เคยตกเป็นจำเลยข้อหาบงการฆ่านายสมเกียรติ จันทร์หิรัญ ประธานองค์การบริหารส่วนตำบลเนินแดง จังหวัดอุทัยธานี เลขานุการส่วนตัวนายประแสง มงคลศิริ ส.ส.พรรคไทยรักไทย ในสมัยนั้น อีกทั้งยังพัวพันคดีมือปืนสังหารนางนิตยา เพทายบรรลือ ผู้จัดการส่วนบัญชีของบริษัทรับเหมาก่อสร้างใจกลางกรุง

          ทำเอานายชาดา ไทยเศรษฐ์ อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองอุทัยธานีต้องเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในคุกนาน 22 เดือน พร้อมนายสาคร บุษวะดี หรือ ส.จ.เปี๊ยก ลูกน้องคนสนิท กระทั่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ลบมลทินให้เขากลับถิ่นเก่าไปเล่นการเมืองที่บ้านเกิด นั่งเก้าอี้รองนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองอุทัยธานีอีกครั้ง

แต่กระนั้นยังไม่วายถูกสังคมจับตามองว่าเป็น “เจ้าพ่อ” ผู้มีอิทธิพลในเขตภาคเหนือตอนล่างภาคกลางตอนบนที่ใคร ๆ ต่างเกรงกลัว

วันนี้อดีตนายกเล็กเมืองอุทัยธานียอมออกมาเปิดอกกับทีมงาน COP’S MAGAZINE ถึงชีวิตที่ผ่านมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันในบางแง่มุมความคิดที่หลายคนอาจไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของเขา

ว่าเป็นเจ้าพ่อเมืองอุทัยธานีอย่างที่ร่ำลือกันจริงหรือ

“ผมเกิดที่อุทัยฯ พ่อก็เป็นคนอุทัยฯ ส่วนแม่เป็นคนกาญจนบุรี ทำธุรกิจค้าเนื้อของต้นตระกูลปู่ที่เดินทางจากต่างประเทศมาตั้งรกรากอยู่ที่นี่” นายกฯ ชาดา เริ่มต้นเล่าอดีต

เผชิญวิบากกรรมมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ เมื่อพ่อถูกยิงตายสาเหตุมาจากธุรกิจค้าเนื้อที่ทำอยู่ เข้ามาเรียนกรุงเทพฯ วันแรกที่โรงเรียนอิสลามวิทยาลัยก็ก่อเรื่องชกต่อยเพื่อนต่างห้องหลังถูกกลั่นแกล้ง ล้อเลียนดูถูกว่าเป็น “เด็กบ้านนอก” เนื่องจากจังหวัดอุทัยธานีในสมัยนั้นไม่มีระบุอยู่ในแผนที่ประเทศไทยตามปกหลังสมุดเรียนที่ครูแจกให้ด้วยซ้ำ

พออายุ 14 ปี แม่ก็มาถูกยิงตาย

ไม่กี่เดือนถัดมาพี่ชายก็ต้องมาสังเวยชีวิตเช่นเดียวกัน

เหลือตัวเขาแค่น้องสาว ผู้เป็นตาเลยให้ไปอยู่ที่เมืองกาญจนบุรีเพราะกลัวจะตกชะตากรรมไม่ต่างจากพ่อแม่และพี่ชาย หวังให้ใช้ชีวิตยึดอาชีพอยู่ที่นั่น กระทั่งคืนหนึ่งมีโอกาสพูดคุยกับแขกปาทานต่างถิ่น

“เขาบอกผมว่าทำไมไม่กลับไม่อยู่อุทัยฯ เมืองกาญจน์ ไม่ใช่บ้านแก เหมือนตัวเขาที่บอกว่าที่นี่ก็ไม่ใช่แผ่นดินเขา ยังไงเขาก็ต้องกลับบ้าน มันทำให้ผมเก็บไปนอนคิดทั้งคืน รุ่งขึ้นตัดสินใจไปบอกตาว่าจะขอกลับอุทัยฯ ตามองหน้าผมก่อนย้อนถามว่า วันที่พ่อแกตาย ฉันก็ไม่รับแม่แกมาอยู่ด้วยกัน แม่แกก็ไม่มา แม่แกก็ตาย พี่ชายแกก็ไม่มาแล้วก็ตาย นี่แกจะไปอีกคนเหรอ”

“ผมคิดในใจว่ามันก็แผ่นดินของเรา บ้านเกิดของเราจะหนีทำไม”

มีเงินแค่ 2 พันบาทตัดสินใจเก็บเสื้อผ้ากลับบ้านอุทัยธานียึดธุรกิจค้าเนื้อของตระกูลต่อด้วยวัยไม่ถึง 15 ปี  แต่ไม่กี่วันก็เจอดี เมื่อนักเลงรุ่นเก๋า “เสือจิตร” ที่ทุกคนรู้กิตติศัพท์กันดีว่าชักปืนไวยิงปืนแม่นเข้ามาในบ้าน

บีบบังคับให้เขาต้องสู้เพื่อความอยู่รอด

“ระหว่างกำลังนั่งนับเงินค้าเนื้อราว 2 หมื่นกว่าบาท เสือจิตรเข้ามาทักทายแล้วคว้าถุงเงินไปต่อหน้าต่อตา มันบอกว่าพี่ขอนะ พี่รับใช้บ้านเรามาเยอะแล้ว ผมอึ้งไปเลย สมองพยายามคิดหาทางออก เดินตามไปพูดดีด้วยว่าไม่มีปัญหา แต่ใจคิดว่ายอมไม่ได้ ถ้ายอมต้องโดนอีก คิดตลอดทาง กระทั่งจังหวะสุดท้ายที่มันคร่อมมอเตอร์ไซค์ ถ้าไม่ตัดสินใจไม่ได้แล้ว ผมเลยจกปืนขึ้นจี้เลย” อดีตนายกเล็กเมืองอุทัยย้อนนาทีระทึก

“เสือจิตรอึ้งต่อเหตุการณ์ไม่คิดว่าเด็กอย่างผมจะกล้า ผมตะโกนให้ทิ้งถุงเงิน มันก็ทิ้งแล้วซ้อนมอเตอร์ไซค์ออกไปเลย ส่วนผมไม่ได้มองด้วยซ้ำ ถุงเงินก็ไม่หยิบ เดินเข้าห้องน้ำ นั่งยอง ๆ อยู่นานเกือบครึ่งชั่วโมง ขาสั่น ใจเต้น คิดอยู่นานว่าถ้าเกิดชักปืนติดชายเสื้อแล้วจะเกิดอะไรขึ้น คิดไปต่าง ๆนานาจต้องเปิดฝักบัวเอาน้ำรดหัวอยู่พักใหญ่”

นับจากวันนั้นก็ไม่เห็นเงาของเสือชื่อดังที่ชักปืนไวยิงปืนแม่นอีกเลย

ยุคแรกที่โดดมาทำธุรกิจเนื้อแทนพี่ชายที่ถูกฆ่า หนุ่มรุ่นอย่างเขายังต้องขับเคี่ยวกับ “กำนันหลอง” ผู้อิทธิพลรุ่นเดอะที่พยายามเข้ามาเบียดโควต้าเขียงเนื้อ บังคับให้ซื้อควายขโมย  “แต่ผมไม่ซื้อ เพราะเคยเจอชาวนาสองผัวเมียเอาที่นามาเร่ขายใช้หนี้ควายที่เช่ามาแล้วถูกขโมย อีกทั้งยังเกลียดขโมยมาตั้งแต่เด็ก เคยถูกครูตีเพราะไอ้โจรขโมยควายนี่แหละ เนื่องจากสมัยก่อนต้องนั่งเฝ้าขโมยตอนดึก   ตื่นมาตอนเช้าไปโรงเรียนก็นั่งหลับเลยถูกไม้เรียว มันทำให้ผมเกลียดขโมยมาก” นายกฯ ชาดาบอก

เมื่อไม่ยอม กำนันหลองใช้อิทธิพลข่มขู่สารพัด ทำตัวใหญ่คับเมือง ส่งคนมาไล่ยิง ยกพวกยิงกันไปยิงกันมา “ผมก็ต้องสู้ จนฝ่ายนั้นถูกจับ แต่ปัญหาเรื่องหัวขโมยในอุทัยฯยังไม่จบ ผมมีพรรคพวกเป็นตำรวจมาก สมัยนั้นใช้นโยบายโจรปราบโจร พวกผมและชาวบ้านจึงช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกแรงกลายเป็นความผูกพันแน่นแฟ้นกันมานาน รู้จักกันหมด”

ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้หลายคนมองว่าเป็นผู้มีอิทธิพล

หลังตำรวจรุ่นเก่าย้ายไป รุ่นใหม่ย้ายเข้ามา เวลามีเหตุเกิดขึ้นก็มักมาถามว่าใครอยู่เบื้องหลัง “พอบอกว่าผมไม่ใช่เทวดา จะรู้เหรอ เขาก็หาว่าไม่ให้ความร่วมมือ มีอะไรก็จะโทษผม อีกหน่อยลูกผมตายก็ต้องมาโทษผมเหรอ เมื่อก่อนผมเป็นเด็ก ไม่โต้ตอบใคร บอกแค่ว่า ถ้าไม่ใช่มาขอโทษด้วยนะ แต่ก็ไม่มีใครมาขอโทษ วันนี้ผมโตแล้ว หากใครยังมาถามผม ผมจะบอกเลยว่าโง่  โง่ที่เป็นตำรวจ โง่ที่ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน และโง่ที่คนทำจริงมันจะสบาย”

“ถนนทุกสายมุ่งมาที่ผม หาว่าผมเป็นเจ้าพ่อ ผู้หญิงที่คลุกคลีกับผมยังพูดเลย นี่เหรอเจ้าพ่อ  ผมไม่มีมือปืนไปไหนด้วย แต่ เด็ก ๆ อุทัยฯ หลายคนก็อยากจะเดินตามผม พ่อแม่มีลูกเกเรเขาก็อยากมาฝากผมให้ช่วยสั่งสอน ด้วยที่ว่าผมผ่านวิถีชีวิตเจออะไรสารพัด ผมสอนหมด ผมสอนแบบนักเลง แต่พวกนี้ไม่มีศักยภาพคุ้มกันผมหรอก มีแต่ผมนั่นแหละที่คุ้มกันมัน” หนุ่มใหญ่เมืองอุทัยธานีระบายความในใจ

“หลายคนอยู่กันแบบพี่น้อง เพื่อนฝูง ผมถือว่าคนที่ไปไหนกับผมต้องเป็นคนอุทัยฯ ช่วยเหลือกันได้ทุกคน ใครจะมีปัญญาไปเลี้ยงมือปืนแล้วไม่คิดบ้างหรือว่า มือปืนสักวันหากมีคนให้เงินมากกว่ามันก็ฆ่าเราได้ แต่เพื่อนไม่ทิ้งเราแน่ คนบ้านเดียวกันก็ไม่ฆ่ากันอยู่แล้ว”

อดีตนายกเทศมนตรีคนดังตั้งปณิธานไว้ด้วยว่า  ตลอดชีวิตไม่คิดค้ายาเสพติด ไม่รับจ้างฆ่าคน ไม่ค้าอาวุธ  ไม่ค้าคน เพราะถือว่า มีวีธีอื่นที่จะทำมาหากินอีกเยอะ ถึงเป็นนักเลงก็ต้องมีคุณธรรมและจะย้ำกับทุกคนที่ติดตามเสมอ “ผมถือว่าคนที่เป็นศัตรูกับผม ไม่ใช่ทำอะไรผิดเสมอพยายามให้ความเป็นธรรม เอาความดีชนะความเลว แต่พอวันที่เข้าเรือนจำ ส.จ.เปี๊ยกกลับย้อมถามผมว่า ที่นายกฯให้ทำความดีแล้วนี่เหรอตรวนที่เราได้รับตอบแทนความดี ตอนนั้นผมก็ไม่รู้จะตอบว่าอะไรเหมือนกัน  กระทั่งมีชาวบ้านมาเยี่ยม ผมเลยบอกไปว่าจำไว้นะ ถึงเราจะถูกประหารชีวิต แต่ไม่มีใคร นักการเมืองคนไหนได้รับแรงใจมากขนาดนี้”

ถามว่าตอนที่อยู่เรือนจำรู้สึกอย่างไร นายกฯชาดา พูดอย่างอารมณ์ดีว่า เหมือนกลับมาเป็นเด็กใหม่  สนุก เนื่องจากเกือบ10 ปีคิดแต่เรื่องงาน ห่างจากลูกพอสมควร เมื่อไม่มีหน้าที่ต้องพัฒนาเมืองอุทัยฯ ก็ทำตัวสนุกสนาน เล่นกีฬา เล่านิทานตลก ๆ  ได้ความสนุกสนาน คลายสมองได้มุมมองมากมาย ได้สุขภาพจิตกลับมา คุยกับลูกมากขึ้น ทั้งยังได้รู้จิตใจคนว่าใครเป็นใคร

“มันเป็นสิ่งที่ผมย้ำกับ ส.จ.เปี๊ยกตอนอยู่ในคุกเสมอ ขอให้ทำด้วยจิตใจบริสุทธิ์ชาวบ้านไม่ทิ้งเราแน่ อุตสาห์นั่งรถจากอุทัยฯ มาเยี่ยมจนผมบอกอย่ามา มีเวลาคุย 20 นาที พวกผมติดคุกยังไม่เยี่ยมเลย ไม่ตายหรอก นี่ไง ส.จ.ภูมิใจไหม ถึงจะถูกตัดสินประหารชิวิต มันเป็นสิ่งที่เราทำมาตลอด ท่านนายกฯทักษิณมีเรื่องก็ไม่ได้แรงใจขนาดนี้ กำนันเป๊าะสร้างเมืองชลบุรีมากกว่าผมเยอะแยะแต่ยังไม่ได้เท่านี้ คนอุทัยฯ เขาเห็นผมมาตั้งแต่เล็ก เขารู้ว่าผมเป็นคนอย่างไร”

“ตอนโดนจับก็ถามลูกว่า อายเพื่อนไหม เขาตอบว่าไม่อาย หนูรู้ว่าพ่อหนูเป็นใคร

ผมบอกว่า ตอนพ่อเกิดมา แม่พ่อถอดเกียร์ถอยหลังทิ้งก็เลยต้องเดินหน้าลุยมันอย่างนี้ สู้ไม่ได้ก็เหยียบเบรก ลูกผมทำท่าจะเข้าใจ พอปีใหม่เขียนการ์ดอวยพรมา บรรยายถ้อยคำทำให้ผมยิ้มได้ว่า คนเราบางครั้งการหยุดอยู่กับที่ก็มองอะไรได้กว้างขึ้น แต่ถ้าถอยหลังบ้างก็อาจจะเห็นอะไรได้เยอะ แล้วยังมีแรงให้กระโดดข้ามได้ไกลขึ้น”

เป็นอีกกำลังใจสำคัญในยามที่ต้องใช้ชีวิตจองจำอยู่ในคุก

สำหรับอนาคตต่อไป อดีตนายกเทศมนตรีที่ผันตัวลดฐานะเป็นแค่รองนายกเทศมนตรีในถิ่นเก่าบอกว่า “หลังจากผมออกมาเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ได้รู้จักตัวตน เมื่อก่อนไม่เที่ยว ไวน์ไม่เคยกิน  เคยต่อสู้ไม่ให้เธคอุทัยธานีเปิด แต่มันก็เปิดจนได้ ทุกวันนี้ วันศุกร์ผมจะไปเที่ยวไปเล่น ไปเต้นคนเดียว ฟังเพลงพีซเมคเกอร์ โปเตโต้ ทั้งที่เมื่อก่อนรู้จักแต่คาราบาว  ผมไป ผมเต้นอย่างเดียว ไม่สนใจใคร ขี่ฮาเล่ย์ไปเสร็จแล้วก็กลับ”

อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังยืนยันจะลงเล่นการเมืองในสนามเลือกตั้งใหญ่ในอนาคตเพื่อพัฒนาบ้านเกิดตามความมุ่งมั่นเดิมที่ใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก

พร้อมกับคำสัญญาว่า “ชีวิตที่เหลือเพื่อเมืองอุทัยฯ”

ชาดา ไทยเศรษฐ์ !!!