ผ่านทางเดินชีวิตมาโชกโชนครบเครื่องก่อนเตรียมอำลาราชการในปีหน้า

พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ยังคงมุ่งมั่นตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดกำลังความสามารถไม่ต่างจากวันแรกที่ก้าวออกจากรั้วสามพราน

บนเก้าอี้ “แม่ทัพนครบาล” ตัวนี้น่าจะเป็นเวทีสุดท้ายที่ตัวเขาจะทิ้งผลงานท้าทายประดับไว้ให้นายตำรวจรุ่นน้องรับไม้ต่อ

ตามแบบฉบับ “นายพลพูดน้อย” ไม่ค่อยนิยมโปรโมตตัวเอง ทั้งที่คลุกคลีงานสืบสวนปราบปรามสร้าง “โบแดง” ให้วงการสีกากีมากมาย

ระยะเวลาที่เหลือไม่ถึงปี นิตยสาร COP’S ขอพาสัมผัสผู้นำหน่วยท่านนี้ดูว่า มีอะไรดีถึงได้รับการการันตีมานั่งตำแหน่ง “ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล” ชูแนวคิด “พิทักษ์สันติราษฎร์ นำหน้าด้วยความยุติธรรม และความเป็นมิตร เพื่อความสงบสุขของบ้านเมืองจากตำรวจสู่ประชาชน”

 

ลูกอดีตตำรวจกองทัพรถถัง สมหวังติดสามพรานแต่ดันตกรุ่น

ประวัติ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช เกิดสี่แยกบ้านแขก ฝั่งธนบุรี เป็นลูกชายอดีตพลตำรวจหน่วยรถถัง ประจำวังปารุสกวัน ในยุค พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจเรืองอำนาจ แม้หมดสมัยรัฐตำรวจด้วยสถานการณ์พลิกผันทางการเมืองของประเทศแล้ว เขายังคงฝังใจอยากสวมเครื่องแบบสีกากีตามรอยพ่อ

เริ่มต้นเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี ก่อนย้ายสู่โรงเรียนประจำที่ ภปร.ราชวิทยาลัย จังหวัดนครปฐม เป็นนักกีฬารักบี้ตำแหน่ง “ฟลายฮาล์ฟ”ประจำโรงเรียน ก่อนสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 35 ทุ่มเทเล่นลูกหนำเลี๊ยบมากไปทำให้ตกวิชากฎหมาย ต้องหล่นไปนั่งเรียนกับน้องนักเรียนนายร้อยรุ่น 36 กลายเป็นคู่บัดดี้กินนอนเล่นรักบี้กับ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ตลอดระยะเวลา 4 ปี

เล่นรักบี้จนถูกทาบทามให้ติดทีมชาติ แต่ต้นสังกัดไม่อนุญาต กลัวจะไม่มีเวลาเรียน ทำให้เขาประคับประคองเอาตัวรอดเดินผ่านประตูคิงส์ พร้อมรุ่นน้องสนิทสนมที่ติดสอยห้อยตามกันมา นอกจาก พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ยังมี พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย พล.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ เป็นต้น

 

ลงพื้นที่สีแดงดินแดนผู้ก่อการร้าย ปะทะเดือดลูกน้องพลีร่างตาย 1 ศพ

บรรจุตำแหน่งแรกเป็นรองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองนครศรธรรมราช พื้นที่ที่เต็มไปด้วยผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ เจ้าตัวเล่าว่า สมัยนั้นเมืองนครศรีธรรมราชไม่มีนายตำรวจสัญญาบัตรทำหน้าที่สืบสวน เพิ่งจบจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจก็เริ่มต้นทำงานทั้งสืบสวนสอบสวนจับคนร้ายตามหมายจับได้เกือบทุกวัน คดีฆ่ากันตายที่นครศรีธรรมราชไม่ต้องพูดถึงฆ่ากันรายวัน มีทั้งฉากบู๊บุ่นครบเครื่อง เริ่มซึมซับวิชาสืบสวนมาจากที่นั่น

อยู่ปีเดียว ผู้หมวดชาญเทพ รับหน้าที่หัวหน้าชุดสายสืบเมืองนครศรีธรรมราชติดตามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์กลุ่มนายวินัย แสงจันทร์ หัวหน้าเขตนครศรีธรรมราช – สุราษฎร์ธานี มีขุมกำลังใหญ่ในพื้นที่อำเภอพรหมคีรีจะออกจากป่ามารับเสบียง จึงรายงาน พ.ต.อ.ธรรมนูญ ทับเคลียว ผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช นำกำลังประกอบด้วย พ.ต.ท.ยอง เดชเดโช รองผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช พ.ต.ต.มนัส เนียมประดิษฐ์ สารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช และร.ต.ต.สุวัฒน์ สมจิตร รองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ไปซุ่มดัก

กระทั่งคนร้ายเข้าเขตเมืองนครศรีธรรมราช กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปิดล้อมหน้าภัตตาคารนกน้อย ประกาศให้ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ที่มีจำนวน 3 คนมอบตัว ปรากฏว่า คนร้ายไหวตัวชักปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่เกิดการปะทะกันกลางเมือง ส.ต.ท.ชัยพร นวพันธุ์ ตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษประจำกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช ถูกยิงเสียชีวิต แต่ยังใจเด็ดดวลปืนสวนถูกนายวินัย แสงจันทร์ หัวหน้าผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ประวัติยาวเหยียดตายคาที่ด้วย

 

เด็ดหัวสมุนคนสุดท้าย “ตี๋ใหญ่” หลังลงวาดลวดลายในซุ้มสืบสวนเหนือ

เหตุการณ์ปะทะเดือดครั้งนั้น นายตำรวจหนุ่มจากรั้วโรงเรียนนายร้อยตำรวจไม่ได้เสียขวัญ เขายังคงปฏิบัติหน้าที่กวาดล้างผู้ก่อการร้ายเพื่อรักษาความสงบสุขในพื้นที่ ขณะเดียวกันได้แบ่งเวลาลงไปแข่งรักบี้ให้ต้นสังกัดที่เป็นแกนหลักของทีมอยู่เป็นประจำ “จักร จักษุรักษ์” นักรักบี้รุ่นพี่เลยชวนเข้ากรุงเทพฯ แต่ยังไม่ทันเลือกที่ พล.ต.ท.เสน่ห์ สิทธิพันธุ์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เวลานั้นได้เซ็นคำสั่งย้ายมาลงเป็นรองสารวัตรแผนก 3 กองกำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครเหนือ มี “ทวี ทิพย์รัตน์” เป็นผู้กำกับการและ “จิรสิทธิ์ มหินทรเทพ” เป็นสารวัตรแผนก

บ่มเพาะวิชานักสืบจากนายตำรวจรุ่นใหญ่มือพระกาฬหลายคนร่วมติดตามคดีสำคัญอุกฉกรรจ์มากมาย อยู่ในทีมจับตายสมุนตี๋ใหญ่คนสุดท้ายกลางตลาดประตูน้ำ เหตุเกิดสายวันที่ 26 มิถุนายน 2529 พ.ต.ท.คงเดช ชูศรี รองผู้กำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครเหนือ นำทีม ร.ต.อ.วีระศักดิ์ บูรพากาญจน์ ร.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ร.ต.ท.เพชรรัตน์ แสงไชย กระจายอยู่ลานจอดรถด้านหลังโรงแรมอินทรา ถนนราชปรารภ แขวงถนนเพชรบุรี เขตพญาไท เพื่อจับกุมนายสุเทพ กรรกุลไกรเลิศ

ลูกน้องดาวปล้นชื่อดังผู้ดับดิ้นไปก่อนหน้าไหวตัววิ่งหลบหนีเข้าตลาดศูนย์ส่งเสื้อผ้าศูนย์การค้ารามอินทราเปิดฉากยิงใส่ตำรวจนอกเครื่องแบบเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ชาวบ้านร้านค้าเสื้อผ้าพากันแตกตื่นหมอบหลบกันเป็นพัลวัน สุดท้าย ร.ต.อ.วีระศักดิ์ บูรพากาญจน์ และร.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ชักปืนยิงสวนไปคนละนัด กระสุนเข้าแสกหน้าวายร้ายมีหมายจับ 16 คดีขาดใจตายอยู่บริเวณนั้น

 

อธิบดีกรมตำรวจประกาศยกย่อง เชิดชูผลงานกึกก้องเป็นแบบอย่าง

หลังฉากวิสามัญฆาตกรรมระทึกขวัญกลางกรุง พล.ต.อ.ณรงค์ มหานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ มีประกาศชมเชยระบุข้อความว่า ด้วยเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2529 เวลา 10.00 น. พ.ต.อ.สมเกียรติ พ่วงทรัพย์ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาลพระนครเหนือ พ.ต.ท.คงเดช ชูศรี รองผู้กำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครเหนือ ร.ต.อ.วีระศักดิ์ บูรพากาญจน์ รองสารวัตรแผนก 5 กองกำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครเหนือ และร.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช รองสารวัตรแผนก 2 กองกำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครเหนือ พร้อมด้วยชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจของกองกำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจนครบาลพระนครเหนือ ได้ร่วมกันออกติดตามจับกุมตัวนายสุเทพ กรรกุลไกรเลิศ ซึ่งมีคดีติดตัวหลายคดี

ขณะเข้าจับกุมตัวนายสุเทพ กรรกุลไกรเลิศ ได้ต่อสู้ขัดขืนและใช้อาวุธปืนยิงไปที่ ร.ต.อ.วีระศักดิ์ บูรพากาญจน์ และร.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช จึงเกิดการต่อสู้กันขึ้น เป็นเหตุให้นายสุเทพ กรรกุลไกรเลิศ ถูกกระสุนปืนถึงแก่ความตาย เหตุเกิดที่ร้านขายผ้าดูแฟมิลี่ เลขที่ 272 ตลาดผ้าศูนย์การค้าอินทรา ถนนราชปรารภ แขวงถนนเพชรบุรี เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร

นับว่าข้าราชการตำรวจดังกล่าวได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว มีความสำนึกและรับผิดชอบต่อหน้าที่ ทุ่มเทและเสียสละ สมศักดิ์ศรีของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริง อันเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ข้าราชการตำรวจทั่วไป สมควรได้รับการยกย่องสรรเสริญยิ่งนัก กรมตำรวจจึงขอชมเชยและประกาศเพื่อทราบทั่วกัน

 

ทุ่มเทงานเสี่ยงตายไม่ได้ 2 ขั้น ดึงดันขอย้ายกลับไปอยู่ภูธรภาคใต้

พล.ต.ท.ชาญเทพยอมรับว่า การมาใช้ชีวิตตำรวจนอกเครื่องแบบที่สืบสวนเหนือได้ประสบการณ์ทำงานมากมาย ได้คบค้าสมาคมกับพรรคพวกเยอะแยะ เป็นช่วงสมัยวัยรุ่นกลายเป็นคนกินเที่ยว ทุ่มเทการทำงานมาตลอด 5 ปี ทำคดีมาเยอะแยะแต่กลับไม่ได้ 2 ขั้น ผู้ใหญ่ดันเอาไปให้คนอื่น บอกขอติดไว้ก่อน “ผมก็บอกว่า ไม่อยู่แล้ว รู้สึกว่าทำงานแล้วไม่คุ้ม ขอย้ายกลับใต้ดีกว่า ไม่ให้ 2 ขั้นผมได้ไง” อดีตรองสารวัตรสืบสวนเหนือว่า

ผลพวงจากการขอย้ายทำให้เขาถูกเตะไปลงเป็นรองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลประชาชื่น ที่มี “โกสินทร์ หินเธาว์” เป็นสารวัตรใหญ่ เจ้าตัวประกาศเลยว่า ไม่ทำ เพราะไม่ถนัดงานสอบสวนแล้ว ดึงดันจะขอย้ายออกภูธรคืนสู่ภาคใต้เหมือนเดิม เดือนถัดมาได้ย้ายสมใจเป็นรองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรตำบลทุ่งลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

เขาให้เหตุผลว่า ชอบภาคใต้ แม้คนปักษ์ใต้จะค่อนข้างพูดจาโผงผางก็จริง แต่พูดคนไหนคำนั้น อาหารการกินก็ดี อุดมสมบูรณ์ น่าอยู่ ย้ายลงทุ่งลุงไม่ถึงปีได้ขึ้นเป็นสารวัตรสถานีตำรวจภูธรตำบลฉลุง อำเภอเมืองพัทลุง เป็นหัวหน้าโรงพักเดี่ยว พัฒนาสถานีจนได้รับรางวัลโรงพักดีเด่น

 

 ปิดแฟ้มคดีมนุษย์ร้อยเสียง เจอมรสุมทำเดี้ยงแต่นายยังเห็นค่า

คุมโรงพักภูธรแค่ 9 เดือน เขาย้ายกลับมาเป็นสารวัตรแผนกประวัติและจัดกำลัง กองกำกับการกำลังพล กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เป็นสารวัตรแผนก 2 กองกำกับการ 1 กองปราบปราม และสารวัตรแผนก 5 กองกำกับการ 1 กองปราบปราม พิชิตคดีปิดแฟ้มมนุษย์ร้อยเสียง “กฤติยา นกเกิด” อาละวาดโทรศัพท์สวมรอยหลอกเอาเงินเหยื่อนับไม่ถ้วน

หลังจากนั้นหลุดเวย์ไปขึ้นรองผู้กำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจรถไฟ รองผู้กำกับการ 4 กองบังคับการตำรวจป่าไม้ แล้วข้ามหน่วยขึ้นผู้กำกับการ สถานีตำรวจภูธรอำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ กลับมาเป็นผู้กำกับการ 3 กองบังคับการตำรวจป่าไม้ แจ้งเกิดอีกทีตำแหน่งผู้กำกับการกลุ่มงานสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ไล่ปราบปรามทลายแก๊งอาชญากรข้ามชาติที่เข้ามาตั้งฐานอยู่ในเมืองไทยกระเจิง

ทว่ามรสุมมาเยือนอีกระลอกเมื่อถูกย้ายเป็นผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการ กองบังคับการตำรวจน้ำ ดีที่ผู้ใหญ่เห็นความสามารถตั้งเป็นรองหัวหน้าชุดปราบปรามผู้มีอิทธิพลและยาเสพติดของหน่วยโชว์ผลงานจับตายนายนิกร หรือบังซบ มานะมุติ อายุ 35 ปี เอเย่นต์ยานรกสมุนโจ ด่านช้าง สิ้นชื่อกลางซอยบ้านพรมแดน-โคกคาม ตำบลโคกคาม อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี

 

สางปมบึมศาลพระพรหม สะสมประสบการณ์รับงาน น.1

คืนสู่เส้นทางการทำงานเป็นรองผู้บังคับการตำรวจรถไฟ ย้ายเป็นรองผู้บังคับการหัวหน้าศูนย์สืบสวนสอบสวนตรำวจภูธรภาค 6 กลับมาเป็นรองผู้บังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษ ติดยศ “นายพล” ตำแหน่งผู้บังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เป็นผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดราชบุรี และผู้บังคับการตำรวจน้ำ

ปี 2553 ขึ้นรองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล เป็นรองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ถึงโยกนั่งรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล อยู่เบื้องหลังสางคดีระเบิดศาลพระพรหม แยกราชประสงค์ ตั้งแต่วันแรกกระทั่งแกะรอยจับกุมผู้ก่อเหตุปิดคดีได้อย่างงดงาม ก่อนขยับไปเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 และผู้บัญชาการตำรวจนครบาล

พล.ต.ท.ชาญเทพสารภาพว่า ไม่เคยคิดฝันมานั่งตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เคยแต่อยากเป็นผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางด้วยความที่อยู่มาหลายหน่วย เมื่อได้รับความไว้วางใจให้มาเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาลก็ต้องทำให้ดีที่สุด ใช้ประสบการณ์ความรู้จากหน่วยต่าง ๆ ทั้งหมดมาปรับการทำงาน

 

ปลุกจิตสำนึกตำรวจนครบาล ทำงานตามแบบผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

“ผมนำแนวคิดโปลิศมายด์ที่ประสบความสำเร็จสมัยอยู่ภูธรภาค 7 และภูธรภาค 1 มาใช้ดำเนินการต่อ  คือ ทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าใจตำรวจ และตำรวจจะต้องเสียสละอย่างไรเพื่อให้เกิดความร่วมมือจากประชาชน  เชื่อว่า น่าจะดีขึ้น เพราะว่า ตำรวจถูกสังคมบีบให้ต้องปรับตัว ผมมีเวลาอีก 10 เดือนเศษ ผมจะพยายามทำให้ดีที่สุดในหน้าที่ของผม” ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลน้ำเสียงจริงจัง

สำหรับโครงการโปลิศมายด์ของ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสละเวช ชูมอตโต สำนึกในหน้าที่ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ มีจิตใจพร้อมช่วยเหลือและบริการประชาชน เป็นแนวทางการปฏิรูปวัฒนธรรมการทำงานสอดรับกับนโยบายการยกระดับการให้บริการประชาชนทั้งในและนอกสถานีตำรวจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง มีความเป็นมืออาชีพพร้อมช่วยเหลือและให้บริการประชาชน ถึงแม้จะต้องเสียสละความสุขส่วนตัว

“พวกเรายินดี เพราะพวกเราเลือกแล้วที่จะเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ตำรวจเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ครอบครัวของเราก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่เราอาศัยอยู่ เราจะทำให้สังคมของเราขาดศรัทธาและความปลอดภัยอย่างนั้นหรือ ผู้ถึงขอให้ตำรวจทุกนายร่วมมือร่วมใจกัน ใช้ความเพียรพยายามในการขับเคลื่อนการทำงานตามแนวคิดนี้ ขอให้มีความเชื่อว่า เราจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีให้กับองค์กรตำรวจของเราได้อย่างแน่นอน” แม่ทัพตำรวจเมืองหลวงว่า

 ต้องอยู่อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี ปฏิบัติหน้าที่สมกับที่ประชาชนคาดหวัง

“ผมรับราชการตำรวจมาเกือบทั้งชีวิต ตั้งแต่จบมาเมื่อปี 2526 ได้ทุ่มเทให้กับงานในหน้าที่ ทำงานคลุกคลีกับผู้ใต้บังคับบัญชามาตลอด เห็นความเปลี่ยนแปลงของสังคมและความรับผิดชอบของตำรวจที่เพิ่มมากขึ้น เห็นความเหนื่อยล้าของตำรวจในการตรากตรำทำภารกิจ บางครั้งถูกประชาชนต่อว่า และไม่เข้าใจการทำงาน เกิดความเครียด สาเหตุหลักมาจากการขาดความภาคภูมิใจในการงานที่ทำอยู่ ไม่ตระหนักว่าควรต้องประพฤติปฏิบัติตัวอย่างไร”

ในฐานะผู้นำหน่วย พล.ต.ท.ชาญเทพบอกว่า ต้องเป็นผู้ให้แนวทางการทำงานที่จะทำให้ตำรวจได้ทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง สามารถอยู่ได้อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี แต่การที่จะได้มาซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรีนั้น มิใช่สวมเครื่องแบบตำรวจแล้วจะได้รับสิ่งนั้น ๆ หากจะต้องประพฤติปฏิบัติตนให้สมกับที่ประชาชนมีความคาดหวังว่า ตำรวจจะทำสิ่งใดให้กับประชาชนบ้าง เกียรติและศักดิ์ศรีจะมาเอง ทำให้เราอยู่ในสังคมได้อย่างภาคภูมิใจในความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

พล.ต.ท.ชาญเทพพยายามปลุกจิตสำนึกรับผิดชอบของลูกน้องให้ระลึกเสมอว่า เป็นตำรวจต้องเสียสละ เป็นอาชีพที่มีเกียรติ เป็นที่พึ่งของประชาชน นอกเหนือความรับผิดชอบปกติ ยังต้องสามารถคาดการณ์ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้เพื่อป้องกันเหตุร้ายในสังคม เพราะงานตำรวจที่แท้จริงเป็นงานช่วยเหลือและบริการให้ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน บริการรักษากฎหมาย

 

ตั้งเป้ายกระดับสถานีตำรวจ ห้ามวางตัวโอ้อวดข่มใส่ชาวบ้าน

แนวคิดโปลิศมายด์ตามสไตล์ตำรวจนครบาลต้องเข้าใจความต้องการและความคาดหวังของประชาชน แต่ตอบสนองได้ตรงตามความต้องการเกินความคาดหวังของประชาชน ถึงกระนั้นก็ตาม ตำรวจนครบาลต้องอยู่ได้อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี

การยกระดับการบริการประชาชนของสถานีตำรวจ พล.ต.ท.ชาญเทพเน้นบุคลิกภาพของตำรวจเป็นหลัก คือ ยิ้มแย้มแจ่มใส กริยา วาจา สุภาพอ่อนโยน แสดงออกถึงความใส่ใจกระตือรือร้น ไม่แสดงกริยาท่าทางในลักษณะที่ข่มประชาชน มีเจ้าหน้าที่ต้อนรับเพื่อคัดกรองและจ่ายงานให้สัมพันธ์กับระบบ CRIMES กำหนดขั้นตอนการให้บริการ จัดรูปแบบการทำงานที่ชัดเจน มีสถานที่พักรอรับการบริการอย่างเป็นสัดส่วน สะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย

ห้องน้ำต้องสะอาดเพื่อสุขอนามัยของตำรวจด้วย มีป้ายบอกทิศทาง แนะนำจุดให้บริการ ห้องทำงาน ห้องน้ำ ส่วนการจอดรถรอบบริเวณต้องเป็นระเบียบเรียบร้อย มีที่จอดรถสำหรับผู้มาติดต่อราชการให้เพียงพอ การเก็บรักษารถของกลาง รถที่ยึดไว้ตรวจสอบ ต้องแยกเป็นสัดส่วนระหว่างรถของกลาง และรถยึดไว้ตรวจสอบ มีกำหนดเวลาตรวจสอบที่ชัดเจน จำหน่ายตามระเบียบ ไม่ปล่อยทิ้งจนเกิดความไม่เรียบร้อย

ให้พนักงานสอบสวนผดุงความยุติธรรม สายตรวจกระทำอย่างมืออาชีพ

บทบาทของพนักงานสอบสวน จะมีทีมหลักในการต้อนรับ ทักทาย แนะนำตัว แสดงถึงความเป็นมิตรพร้อมช่วยเหลือในทุกสถานการณ์ รับฟังอย่างตั้งใจ หลีกเลี่ยงใช้คำพูดเชิงปฏิเสธความช่วยเหลือ หรือผลักภาระไปให้ผู้เสียหายแม้เรื่องดังกล่าวไม่ใช่หน้าที่รับผิดชอบ เช่น ต้องนำหลักฐานมาจึงจะแจ้งความได้ ไปนำภาพกล้องวงจรปิดมาเป็นหลักฐานก่อน

คอยประสานงานกับฝ่ายอื่นในสถานีตำรวจเพื่ออำนวยความยุติธรรมและแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ใส่ใจในการออกไปตรวจสถานที่เกิดเหตุโดยเร็ว เช่น คดีจราจร อย่าให้คู่กรณีคอยนาน ไม่พูดจาในลักษณะผลักภาระให้ตกลงกันเอง หากตกลงกันไม่ได้ให้ไปพบที่สถานีตำรวจ และหากเป็นเหตุสำคัญให้รายงานต่อผู้บังคับบัญชาทันที

ขณะที่เจ้าหน้าที่สายตรวจต้องระลึกเสมอว่า เมื่อปรากฏตัวต่อหน้าประชาชนเปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของอาชีพตำรวจ ประชาชนมีความคาดหวังในการได้รับความช่วยเหลือให้เกิดความอุ่นใจ การแต่งกายต้องสร้างความประทับใจให้แก่ผู้พบเห็น มีความพร้อมของอุปกรณ์และยุทโธปกรณ์ แนะนำตัวพร้อมทำความเคารพสอบถามเพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงและปัญหา ปฏิบัติต่อประชาชนด้วยความเสมอภาค ยึดความเป็นมืออาชีพ

จราจรต้องรู้สภาพปัญหารถติด สายสืบต้องยึดติดระเบียบวินัยในที่ตั้ง

ส่วนตำรวจจราจร ต้องรู้ข้อมูลถนนในพื้นที่และสภาพปัญหาการจราจร เพราะแต่ละพื้นที่มีความหนาแน่นของประชากร สถานที่สำคัญ และเส้นทางจราจรที่แตกต่างกัน ใส่ใจในการแก้ปัญหา เนื่องจากปัญหาการจราจรเป็นปัญหาที่แก้ได้ เพียงแต่ใช้วิธีการแก้ปัญหาแตกต่างกันไปตามสภาพพื้นที่ และต้องประชาสัมพันธ์เส้นทางการจราจรให้ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนทราบเพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีปัญหาการจราจร

ปฏิบัติงานด้วยความสุภาพ งดการใช้ภาษากายที่ไม่สุภาพในการจัดการจราจรและบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งการบังคับใช้กฎหมายต้องอธิบายให้ชัดเจนว่า ผิดกฎหมายจราจรอย่างไร รวมถึงแก้ไขภาพลักษณ์การซุ่มดักจับ ให้ความสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนบนท้องถนน เช่น รถเกิดอุบัติเหตุ รถเสีย สามารถคาดการณ์เพื่อวางแผนล่วงหน้าถึงปัจจัยที่จะก่อให้เกิดปัญหาการจราจร

สุดท้ายฝ่ายสืบสวน แท้จริงแล้วต้องเป็นผู้มีระเบียบวินัย สำนึกในหน้าที่สูงสุด เนื่องจากแต่งกายนอกเครื่องแบบและพกอาวุธ ห้องทำงานถือเป็นสถานที่ราชการที่ประชาชนจะต้องเข้ามาให้ข้อมูลอาชญากรรมจึงต้องมีความสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อย งดการใช้กิริยาวาจาที่ไม่สุภาพ และไม่เป็นมืออาชีพ เช่นเดียวกับการไปตรวจสถานที่เกิดเหตุต้องปฏิบัติต่อเจ้าของสถานที่ด้วยความสุภาพ ประพฤติปฏิบัติตนเสมือนเป็นเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบ

 

ยอมรับสังคมเปลี่ยนไป ตำรวจไม่ใช่ทำตัวเป็นนายได้อีกแล้ว

เข้ารับตำแหน่งได้เดือนเศษแล้ว พล.ต.ท.ชาญเทพบอกว่า หนักใจที่สุด คือเรื่องของบุคลากรตำรวจนครบาล ผิดกับตำรวจภูธรที่สัมผัสมาจะปกครองง่ายกว่า มีระเบียบกว่า ดังนั้นจะหาว่าดุ หรือต่อว่าผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ได้ เพราะถ้าไม่อยู่ในระเบียบจะเอาไม่อยู่ ต้องลงโทษกัน ที่ผ่านมาค่อนข้างดีขึ้น ทำความเข้าใจกันพอสมควร ส่วนปัญหาอื่นไม่ค่อยมี ทุกอย่างดีหมดแล้ว เวลานี้ต้องมาพัฒนาคน พัฒนาจิตสำนึกความเป็นตำรวจและทำความเข้าใจกับประชาชนด้วย

“ผมกำลังทำความเข้าใจกับประชาชนเรื่องการจราจร คือ ท่านต้องเข้าใจตัวท่านก่อน ตำรวจก็ต้องทำความเข้าใจกับหน่วยงานของตำรวจก่อนว่าการจราจร หรือการกระทำความผิดเกี่ยวกับการจราจร มันไม่ใช่เรื่องที่รุนแรง หรือเป็นผู้ต้องหาที่รุนแรง อะไรที่สามารถว่ากล่าวตักเตือน ทำความเข้าใจ ให้เขาเข้าใจได้ ไม่ใช่ คอยจะจ้องจับผิดอย่างเดียว ประชาชนก็จะเอือมระอา ขณะเดียวกัน ประชาชนเองก็ลืมไปว่า ตัวเองหย่อนยานวินัยด้วย”

ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลอธิบายว่า จริง ๆ แล้วปัญหาที่หมักหมมจนเกิดความเสียหายกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คือ เรื่องการจราจร โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร กับเรื่องของงานสอบสวนที่ประชาชนขาดความเชื่อมั่นว่า ตัวเองจะได้รับความยุติธรรมหรือไม่ จะถูกกลั่นแกล้งหรือไม่ จากดำเป็นขาว จากขาวเป็นดำ ตรงนี้ที่ต้องแก้ “สังคมมันเปลี่ยนไปแล้ว ตำรวจไม่ใช่นาย เราเป็นหน่วยบริการ เราต้องรับใช้เขา เมื่อเขามีทุกข์ เขาเดือดร้อน ทุกข์เขาเยอะจริงๆ ตำรวจต้องช่วยเหลือเต็มกำลังความสามารถเพื่อเรียกศรัทธาจากประชาชน” พล.ต.ท.ชาญเทพทิ้งท้าย