กือบ 2 ท่ม ชลอเดินทางกลับมาถึงบ้านพักหลังกองกำกับ เขาก้าวลงจากรถ เดินเข้าไปในบ้าน เห็นกุ้ง -ชอบรบ ลูกชายคนโต นั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องรับแขก  เขาเดินเข้าไปลูบหัวด้วยความเอ็นดู และด้วยความคิดถึง

สมัยยังเป็นผู้กองเมืองที่พระนครศรีอยุธยา และอ่างทอง ชลอมักจะพาจะพาลูกชายคนนี้ นั่งรถออกตรวจตามสถานที่ต่างๆ จนปีนี้ กุ้ง-ชอบรบ อายุเข้า16 ย่าง 17 ปี เริ่มมีแววที่จะเป็นตำรวจเจริญตามรอยพ่อ ด้วยการเตรียมตัวที่จะสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารในปีนี้

ส่วนปู-ชนม์ยืน ลูกชายคนกลาง และปลา-กุมาริกา ลูกสาวคนเล็ก ที่ทั้งคู่อายุยังไม่ถึง 10 ขวบ ยังเรียนหนังสืออยู่ที่เมืองตาก มีใหญ่ -สุรางค์ พลทรัพย์ สาวน้อยร้อยชั่งที่ชลอติดใจจากเพลง “อารีซัน”เป็นคนคอยดูแล รวมทั้งร้านอาหารในคุ้มพระลอที่เขาสร้างขึ้นด้วย

“เป็นไงบ้างกุ้ง…”

ชลอซักถามเด็กหนุ่ม ทายาทคนโตที่เริ่มก้าวเข้าสู่วัยรุ่น

“ เพิ่งกลับจากบ้านย่ามาครับ ไปว่ายน้ำเล่นในคลองชลประทานใกล้ๆมาด้วย ย่าฝากบอกให้พ่อไปหาบ้าง……”

ลูกชายชลอที่จะสืบสายเลือดรับราชการด้วยการเข้าโรงเรียนเตรียมทหารกล่าวตอบ

“ก็ตอนนี้พ่องานยุ่งน่ะลูก ไล่จับไอ้พวกโจรไบคานมันอยู่ แล้วลูกก็ไปหาย่าแทนพ่ออยู่เกือบทุกวันอยู่แล้ว แต่เอาน่าบอกย่า ถ้าพ่อว่างจะไปหา เพราะพ่อก็คิดถึงอยู่ แล้วเราจะไปไหนมาไหน อย่าไปคนเดียว ชวนเพื่อนไปบ้าง มีอะไรจะได้คอยช่วยเหลือกัน”

ชลอเอ่ยเตือนลูกชายหัวแก้วหัวแหวนด้วยความเป็นห่วง ถึงแม้บ้านย่าของกุ้ง หรือนางทองคำ แม่ของชลอ ก็อยู่ไม่ไกลจากลพบุรี อยู่แค่ อำเภอบ้านหมอ เขตจังหวัดสระบุรี นั่งรถไฟไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ผ่านอำเภอหนองโดน ก็ถึงแล้ว

“อ้อพ่อ เมื่อกี้แม่เพิ่งกลับ แม่เขาบอกว่าจะมาขอพ่อ พาปูกับปลาไปอยู่กรุงเทพฯสักพัก เพราะเห็นพ่อกำลังยุ่งกับงาน และได้ข่าวว่าพ่อจะคุมบอลทีมชาติไปแข่งที่จีนไม่กี่วันนี้….”

ชลอถึงกับหูผึ่ง เพราะกุ้งหมายถึง ตุ๊กตา-นันทนา แพทย์สมาน  อดีตสาวน้อยโรงเรียนเบญจมบพิตร ที่ชลอหลงรักอย่างหัวปักหัวปำเมื่อครั้งยังเป็นหนุ่มกระเตาะ เป็นนักรักบี้ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ แต่ต่อมาชีวิตของคนทั้งคู่ต้องกลายมาเป็นเส้นขนาน โดยไม่มีใครยอมรับว่าใครเป็นฝ่ายผิด

“อ้าวเหรอ…นึกจะมานึกจะไปไม่ยักบอกล่วงหน้า”

ชลอ ทำเสียงขึงขัง แต่ในใจก็คิดว่า ดีเหมือนกัน ลูกๆจะได้เจอแม่บ้าง

“ส่วนเรื่องไปจีน พ่อยังไม่รู้จะได้ไปหรือเปล่า เพราะคดีมันกำลังเข้าไคลแมกซ์ ผู้ใหญ่ก็เร่งน่าดู พอแล้วเดี๋ยวพ่อไปอาบน้ำก่อน เหนียวตัวมาทั้งวัน ทั้งฝนทั้งเหงื่อ เราด้วยจะสามทุ่มแล้ว ไปนอนไป๊”

ชลอบอกกับลูกชายคนโต ก่อนเดินเข้าห้องนอนเพื่อเตรียมเปลี่ยนเสื้อผ้าอาบน้ำ

ระหว่างนั้นเขาคิดถึงหน้าที่อีกบทบาทของเขาในฐานะหัวหน้าทีมฟุตบอลทีมชาต ชุดบี ที่มีกำหนดไปแข่งขันที่ประเทศจีน ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า  เหลือเวลาอีกไม่ถึงอาทิตย์แล้ว

ชายหนุ่มเชื่อว่า เขาคงไม่ได้คุมทีมเดินทางไปแน่ เพราะหากเขาไป ชาวบ้านในอำเภอชัยบาดาล คงจะไม่พอใจ และหวั่นเกรงจะได้รับอันตรายจากอิทธิพลไบคาน อีกทั้งผู้ใต้บังคับบัญชาที่รองลงมาจากเขาจะทานแรงบีบจากผู้หนุนหลังไบคานไม่ไหว

————————————————————————————————————-

ที่กรมตำรวจ วันรุ่งขึ้น

พันตำรวจเอกชลอ พร้อมด้วย พันตำรวจโทสง่า รุ่งเรือง รองผู้กำกับการตำรวจภูธร จังหวัดสระบุรี พันตำรวจโทชูศักดิ์ โภชนะพันธ์ สารวัตรใหญ่ สถานีตำรวจภูธรอำเภอพัฒนานิคม  พันตำรวจตรีสำเริง มุยคำ สารวัตรใหญ่ สถานีตำรวจภูธรอำเภอชัยบาดาล เดินทางเข้าพบพลตำรวจโทณรงค์ มหานนท์ รองอธิบดีกรมตำรวจ ที่ห้องทำงาน โดยหอบแฟ้มคดีที่เกี่ยวกับนายสมชาย หรือเสี่ยหยอง ลูกชายเพลย์บอยไบคานเข้ามาด้วย

“ไหน ..รวบรวมคดีอะไรได้บ้าง” รองอธิบดีคนเมืองเพชรบุรี เอ่ยปากถาม

ตอนนี้คดีเกี่ยวพันกับไอ้หยอง และพวกมี 7 คดี ครับนาย มีคดีฆ่า 2 ผัวเมียจับยัดเผาเตาถ่าน เมื่อปี 2517 ยิงคนงานไร่เสียชีวิต ปี 2521 คดีครอบครองอาวุธสงคราม  คดีรื้อที่พักชาวบ้านโดยพลการ และคดีทำร้ายร่างกาย 5 เรื่องนี้ เป็นคดีที่เกิดขึ้นในท้องที่ชัยบาดาล ส่วนอีก  2 คดี เป็นคดีปล้น ฆ่าคนขับรถน้ำมันแล้วเอาเข้าไปฝังในไร่เมื่อปี 2516 เขตท้องที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอพัฒนานิคม ส่วนคดีสุดท้ายเป็นคดีฆ่า 5 ศพ เมียน้อยไบคานพ่อมันเอง เมื่อปี 2514 คดีนี้อยู่ในท้องที่ จังหวัดสระบุรีครับ”

ชลอ เปิดรายงานด้วยการนำคดีที่มีหลักฐาน

“พวกคุณทำงานต่อไป รายงานผลความคืบหน้าให้ผมทราบทุกระยะ หากมีปัญหาจะได้ช่วยเหลือและแก้ไขได้ทันท่วงที ส่วนเรื่องการขุดศพ วันดี ศรีตรัง ต้องพิจารณากันให้ดีทุกด้าน ต้องมีหลักฐานพอจะเชื่อว่าเมื่อขุดศพขึ้นมาแล้ว จะได้หลักฐานที่เป็นประโยชน์อะไรหรือไม่ เพราะศพถูกฝังไว้นาน หลักฐานต่างๆย่อมหายตามไปด้วย”

“อย่าเล่นหรือทำงานไปตามกระแสนักข่าว หรือการกดดันจากแม่ของผู้เสียหาย เพราะคนเป็นแม่ย่อมรักลูกเป็นธรรมดา ถึงแม้พฤติกรรมไอ้หยอง มันจะน่าสงสัยอยู่ไม่น้อยว่า มันอาจจะฆ่าเมียตัวเอง…”

พลตำรวจโทณรงค์ ยกชาร้อนขึ้นมาจิบ ก่อนเสนอแนะการทำงานให้กับชุดปราบอิทธิพลไบคานด้วยความสุขุมรอบคอบต่อว่า

“อีกอย่างหนึ่ง ในเรื่องของวันดี ฝ่ายไบคานก็ไม่ยอมให้ขุดศพขึ้นมา ฉะนั้นถ้าไม่แน่ใจก็ไม่ควรจะดำเนินการ เพราะหากฝ่ายนั้นเอาเรื่องศาสนามายุ่ง มันจะกลายเป็นเรื่องกระทบกระเทือนกับคนหมู่มาก”

ยังไงก็แล้วแต่ ทางที่ดีที่สุด และควรต้องทำ คือพยายามหาข่าวว่าไอ้หยองมันหนีไปอยู่ไหน และพยายามจับกุมมันให้ได้ ถ้าจับมันได้ ผมเชื่อว่า จะมีคดีที่ไม่รู้โผล่ออกมาอีกเยอะ”

รองอธิบดีมือปราบ ให้แนวทางกับชุดทำงานอีกหลายเรื่อง กินเวลาเกือบ 2 ชั่วโมง พลตำรวจโทณรงค์จึงสั่งเลิกประชุม และต่างแยกย้ายออกไปทำภารกิจ

“ไอ้มุ้ยคำ เอ็งไม่มีธุระอะไร มึงไปเป็นเพื่อนกับพี่หน่อยโว้ย เดี๋ยวพี่ไปสมาคมฟตุบอล ทำเรื่องถอนตัวไปเมืองจีนก่อน นายสั่งยังงี้ ยังขืนไป กลับมาหัวขาดแน่ เสร็จธุระตรงนั้นแล้วเดี๋ยวเข้าไปล้างเนื้อล้างตัวที่บ้านที่พี่ซื้อไว้ตรงปัฐวิกรณ์ แถวคลองกุ่ม เอาไว้พักเวลามากรุงเทพฯ ไม่ต้องเช่าโรงแรม หรือเสียเวลาหาที่พัก มึงมากรุงเทพฯ ไม่มีที่นอนก็มานอนนี่…..”

ชลอเอ่ยปากกับนายตำรวจรุ่นน้อง หลังประชุมเสร็จ โดย พันตำรวจโทสง่า และพันตำรวจโทชูศักดิ์ ขอตัวไปเยี่ยมครอบครัวที่อยู่ในกรุงเทพฯ

อีก  2 ชั่วโมง ต่อมา 2 นายตำรวจในชุดไปรเวท ก็มาถึงหมู่บ้านปัฐวิกรณ์ ด้วยรถเบนซ์ของชลอ ตอนนั้นเวลาใกล้ค่ำแล้ว แดดเริ่มจะหมด ฟ้าเริ่มจะเปลี่ยนเป็นสีเข้มลงทุกขณะ

บ้านจัดสรรที่เพิ่งขึ้นในย่านชานเมืองอย่าง ลาดพร้าว คลองกุ่ม คนมาซื้อยังไม่พลุกพล่านมากนัก บ้านบางหลังก็อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ดูๆแล้วก็เปลี่ยวเอาการอยู่

พันตำรวจตรีสำเริง จับพวงมาลัยเลี้ยวซ้ายขวาไปตามที่นายตำรวจรุ่นพี่สั่ง  กำลังเพลินๆกับการขับรถยุโรป ถึงกับสะดุ้ง เพราะเสียงของชลอดังขึ้น

“เฮ้ย…ไอ้มุยคำ มึงเลี้ยวซ้ายซอยหน้าแล้วจอดรถ แล้วลงมากับกู เอาปืนมึงมาด้วย”

“มีอะไรหรือพี่.”

สำเริงถามเพื่อทราบถึงสถานการณ์ที่นายตำรวจรุ่นพี่สั่งให้เอาปืนลงมา

“ใครไม่รู้ มันด้อมๆมองๆอยู่กำแพงหน้าบ้านกู เลยให้มึงเลี้ยวเข้ามาก่อน เดี๋ยวย่องไปดูกัน ไอ้เหี้ยนั่นมันเป็นใคร….”

ชลอพูดพร้อมชักปืนโคลต์ ขนาด 11 มม.สีดำมะเมื่อมออกมาขึ้นลำพร้อมลั่นไก

สองนายตำรวจเมืองลิง ค่อยๆเดินเลี้ยวออกจากปากซอย พาร่างแนบไปกับกำแพงบ้านที่สร้างเสร็จแล้ว แต่ยังไม่มีคนเข้ามาอยู่เป็นการอำพรางตัว โชคดีที่มันมืดแล้ว แต่ไฟฟ้าจากเสาไฟของหมู่บ้านหน้าบ้านของพันตำรวจเอกชลอ ส่องให้เห็นชายคนหนึ่ง อายุราว 25-30 ปี รูปร่างพอฟัดพอเหวี่ยงกับชลอ ไว้ผมรองสั้นรองทรง ดูลักษณะท่าทางแล้วเหมือนตำรวจนอกเครื่องแบบ

ถัดจากรั้วบ้านของชลอไปประมาณ 10 เมตร เป็นพงหญ้า มีรถจักรยานยนต์คันหนึ่งคาดว่าน่าจะเป็นของชายต้องสงสัยคนนี้

สำเริงนึกชมนายตำรวจรุ่นพี่ในใจ เพราะตาไวเห็นคนแปลกหน้ามาด้อมๆมองๆหน้าบ้านตัวเอง ด้วยพฤติกรรมที่ไม่น่าไว้ใจ แต่ขณะเดียวกัน หัวใจก็เต้นตุบตับ เพราะไม่รู้ว่า มันเป็นใคร มาดีหรือมาร้าย แต่มือก็ยังกำ SMITH&WESSON ขนาด .357 ลำกล้อง 4 นิ้ว ไว้แน่น

ไอ้ชายแปลกหน้า ไม่ทันสังเกตเห็น 2 นายตำรวจ ที่ค่อยๆเดินเลาะกำแพงจนมาอยู่ตรงข้าม  เพราะมัวแต่มองเข้าไปในบ้านของหัวหน้าตำรวจเมืองละโว้

ไวปานสายฟ้าแลบ สำเริงเห็นนายตำรวจรุ่นพี่ สาวเท้าไม่กี่ครั้งก็ถึงตัวชายแปลกหน้าคนนี้ พร้อมด้ามปืน 11 มม.ที่ทุบเข้าไปที่ท้ายทอยอย่างแรงจนได้ยินเสียงดังบึก ส่งผลให้ชายคนดังกล่าวทรุดลงไปกองกับพื้น

ชลอเลิกเสื้อของชายคนดังกล่าว เห็นปืนลูกโม.38 เหน็บอยู่ที่เอว 1 กระบอก จึงควักออกมาเหน็บที่เอวตัวเอง ก่อนโยนกุญแจบ้านให้สำเริงรับ และสั่งให้เปิดประตูเพื่อลากอาคันตุกะแปลกหน้านี้เข้าไปในบ้าน

มันขยับตัวพยายามจะลุกขึ้น ชลอใช้ด้ามปืนฟาดผลั่วเข้าไปที่แสกหน้าอีกครั้ง คราวนี้เลือดพุ่งจากกลางหน้าผากเป็นน้ำพุแตก ขณะที่สำเริงค้นตัวพบกระเป๋าสตางค์อยู่ในกระเป๋ากางเกง และถึงกับสะดุ้ง เมื่อเห็นภาพพันตำรวจเอกชลอ ที่ตัดมาจากหนังสือพิมพ์อยู่ในกระเป๋าสตางค์ที่ว่า

“พี่ลอ…มันมีรูปพี่ด้วย”

“มึงจะมายิงกูเหรอ ไอ้สัตว์ ใครส่งมึงมา”

ชลอคำราม พร้อมกระหน่ำด้ามปืนซ้ำไปที่แผลแตกกลางหน้าผากอีกครั้ง

“ มันมีเบอร์โทรศัพท์เขียนชื่อ ไอ้มะกูเด ลูกน้องไอ้หยอง กับ ไอ้น้อยด้วย”

สารวัตรใหญ่สถานีตำรวจภูธรอำเภอชัยบาดาลรายงานต่อ

“งั้นสวย… ไอ้มุยคำ กลับไปเอารถ เดี๋ยวเอาไอ้เหี้ยนี่กลับลพบุรีกัน”

ชลอสั่งด้วยน้ำเสียงเข้มหลังรู้ว่า ไอ้ชายคนนี้เป็นลูกน้องของมะกูเด มือขวาเสี่ยหยอง ผู้ต้องหาคนสำคัญที่เขากำลังตามไล่ล่ามารับโทษ แต่มันกลับส่งคนมาสังหารเขาถึงบ้านที่กรุงเทพฯ

อีกไม่ถึง 10 นาที สำเริงขับรถกลับมาจอดหน้าบ้านของนายตำรวจรุ่นพี่

ส่วนมือปืนที่บังอาจกล้ามาดักสังหารนายตำรวจมือปราบ  กลายเป็นเชลยศึก เมื่อถูกชลอเอาเชือก และผ้าจากไหนไม่รู้มัดมือมัดเท้าไพล่หลังแอ่น ส่วนตา และปากก็ถูกผูกไว้อย่างแน่นหนา

ทั้งๆที่อยู่ในความมืด สำเริงเห็นชลอหน้าแดงก่ำ ผสมกับเสียงหายใจแรงๆของไอ้มือปืนดวงกุดรายนี้ ก่อนที่จะได้ยินชลอสั่งให้ไปเปิดกระโปรงหลังรถ และมาช่วยกันยกไอ้มือปืนสวะรายนี้ไปไว้ในกระโปรงด้านหลังทันที

“ไอ้มุยคำ …มึงขับก่อน กูเปลี่ยนใจแล้ว อยากเอาไอ้เหี้ยนี่กลับคุ้ม”

ชลอสั่งลูกน้อง พร้อมเดินเข้าไปเปิดที่นั่งฝั่งซ้าย โดยมีสำเริงทำหน้าที่ขับรถ หลังปิดประตูบ้านเรียบร้อย

“ตอนมึงไปเอารถเมื่อกี้ มันบอกว่า มันจะมายิงกูทดแทนบุญคุณให้ไอ้หยอง….”

“แล้วมันเป็นใครล่ะพี่”สำเริงซัก

“จะเป็นใครก็ช่าง ถ้ามันกล้ามาฆ่ากู กูก็ไม่เอาไว้”

ชลอคำรามพร้อมกัดกรามเป็นสันนูนด้วยความแค้น ไอ้หยอง ทายาทไบคาน ที่ส่งคนมายิงเขาถึงบ้านพักในกรุงเทพฯที่น้อยคนไม่รู้ว่า ชลอมาซื้อไว้

แว่บหนึ่งในวาบความคิดระหว่างรถเบนซ์ทะยานฝ่าความมืดออกจากเมืองหลวง

ชลอรู้สึกเป็นห่วงลูกๆทั้ง 3 คน และครอบครัวขึ้นมาเฉยๆ