พลิกวิถีชีวิตจากสาวไฮโซนักเรียนนอก ทายาทนักธุรกิจระดับมหาเศรษฐีของเมืองไทย หันสู่เส้นทางผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ประดับ “ดาวเงิน” บนบ่าประเดิมอาชีพใหม่ที่ใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก

หมวดเพชร-ร.ต.ต.หญิง บุญญาภาณิ์ เบญจรงคกุล รองสารวัตรฝ่ายอำนวยการ 2 กองบัญชาการตำรวจสันติบาล ช่วยราชการสำนักงานผู้บัญชาการภูธรภาค 1 ลูกสาวคนกลางของ เจ้าสัวบุญชัย เบญจรงคกุล อดีตผู้ก่อตั้งธุรกิจโทรคมนาคมชื่อดังบนถนนวิภาวดีรังสิต

หลายคนคงอยากรู้เหตุผลอะไรที่ทำให้หญิงสาวในแวดวงสังคมชั้นสูงทิ้งความหรูหราและงานศิลปะที่ตัวเองรักมาเป็นข้าราชการทำงานรับใช้แผ่นดิน

นิตยสาร COP’S ถือโอกาสพาไปติดตามเรื่องราวของ “ผู้หมวดเพชร” นายตำรวจหญิงป้ายแดงแห่งสันติบาล ซึ่งเต็มไปด้วยความรับผิดชอบที่หนักกว่าทุกงานที่ตัวเธอประสบมา ท่ามกลางระเบียบวินัยและผู้บังคับบัญชา รวมถึงกฎเกณฑ์และกฎหมายคอยวางกรอบขีดวงให้ก้าวไปตามภาระหน้าที่ในเวลาสวมเครื่องแบบสีกากี

 

เรียนจบด้านศิลปะจากอังกฤษ บินกลับมาใช้ชีวิตผู้บริหารพิพิธภัณฑ์

ประวัติส่วนตัวของเธอเป็นที่ทราบกันในหมู่สังคมไฮโซ ทว่าเหล่าสังคมตำรวจอาจยังไม่รู้จักดีพอ ร.ต.ต.หญิง บุญญาภาณิ์ เบญจรงคกุล ชื่อ “บุญญาภาณิ์” แปลว่า หญิงที่มีรัศมีแห่งบุญ เธอเกิดในครอบครัวนักธุรกิจติดอันดับมหาเศรษฐี มีพี่สาว และน้องชายอีกคน เริ่มวัยเรียนที่มาแตร์เดอีวิทยาลัย ตั้งแต่อนุบาลจนถึงอายุ 11 ขวบ ถูกส่งไปเรียนต่อประเทศอังกฤษที่โรงเรียนพอร์ตเรจิส เมืองดอร์เซต ทางตะวันออกเฉียงใต้ของแดนผู้ดี

ไม่นานปรับตัวได้ เธอใช้ชีวิตอยู่อังกฤษตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา กระทั่งเรียนจบปริญญาตรีด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ มหาวิทยาลัยบริสตอล มีพ่อเป็นแรงบันดาลใจให้เลือกด้านศิลปะด้วยการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก ก่อนบินกลับมาศึกษาต่อปริญญาโทบริหารธุรกิจ ภาคอินเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นจังหวะที่พ่อวางมือจากธุรกิจผันตัวเองมาสร้างมูลนิธิและหอศิลป์ที่เขาชื่นชอบ ริเริ่มโครงการพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย หรือ Museum of Contemporary Art ( MOCA Bangkok) รวบรวมศิลปะและภาพเขียนไว้เพื่อให้ผู้อื่นได้เข้าเยี่ยมชม

ลูกสาวคนสวยอย่างหมวดเพชรถูกส่งไปเรียนศิลปะเพิ่มเติมที่ Sotheby’s Institute of Art ที่มหานครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา จบกลับมานั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์สานเจตนารมณ์ของพ่อบังเกิดเกล้า นำความรู้เกี่ยวกับงานศิลปะไปบริหารกิจการของตระกูลเป็นเวลานานกว่า 4 ปี

 

ผุดโครงการหวังปั้นศิลปินรุ่นใหม่ ตั้งเป้าหมายทำอะไรต้องให้สำเร็จ

เจ้าตัวบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ของพ่อทุกอย่าง ทั้งงานประชาสัมพันธ์และการตลาด ดูแลจัดนิทรรศการ แม้มุมมองด้านศิลปะจะแตกต่างจากพ่อที่เป็นศิลปะชั้นสูง สำหรับเธอไม่จำกัดรูปแบบตามสไตล์ของคนรุ่นใหม่เน้นความคิดสร้างสรรค์เสนอออกมาในลักษณะสวยงาม แม้ช่วงแรกมีปัญหาไม่เข้าใจวิธีการทำงานด้วยเพราะเป็นกิจการของครอบครัว ติดความเป็นพ่อ-ลูก เวลามีปัญหาจะปรึกษาพ่อทันที ทั้งที่ลืมไปว่า ตัวเองต้องเป็นเสมือนลูกจ้างบริษัทคนหนึ่งที่ต้องคิดแก้ปัญหาเองก่อน

ใช้เวลา 1 ปีในการศึกษางานสานต่อแนวคิดพ่อ เธอได้ผุดไอเดียจัดประกวดโครงการ Art Forward Fund Award (AFFA) เปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาคณะศิลปกรรมปีสุดท้ายจากทั่วประเทศส่งผลงานวิทยานิพนธ์เข้าประกวด มีพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย ( MOCA Bangkok) ที่เธอบริหารอยู่ให้การสนับสนุน เป้าหมายเพื่อสร้างศิลปินรุ่นใหม่ก้าวสู่ระดับสากลเฉกเช่นในต่างประเทศ

สาวไฮโซนักเรียนนอกบอกเสมอว่า ตัวเองไม่มีต้นแบบในการทำงาน เพราะคิดว่า แต่ละคนมีแนวคิดการทำงานไม่เหมือนกัน อาจจะดูคนนี้มีข้อดีแบบนี้ แต่ไม่พยายามเลียนแบบ เนื่องจากงานของเขาจะไม่เหมือนของเรา ไม่ต่างจากการบริหารลูกน้อง คิดตลอดว่า เราอยากได้เจ้านายหรือลูกน้องแบบไหน เราก็จะต้องทำแบบนั้น “เพชรค่อนข้างให้ความสำคัญกับคำพูดที่พูดไว้ ตั้งเป้าอะไรไว้ต้องทำให้สำเร็จ แต่เราอย่าแปลนอะไรที่ไกลเกินเอื้อม” เธอว่า

 

ศึกษาต่อการบริหารงานยุติธรรม มีส่วนทำให้หักเหสู่เส้นทางอาชีพตำรวจ

ระหว่างทำหน้าที่ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัยภายใต้บริษัท เบญจจินดา โฮลดิ้ง ที่ทุกคนในครอบครัวมาบริหารจัดการร่วมกัน เธอยังเป็นเซเลบริตี้ที่รักการทำอาหารและขนมเป็นชีวิตจิตใจ หันไปเลือกเรียนจนจบหลักสูตรการทำขนมอบของโรงเรียน เลอ กอร์ดอง เบลอ กระทั่งเปิดร้านเล็กๆ ที่มีชื่อว่า “คาเฟ่ บายด์ คอลเซต อีทีซี” อยู่ย่านทองหล่อ (ตัดทิ้ง) อีกทั้งมีโอกาสเรียนต่อปริญญาโทอีกใบด้านบริหารงานยุติธรรมทางคดีอาญาของมหาวิทยาลัยบอสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ทางระบบออนไลน์ และเพิ่มเริ่มศึกษาระดับปริญญาเอกสถาบันอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต สนใจงานด้านที่กำลังเรียนต่อเลยขอเข้ามาดูงานที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำให้ได้มีโอกาสมาดูงานกองบัญชาการตำรวจสันติบาลในยุค พล.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข คุมหน่วย

กลายเป็นจุดหักเหครั้งสำคัญที่ผลักดันให้ทายาทมหาเศรษฐีคนดังตัดสินใจมาเป็นตำรวจ ผู้หมวดสาวย้อนความว่า ตอนเด็กฝันอยากเป็นอะไรหลายอย่าง แต่ละอย่างไม่ค่อยเป็นอาชีพธรรมดาเหมือนที่เด็กผู้หญิงคนอื่นฝันกัน อาจเพราะชอบอ่านการ์ตูนเยอะ ดูหนังมาก เห็นอะไรก็คิดว่าอยากเป็น เคยคิดแม้กระทั่งอยากเป็นนักบินอวกาศ เป็นอาจารย์ เป็นทนายความ แต่ที่ไม่เคยลืม คือ อยากเป็นตำรวจนักสืบ

เมื่อได้พูดคุยกับ พล.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาลในขณะนั้น หมวดเพชรยอมรับว่า เป็นแรงบันดาลใจกระตุกความฝันวัยเด็กกลับขึ้นมาอีกครั้ง ยิ่งเมื่อตำรวจสันติบาลเปิดรับบุคคลภายนอกพอดีจึงสมัครเข้ามาเป็นตำรวจเริ่มต้นยศ ส.ต.ต. หลังจากนั้นสอบเข้าอบรมเป็นนายร้อยตำรวจตามหลักสูตรการฝึกอบรมข้าราชการตำรวจและบุคคลภายนอกที่บรรจุหรือโอนมาเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรรุ่นที่ 42

 

 ฝึกหนักตลอด 4 เดือน  กระตุ้นเตือนเปลี่ยนมุมมองใหม่

“เพชรโตมาในครอบครัวที่ค่อนข้างจะมีโอกาสและโชคดีมากกว่าคนหลายคน เพราะฉะนั้นเพชรจะพยายามเตือนตัวเองอย่าสปอยล์ อย่าเหลิง อย่าใช้ชีวิตตามใจตัวเอง ไม่ทำงานก็ได้ สนุกเฮฮาอย่างเดียว มันไม่ใช่” เป็นสิ่งที่เธอบอกกับหลายคน ดังนั้นการมาเป็นตำรวจย่อมมีส่วนขัดเกลาชีวิตของเธอให้แข็งแกร่งขึ้นและสามารถลบคำสบประมาทเป็นคุณหนูบอบบางอยู่ในสังคมชั้นสูง

เข้าอบรมอยู่โรงเรียนนายร้อยตำรวจฝึกหนักตลอด 4 เดือนไม่มีสิทธิพิเศษว่าเป็นลูกหลานใครร่ำรวยใหญ่โตแค่ไหนต้องปฏิบัติตัวเท่าเทียมกับเพื่อนในรุ่น ซีอีโอสาวพิพิธภัณฑ์ศิลปะยอมรับว่า เหนื่อย แต่เหมือนเป็นการเพิ่มทักษะของเราเพื่อเตรียมตัวเป็นตำรวจชั้นสัญญาบัตร แม้บ่อยครั้งรู้สึกอยากจะอบรมให้เสร็จไว ๆ เพราะตัวเองเป็นคนเหงื่อออกง่ายมาก แต่ไม่เคยท้อ เนื่องจากทำให้เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับงานหลายด้าน

“ก่อนหน้าเพชรมองเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปตำรวจ มีความคิดที่พยายามมองการณ์ไกล เพราะตัวเองจบเมืองนอกมา เชื่อว่า น่าจะเปลี่ยนแปลงได้ จนมาทำงานตรงนี้ได้สัมผัสจริงๆ ระบบไม่ใช่จะเปลี่ยนได้ง่ายๆ ทั้งที่จริงๆ มันก็ดีของมันอยู่แล้ว ติดตรงบางทีคนจะมองข้าราชการตำรวจในแง่ลบ เพชรคิดว่า พอมาทำงานตรงนี้ รู้สึกว่า มันได้เห็นแง่บวก ด้านดีของตำรวจมากขึ้น มุมมองเราก็เปลี่ยนไป”

 

เข้าใจผู้พิทักษ์สันติราษฎร์มาขึ้น  เมื่อโอกาสหยิบยื่นให้สัมผัสด้วยตัวเอง

นายตำรวจหญิงแห่งคฤหาสน์เบญจรงกุลยืนยันว่า มุมมองก่อนที่เราจะเข้ามารับราชการตำรวจ และหลังจากมารับราชการตำรวจต่างกันมาก ปัจจุบันชอบตำรวจมากขึ้น เพราะได้มีโอกาสสัมผัสจริงๆ ก่อนหน้าเหมือนเราได้แต่จินตนาการว่า เป็นยังไง เห็นในสิ่งที่เรียนมา พอได้มารับราชการจริงๆ เหมือนเราได้ลงมือทำ แล้วผู้ใหญ่ก็ให้โอกาส ทำในหลายๆ อย่าง เหมือนที่บรรจุเข้ามาใหม่อาจไม่ได้รับโอกาสนี้ทุกคน รู้สึกดีใจ และสนุกกับงาน

 “ถ้าพูดถึงมุมมองคนอื่นที่มองมาในวงการตำรวจในด้านลบว่า ตำรวจไม่ดี อาจจะมีการโกง จราจรชอบจับแต่คนจนอะไรอย่างนี้ เพชรอยากจะพูดถึงอีกมุมกลับกันในการทำงานหนักของตำรวจ อย่างร้อยเว ก็ต้องเข้าเวรตลอด ทำงานค่อนข้างหนักมาก ส่วนตำรวจจราจรต้องตื่นเช้ามากแล้วก็กลับบ้านดึก เป็นอะไรที่คนจะมองข้ามไป เหมือนจะมองแต่แง่ลบ เพชรถึงอยากให้มองในมุมที่ตำรวจทำงานหนัก เอื้อเฟื้อแก่ประชาชนบ้าง” เธอแสดงความเห็น

“อาชีพตำรวจในความคิดเพชร เป็นอาชีพที่เสียสละ เป็นอาชีพที่ใกล้ชิดประชาชน ตำรวจไทยแตกต่างจากตำรวจหลายๆประเทศตรงที่ตำรวจไทยไม่ได้ทำหน้าที่แค่เพียงจับผู้ร้าย หรือบังคับใช้กฎหมาย แต่เป็นเหมือนที่พึ่งให้ประชาชนได้ในเกือบจะทุกเรื่อง ความเสียสละของอาชีพตำรวจอีกอย่างคือ เวลา ในวันหยุดที่ทุกคนได้ไปเที่ยวกับครอบครัว หลายๆครั้งตำรวจต้องอยู่ทำงาน เสียสละเวลาส่วนตัว เหล่านี้แหละที่เพชรอยากฝากให้ชาวบ้านเปลี่ยนมุมมองตำรวจใหม่”

 

อยากเป็นนักสืบเหมือนผู้เป็นนาย สุดท้ายยึดเอาคำสอนของพ่อไว้เสมอ

ถามว่าอยากจะพัฒนาวงการตำรวจตรงไหนบ้าง หมวดเพชรสารภาพว่า คงทำอะไรมากไม่ได้ แต่จะพยายามศึกษางานจากผู้บังคับบัญชาให้ได้มากที่สุดในตอนนี้ โชคดีที่ผู้ใหญ่ได้ให้คำแนะนำ ส่วนสายงานที่อยากทำในอนาคต จริงๆ งานตำรวจมีหลายด้านที่เราสามารถทำงานได้ คงต้องดูโอกาสที่เอื้ออำนวยอีกที แต่ชอบในงานสืบสวน เหมือนที่เคยวาดฝันไว้ตอนเด็ก ยิ่งตอนไปอบรม 4 เดือนมีหลักสูตรเรียนด้านการสืบสวนด้วย ไม่ค่อยถนัดพวกงานอำนวยการเท่าไร ชอบงานสืบสวน พอได้เรียนรู้จาก พล.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ผู้เป็นนายยิ่งรู้ว่าเป็นนักสืบที่เก่งมาก ถึงอยากเป็นนักสืบแบบนาย ส่วนงานปราบปรามเหมือนอาจจะเลยไปนิดหนึ่ง ตอนนี้มีโอกาสไปชิมลางงานสืบสวนอยู่บ้าง เช่น ช่วยตามรอยคดีฟอกเงิน รู้สึกชอบ เพราะเหมือนท้าทายความรู้ความสามารถ ทำไมถึงชอบคดีฟอกเงิน เนื่องจากเรารู้สึกชอบการใช้กลยุทธ์ของอาชญากรรมด้านนี้ คิดว่า คนร้ายฉลาด และมีความซับซ้อน เงินที่สูญหายมีจำนวนมาก คิดว่า การแกะรอยติดตามมีความท้าทายดี

แต่จะว่าไปแล้วเส้นทางอาชีพสายใหม่ของสาวตระกูลเจ้าสัวค่อนข้างสร้างความประหลาดใจให้แวดวงไฮโซ แต่เธอยึดเอาคำสอนของพ่อไว้เสมอ “ คุณพ่อปลูกฝังลูก ๆ มาตลอดว่า ให้มีความรักชาติ ต้องรู้จักทดแทนแผ่นดิน เราอยู่ ณ จุดนี้ เรามีพอแล้ว ไม่ได้ต้องการจะเมกมันนี่ คุณพ่ออยากให้เราได้ช่วยสังคม คือ ทำงานอะไรก็ได้ที่เอื้อเฝื้อสังคม ไม่ใช่เอาแต่ผลประโยชน์ตัวเอง”

เช่นเดียวกับสมัยที่เธอเริ่มต้นบริหารพิพิธภัณฑ์ด้วยหลักคิดการทำงานที่ว่า การทำงานในรูปแบบองค์กรเราต้องมีวินัย หนักแน่นในกฎระเบียบที่ตั้งขึ้นมา ต้องให้เกียรติกับองค์กรที่เราทำงาน เราอาจมีแนวคิดไม่เข้ากับองค์กรบางข้อแต่เราต้องมีความคิดเป็นผู้ใหญ่ ต้องเคารพกฎระเบียบทำอะไรต้องทำให้ดีที่สุด “ทุกครั้งที่ทำงานเพชรจะมองย้อนกลับไปดูเส้นทางที่เราก้าวเดินว่า เราได้ทำตามแนวทางที่เราตั้งเป้าหมายไว้หรือเปล่า ถ้าออกนอกเส้นทางต้องดึงตัวเองกลับมา” ผู้หมวดสาวทิ้งท้าย