ทำไมตำรวจกลายเป็นอาชีพที่บรรลุธรรม จำเป็นต้องน้อมนำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามาปรับใช้กับการดำเนินชีวิต

ด้วยการปล่อยวาง

บทความจากผู้เขียนคนเดิมเมื่อวันก่อนยังมีสาระที่เห็นควรนำมาเผยแพร่ให้อ่านกันต่อ

เขาบอกว่า

การเป็นตำรวจจะทำให้คุณมีโอกาส

1. รู้ระดับความโลภ โกรธ หลงของตัวเอง คุณจะได้รู้จักตัวเองว่า คุณมีความ “อยากได้ อยากมี อยากเป็น” มากแค่ไหน

เวลาที่คุณผิดหวังไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง

เวลามีใครมาแย่งตำแหน่งของคุณ

เวลามีใครมาใส่ร้ายป้ายสีคุณ เพื่อเตะคุณออกจากตำแหน่ง

คุณสามารถระงับความโกรธได้หรือไม่ หรือเวลาที่คุณอยู่ในตำแหน่งที่มีผลประโยชน์ มีคนห้อมล้อมเอาใจ คุณยังมีความยินดีปรีดาและติดอยู่ในสิ่งยั่วยวนเหล่านี้มากน้อยเพียงใด

  1. 2. ได้รู้จักสัจธรรมของชีวิตในเรื่อง “มียศ เสื่อมยศ มีลาภ เสื่อมลาภ”

เพราะเวลาที่คุณอยู่ในราชการกับตอนที่คุณพ้นจากราชการไปแล้ว มันเป็นคนละเรื่องกันเลย ผู้คนหรือลูกน้องที่เคยล้อมหน้าล้อมหลังจะหายไป คนที่เคยโทรมาคุย คนที่เคยเอาอะไรมาให้ หรือแม้กระทั่งคนที่เคยยกมือไหว้จะลดน้อยลงอย่างน่าใจหาย

การหายไม่ใช่ค่อยๆ หาย แต่เป็นการหายวับไปกับตา

คุณจะทำใจได้หรือเปล่า

  1. 3. ได้พบกับความไม่เที่ยงแท้ของสรรพสิ่ง รวมถึงตำแหน่งหน้าที่ราชการของคุณด้วย

ตำแหน่งที่คุณอยู่ ไม่ว่าจะดีแค่ไหน ยิ่งใหญ่เพียงใด คุณก็ไม่มีโอกาสได้อยู่ในตำแหน่งนั้นตลอดไป ต้องมีคนหมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนมาครอบครองทดแทนอยู่เสมอ

คุณเป็นเพียงคนที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

ต่างแต่เพียงว่า… จะผ่านไปอย่างให้คนเขาสรรเสริญ ชื่นชมหรือผ่านไปอย่างคนที่ไม่มีอะไรน่าจดจำ แถมเวลานึกถึงทีไร ก็ขนลุกขนพองด้วยความรังเกียจทุกครั้ง

ตำรวจคนใดที่อาศัยโอกาสดังกล่าวนี้ พัฒนาจิตใจของตนเองอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ในที่สุดแล้วก็จะทำให้ตำรวจคนนั้น พ้นทุกข์ พ้นร้อน พ้นเวร พ้นกรรม ไปอย่างที่คนอาชีพอื่นๆ ต้องเฝ้ามองด้วยความอิจฉา

ถ้าตำรวจคนใดที่ยังคิดไม่ได้ ก็ขอให้รีบ “ตื่นรู้” เสียตั้งแต่บัดนี้

เพื่ออนาคตที่สดใสของท่านทั้งในชาตินี้ ชาติหน้า และชาติต่อๆ ไป