ลูกสาวคนโตในบรรดาพี่น้อง 2 คนของ พ.ต.อ.สืบศักดิ์ ภาษยะวรรณ ผู้กำกับการ (สอบสวน) กองบังคับการสืบสวนตำรวจนครบาล

“หยก”ชลกร ภาษยะวรรณ พกความสวยใสสมวัยนักเรียนไปกับงานถ่ายแบบที่ตัวเองรักและเพิ่งไปแสดงภายนตร์แนวสไตล์วัยรุ่นรับบทตัวประกอบในเรื่อง  “ชอบกด Like ใช่กด Love” ที่มี มอส – ปฏิภาณ ปฐวีกานต์ เป็นนักแสดงนำ

ประเดิมปูทางเข้าสู่วงการมายามาแล้ว

วัยเด็ก เธอเรียนอนุบาลแสงโสม ไปต่อชั้นประถมโรงเรียนประชานิเวศน์ เข้ามัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนโผไทอุดมศึกษา ภาคอินเตอร์ พอขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หันมุ่งเรียนนานาชาติเต็มตัวที่โรงเรียนบางกอกแอ๊ดเวนต์ ย่านหลักสี่ กระทั่งขึ้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ถึงเปลี่ยนกลับมาเข้าโรงเรียนหอวัง

                   เด็กสาวยอมรับว่า ตอนแรกมุ่งหวังเรียนอินเตอร์ เพราะมีความรู้ภาษาอังกฤษเป็นทุนเดิม ตอนหลังเริ่มรู้สึกว่า ไม่ใช่ พอเรียนจนคุยพอพูดภาษาอังกฤษได้แล้วเลยหันมาเรียนเอาวิชาแข็ง ๆที่หอวังดีกว่า อีกทั้งยังสมัครเรียนคณะบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ตามหลักสูตร Pre Degree เป็นการเรียนสะสมหน่วยกิตในหลักสูตรปริญญาตรี โดยที่ใช้วุฒิระดับมัธยมต้น สมัครเข้าเรียนควบคู่ไปด้วย

ที่หนูตัดสินใจตรงนี้ เพราะรู้มาจากพี่คนหนึ่งเห็นอายุน้อยแต่เรียนปริญญาโทแล้ว หนูถามเขาว่า ทำไมอายุขนาดนี้เรียนถึงขั้นระดับปริญญาโทได้ เขาเลยแนะนำให้มาลองสมัครเรียน ถ้าเก็บหน่วยกิตได้เยอะอาจจะจบปริญญาตรีพร้อมมัธยมปลายก็ได้ หนูคิดว่า ถ้าทำได้ก็อาจวางแผนต่อปริญญาโทด้วยเลย แต่ตอนนี้เก็บได้แค่ 20 กว่าหน่วย คือไม่ได้ลงเยอะกลัวเวลาเรียนมัธยมจะเสียไปด้วย”

หยกวางแผนในอนาคตว่า บางอารมณ์อยากเป็นแอร์โฮสเตส แต่ไม่ได้จริงจัง ลึก ๆ จริง ๆ วาดฝันอยากทำธุรกิจส่วนตัว จะเข้าทำงานออฟฟิศเป็นลูกจ้างลูกน้องเขาเราไม่ชอบ ไม่อยากให้ใครมาบังคับ เป็นนายของตัวเองดีกว่า แต่ถ้าคิดทำธุรกิจของตัวเองก็ต้องไปเรียนรู้ก่อน เริ่มจากเป็นลูกน้องคนอื่นเขาก่อน ตรงนี้คงหลีกเลี่ยงไม่ได้

“หนูอยากทำยาหม่อง ยาดม ส่งออกต่างประเทศ พอดีมีเพื่อนแม่รับสอนเรื่องพวกนี้ อาจต้องไปเรียนรู้ รวมถึงกล้วยไม้ประดิษฐ์ส่งออกต่างประเทศ เน้นทำออกอย่างเดียว เพราะเรามีความรู้เรื่องภาษาอังกฤษอยู่แล้ว และยังอยากไปเรียนภาษาจีนเพิ่มเติมติดตัวไว้อีกภาษา”ลูกสาวมือสอบสวนจราจรวิภาวดีบอกอย่างมุ่งมั่น แม้เวลาว่าง เธอจะชอบเดินช็อปปิ้ง ควบคู่กับทำงานถ่ายแบบ เป็นนางแบบแฟชั่นวัยรุ่นออกทริปให้ตากล้อง รวมถึงไปแคสเล่นหนัง ถ่ายโฆษณา แต่เจ้าตัวบอกว่า ไม่ได้คิดจริงจังบนเส้นทางบันเทิง ถ้าได้ก็เอา ไม่ได้ก็ไม่ซีเรียส

 

ส่วนความสัมพันธ์ในครอบครัว เธอมีแม่เป็นผู้จัดการธนาคารแห่งประเทศไทย ตอนเด็กจะสนิทกับพ่อ พอโตเริ่มห่างเหินไม่ค่อยกล้าคุย มีอะไรจะปรึกษาแม่ เพราะเป็นผู้หญิงด้วยกัน ไปไหนมาไหนแม่จะทำหน้าที่คอยรับส่ง ถึงกระนั้นก็ตาม หยกบอกว่า พ่อก็ห่วงอยู่เหมือนกัน เตือนเสมอเวลาไปไหนมาไหนให้ระวังตัว ถึงแม้พ่อจะไม่ได้คลุกคลี แต่ไม่ได้ปิดกั้น อย่างตอนไปถ่ายแบบเล่นหนังก็จะคอยสอนให้ดูดีๆ คนที่ไปด้วยปลอดภัยแค่ไหน

“หนูรู้สึกดีที่มีพ่อเป็นตำรวจ ภูมิใจที่เห็นพ่อช่วยเหลือคน เวลามีชื่อ หรือรูปลงหนังสือพิมพ์ ออกทีวี เช่นไปทำสำนวนคดีแพรวา ไฮโซตระกูลดังชนกับรถตู้จนเป็นข่าวดัง พ่อเป็นพนักงานสอบสวนร่วมก็จะคอยดูพ่อทำงานท่ามกลางแรงกดดันของสังคม ตรงนี้ต้องยอมรับว่า ภาพของตำรวจไม่ดี แต่ไม่ได้หมายถึงพ่อหนู ตำรวจทั่วไปจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อย”

ทายาทตำรวจมือสอบสวนเล่าว่า บางทีเพื่อนก็มาถาม ทำไมตำรวจชอบจับมอเตอร์ไซค์ไม่สวมหมวกกันน็อก แต่ตำรวจบางคนพาเมีย หรือพาใครซ้อนท้ายมาไม่สวมหมวกบ้าง เพื่อนเห็นก็มาพูด เพราะรู้ว่า เรามีพ่อเป็นตำรวจ เราก็เงียบ ๆ พูดไม่ออก บางทีก็ไปเปรียบเทียบกับทหารแล้วหันมาบอกเราว่า ไม่ได้หมายถึงพ่อเรานะ แต่เป็นภาพรวม เพื่อนจะคิดว่า ทหารช่วยเหลือประชาชนมากกว่าตำรวจทำอะไรเยอะกว่าตำรวจ

“หนูก็คิดนะว่า ถ้าบนท้องถนนไม่มีตำรวจแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น” หยกระบายความรู้สึกด้วยสีหน้าจริงจังและมีเหตุผล