฐกิจ สรวิทย์อยากขอบคุณโอกาสที่มอบให้อีกครั้งของหลายคน ตั้งแต่ บุญเสริม พัฒฑนะ อลงกฏ จิตต์ชื่นโชติ พรพรรณ พจนพริ้ง และสำคัญสุดคือ สราวุธ วัชรพล ผลักดันเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชายคาสำนักข่าวหัวเขียว ทั้งที่ไปยื่นใบสมัครสำนักข่าวไอเอ็นเอ็น วาดหวังเป็นนักข่าวกีฬาได้ทดลองงานเตรียมบรรจุแล้ว

รับบทม้าเร็วทำหน้าที่เฉพาะกิจเคลื่อนที่ซ้อนท้ายรถจักรยานต์บันทึกภาพทำข่าวนาน 7 ปีในยุคหนังสือพิมพ์กำลังเฟื่องฟู ฟัง ว. วิ่งไปถ่ายรูป เหมือนคนบ้า มีอะไรก็ถ่าย หัวหน้าข่าวบอกว่า หน้าที่มึงคือถ่ายรูป ผมก็ถ่ายไป เอาเร็วเข้าว่า มีรูปประกวดในแต่ละปีไม่เยอะมาก สารภาพเมื่อก่อนเรื่องรางวัลเหมือนเป็นเป้าหมายของชีวิตเวลานั้น เห็นรุ่นพี่ได้รางวัลหลายคนแล้วอยากได้บ้าง ตามคำพูดของรุ่นพี่ในวงเหล้าที่สอนแกมด่า กระตุ้นให้ผมต้องพิสูจน์ตัวเอง

ในที่สุดเขาคว้ารางวัลแรกเป็นรางวัลชมเชยของชมรมผู้สื่อข่าว-ช่างภาพอาชญากรรมจากภาพหญิงสาวกำลังร้องไห้ให้นักดับเพลิงโรยตัวช่วยลูกส่งโรงพยาบาลตำรวจ ตอนนั้นเรายังเป็นเด็ก แค่อยากได้ภาพ พอผลงานเกิดขึ้นแล้ว ภาพพวกนี้ผมรู้สึกว่า ถ่ายไม่ลง ยิ่งเวลาผ่านไปทำให้เราเห็นภาพหดหู่แบบนี้เยอะ แล้วเราก็ไม่อยากซ้ำเติมใครด้วยภาพถ่ายอีกแล้ว แต่ถ้าความรู้สึกตอนนั้นเจอปุ๊บ กูใส่ก่อน ไม่สนใจ มุ่งมั่นเพียงแต่ว่าอยากจะได้รางวัล

ความมุ่งมั่นของเขายังไม่ถึงขีดสุด คิดอยากไปต่อ เมื่อเล็งรางวัลใหญ่ของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยจนได้ภาพยอดเยี่ยมประวัติศาสตร์ในฉากตำรวจสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษถูกกลุ่มผู้ชุมนุมขับรถกระบะพุ่งชนกวาดกลางถนน เจ้าตัวบอกว่า พอได้จริง ไม่มีความภูมิใจเหลือแล้ว รู้สึกว่า เราเป็นคนรู้มาก พอรู้มากไปก็ไม่โอเค ตอนหลังเฉย ๆ  หลังจากนั้นการทำงานของเราไม่ได้ยึดถือที่ตัวรางวัล

เหตุผลหนึ่งอาจเนื่องมาจากคำพูดสะกดใจในวงเหล้าของ พิสันต์ ใจการุณ นักข่าวรุ่นพี่ที่ล่วงลับ ทำให้ต้องเปลี่ยนความคิด ความสุข หรือความภูมิใจ มันอยู่ที่การถ่ายภาพ ไม่ได้อยู่ที่รางวัล ตอนนั้นมุมมองในการทำงานของผมเปลี่ยนไปคิดว่า รางวัลเหี้ยอะไร กูไม่สนแล้ว ผมมีความสุขที่ได้ถ่ายภาพมากกว่า สรวิทย์น้ำตาคลอเบาคิดถึงคำพี่ร่วมสังกัดผู้ลาลับ

ทำงานอยู่เฉพาะกิจจักรยานยนต์จนขยับร่างไปเป็นผู้สื่อข่าวประจำศาล พลิกชีวิตอีกบทบาท เขารับว่า ปรับตัวแทบไม่ทัน นั่งอยู่ในห้องนักข่าวแบบงง ๆ ทำตัวไม่ถูกกว่า 6 เดือนถึงเริ่มสนุก แถมยังได้ลงสนามไปถ่ายภาพอุบัติเหตุรถไฟใต้ดินชนกันบริเวณสถานีศูนย์วัฒนธรรม หยิบเอาวิชาของ วัลลภ คล้ายพงษ์ ปลอมตัวเป็นหน่วยกู้ชีพซ่อนกล้องไว้ในชุดกู้ภัยแอบถ่ายรูปลงหน้า 1 เป็นภาพชุด รู้สึกว่า เพราะปฏิภาณไหวพริบ หัวหน้าเอ่ยปากชม ทำเอาเราหัวใจพองโต

ผลงานเต็มหน้าตัก ถึงจะอยู่ประจำศาลยังได้รับความไว้วางใจลงสนามเหตุการณ์เป็นกำลังเสริมให้สำนัก กระทั่งเกิดเรื่องราวไม่คาดฝันเมื่อปี 2556 ระหว่างมีการสลายกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณสนามไทย-ญี่ปุ่นดินแดง  ทุกครั้งที่หัวหน้าสั่งปุ๊บ คงเห็นอะไรในตัวเรา ผมจะมีความคิดแบบนี้ของตัวเอง เป็นอัตตา เมื่อหัวหน้ามั่นใจเรา สั่งเรามาก็ไม่คิดอะไรนะ แค่ไปทำหน้าที่ตามสั่ง ถึงสนามเพื่อนนักข่าวช่างภาพทยอยกลับกันหมดแล้ว แต่ด้วยสัญชาตญาณที่เพิ่งไปถึง เห็นกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนกำลังพังรั้ว

สรวิทย์เล่านาทีนั้นว่า ยังมีเพื่อนหลายคนถ่ายรูปกันอยู่ แต่หันมาอีกทีหายไปหมดแล้ว ตำรวจควบคุมฝูงชนไล่กลุ่มผู้ชุมนุมแตกฮือออกมา เราก็วิ่ง ทว่าหัวยังคิดจะเอาภาพ เอารถกู้ชีพบังตัวไว้ โผล่มาแค่ช่วงไหล่ ปังเดียวกระสุนแฉลบเข้าบ่าซ้าย เหมือนโดนชกอย่างแรง หมอระบุว่า  ห่างกระดูกไขสันหลังเพียง 1 นิ้ว และห่างขั้วหัวใจแค่ 2 นิ้ว

ตอนนั้นก็ต้องขอบคุณจริงๆ ว่าโรงพิมพ์ดูแลดี เจ้านายช่วยดูแลค่ารักษาพยาบาล ตำรวจมาสนใจ ได้รับการช่วยเหลือจากหลายๆ ด้านที่หยิบยื่นมา แม้จับตัวคนที่ยิงผมไม่ได้ ทั้งๆ ที่ผมถ่ายภาพไว้ด้วย แต่ผมขอจบๆ ไป กูอโหสิกรรม เข้าใจว่า กว่าที่จะยิงมา เขาคงโดนมาทั้งวันเหมือนกัน และคงไม่ได้ตั้งใจยิงนักข่าวหรอก อโหสิกรรมกันไป สรวิทย์ไม่ลืม

เวลานั้นผมยังไม่มีลูก นึกถึงแม่มาเฝ้าโรงพยาบาลทุกวัน หลายคนเป็นห่วง โชคดีที่ผมไม่ตาย ทำให้ผมรู้สึกว่า ความรัก คนรักเราพอมี ไม่ใช่หัวเดียวกระเทียมลีบ แล้วคนที่อยู่กับเราจริงๆ  คือครอบครัวก็เลยไม่เอาแล้ว เป็นความกลัวที่ฝังมาตลอด แต่ไม่ใช่เรียกว่า ไม่ทุ่มเท คือทำ แต่ระวังตัวเอง เซฟตัวเองมากขึ้น มองว่า ไม่คุ้ม หากวันหนึ่งพิการนอนติดเตียงจะทำอย่างไร ถ้าตายก็โอเค ไม่ต้องเป็นภาระใคร ไม่ตายแล้วลำบากคนดูแล

หลังจากนั้น คนข่าวเดนตายกลับลงไปเป็นนักข่าวตระเวนข่าวอาชญากรรม เพราะมีการเปลี่ยนแปลงภายในบริษัททำให้ขาดคน แต่ความกลัวยังคงฝังหัว สรวิทย์ว่า ไม่สามารถบอกใครได้ จะพยายามเตือนรุ่นร้องหรือเพื่อนช่างภาพที่ชอบบดบี้อยากได้ภาพเด็ด ท้ายที่สุดไม่คุ้มเสี่บง เพราะไม่รู้จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ต้องเซฟตัวเอง อย่าเอาตัวเข้าไปแลกแบบประชิดกับเหตุการณ์มากเกินไป ต้องคิดถึงความปลอดภัย

ส่วนโลกสื่อที่เปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับตลาดออนไลน์ในยุคปัจจุบัน เขาบอกต้องปรับตัว อยู่ที่เราต้องเปิดใจทำให้ได้ มีความรับผิดชอบมากขึ้น เพราะต้องส่งข่าวออนไลน์ลงเว็บไซต์ด้วย เราจะไปบ่นกับใครไม่ได้ เพราะต้องทำอยู่ดี สุดท้ายไม่เกิดประโยชน์ สิ่งที่เราทำได้แล้วสบายใจ คือ ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี ให้จบ ในหน้าที่ที่รู้อยู่แล้วว่า ต้องทำอะไร

           อันไหนเป็นข่าว อันไหนไม่เป็นข่าว อันไหนข่าวใหญ่ อันไหนข่าวเล็ก ทำให้มันครบๆ ส่งไปหมดวันๆ  ก่อนกลับมาเติมพลัง นอนเล่นกับลูก รางวัลประกาศเกียรติคุณที่ได้ล่าสุด ผมพอใจตรงที่ระบุว่า เราทำงานด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ ซื่อสัตย์ สุจริต ไม่หวังผลตอบแทน ผมรู้สึกว่า เป็นวันที่ผมทำจากเงินเดือนล้วน ๆ ในความที่เราถูกปลูกฝังมากับชีวิตนักข่าว กินเงินเดือนอย่างเดียว

นักข่าวภาคสนามดีเด่นรำพึงรำพันทิ้งท้ายว่า แม่อยากให้ลาออก เพราะสงสารลูก ทำงานเสี่ยง ผลตอบแทนน้อย น้องสาวจะหางานให้ ทำเอาเราขับรถไปร้องไห้ไปในวันที่ไปส่งน้องทำงาน เราปฏิเสธ ขอยืนยันจะทำงานข่าวแบบนี้ วันที่ประกาศได้รับรางวัล ผมส่งไลน์ให้แม่ บอกว่า วิทย์ได้รางวัลนี้นะ อยากให้แม่ภูมิใจกับสิ่งที่เราทำมา ไม่ได้อะไรมากนะ แต่ถ้าในมุมของความเป็นคนทำงานข่าวอาชญากรรม ผมรู้สึกว่า กูก็โอเคว่ะ ในตัวกู พอใจแล้ว ชีวิตนี้พอใจแล้ว เปิดกูเกิลยังมีชื่อกูในเรื่องที่ดีๆ บ้าง สรวิทย์ปาดน้ำตาซาบซึ้งถึงเรื่องราวชีวิตที่ประสบมา

RELATED ARTICLES