“ไม่มีสิ่งใดอยู่กับเราได้อย่างถาวร ไม่ว่าจะสุข หรือ ทุกข์ การมีสติจะสามารถทำให้ทุกอย่างผ่านพ้นได้ ไม่ว่าปัญหาจะหนักแค่ไหน ทุกธุรกิจ ทุกการดำเนินชีวิต ล้วนมีปัญหาและอุปสรรคด้วยกันทั้งนั้น แต่เราจะนำปัญหาที่เกิดขึ้นเหล่านั้น มาเป็นโอกาสในการดำเนินธุรกิจ หรือเป็นประสบการณ์การดำเนินชีวิตอย่างแข็งแกร่งได้ในอนาคตต่อไป หรือที่เขาเรียกมันว่า “Positive Thinking” ซึ่งมันสร้างให้เรามีกำลังขับเคลื่อนพร้อมเดินต่อได้” นี่เป็นประโยคที่นักธุรกิจสาวสมัยใหม่อย่าง “ดิ๊ก” พนิดา ศรีธิพรรณ์ ที่กล่าวถึงการใช้สติแก้ปัญหาเมื่อเจออุปสรรคปัญหาเวลาทำธุรกิจ หรือประสบปัญหาชีวิตน้อยใหญ่

คุณดิ๊ก จบปริญญาตรี สาขาการจัดการโรงแรมและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ มีประสบการณ์การทำงานมาหลายอย่าง เริ่มทำงานตั้งแต่สมัยยังเรียนหนังสือ อาทิ เด็กเสิร์ฟ พีอาร์โรงแรม สตาฟฟ์ทัวร์ ไกด์นำเที่ยว ขายของในห้าง หรือแม้แต่ขายออนไลน์ ตอนนี้ดำเนินธุรกิจด้านยานยนต์ เพราะคิดว่าการทำงานนี้สนุก มีความท้าทาย และรู้สึกว่าในโลกนี้ยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะ โดยเฉพาะธุรกิจยายนต์มีตลาดขนาดใหญ่ ประกอบกับผู้คนส่วนใหญ่ต้องมีรถกันทุกคน มั่นใจว่าธุรกิจนี้น่าจะเหมาะ และน่าจะไปได้ดี

“จากประสบการณ์การทำงานที่หลากหลาย ไล่มาตั้งแต่สมัยเรียน จนกระทั่งเรียนจบ และปัจจุบันมาทำธุรกิจด้านยานยนต์ ทำให้ได้ประสบการณ์ชีวิต และประสบการณ์ด้านการทำงานที่ดีมาก สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการทำธุรกิจในปัจจุบัน เพราะตั้งแต่เริ่มทำงานการเจอผู้คนที่มากหน้าหลายตา การสังเกตบุคลิกนิสัยใจคอ พฤติกรรม ของผู้ซื้อ ผู้ขาย ผู้ใช้บริการ ทั้งคนดีและขี้เมา มากมายหลายๆแบบ ทำให้เราเข้าใจผู้คนได้หลายรูปแบบ ง่ายต่อการตัดสินใจ อย่างเช่นเราเจอคนบุคลิกเช่นนี้ เราก็จะทราบว่าเขาเหมาะกับงานแบบใด เราต้องใช้คำพูดแบบไหนกับคนประเภทไหน” นักธุรกิจสาวคนเก่งอธิบายประสบการณ์ในอดีตที่นำมาใช้ในงานปัจจุบัน

สำหรับเธอแล้ว คุณดิ๊กบอกว่า คงไม่ต่างอะไรจากคนไทยทั้งประเทศ ที่ระลึกถึงเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินที่ทรงงานเป็นแบบอย่าง เป็นต้นแบบการดำเนินชีวิต การทำงาน การเสียสละเป็นผู้ให้ นั้นคือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 สำหรับตัวเองแล้ว พระองค์ท่านทรงเป็นแบบอย่างในเรื่องการดำเนินชีวิตและในการทำงาน พระองค์ท่านเป็นแรงบันดาลใจทำให้เราอยากทำได้ อย่างที่พระองค์ท่านทำ และไม่ท้อในทุกครั้งที่ได้ทำเพื่อคนอื่น โดยจะมีคติที่ยึดมาโดยตลอดคือ “ลงมือทำอย่างเต็มที่ การกล่าวขานเป็นหน้าที่ของผู้อื่น” เพราะเมื่อเราลงมือตั้งใจทำอย่างเต็มที่ ก็จะไม่เสียใจ ให้ผลงานเป็นตัวตัดสิน เราจะไม่พูดให้คนเชื่อ แต่ให้ผลงานและการกระทำมันฟ้องเอง ไม่จำเป็นต้องยกยอตัวเองให้คนอื่นฟัง ถ้าเราทำดี ทำเต็มที่แล้ว คนที่เห็นเขาจะชื่นชมและให้กำลังใจเราเอง

แน่นอนว่าเมื่อพูดคุยกับนักธุรกิจสาว ก็ไม่วายถามถึงเรื่องความสวยความงาม ความเก่งของผู้หญิงในแบบมุมมองของผู้หญิงเอง สำหรับผู้หญิงสวยตามแบบฉบับสาวสมัยใหม่ของคุณดิก เธอบอกว่า รูปลักษณ์ผู้หญิงสวยในมุมมองของเธอต้องเป็นคนที่หน้าคม ตาโต ผิวขาว มีก้น มีหน้าอก มีน้ำมีนวลนิดๆ แต่เหนือรูปลักษณ์ก็ต้องเป็นจิตใจ ที่เขาเรียกว่าสวยจากภายใน จิตใจดี คิดดี พูดจาดี ทำดี จะได้ครบเครื่องว่าสวยจากภายในสู่ภายนอก จะให้เป็นข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรงก็คงไม่เข้าท่าสักเท่าไหร่ สำหรับผู้หญิงเก่ง ก็ต้องเป็นคนขยัน เพราะผู้หญิงที่ขยันมองอย่างไรก็มีเสน่ห์ มีความมั่นใจในตัวเอง มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ กล้าได้กล้าเสีย กล้าตัดสินใจ โดยที่ตัวเองและผู้อื่นไม่เดือดร้อน

“เรายังต้องเรียนรู้อะไรอีกหลายอย่างมากมาย เพื่อพัฒนาตัวเอง สร้างความเจริญให้กับตัวเอง จนสามารถหยิบยื่นและแบ่งปันความสำเร็จให้แก่ผู้อื่นได้  แต่ถ้าถามว่าตอนนี้ประสบความสำเร็จหรือยัง ก็คิดว่ายังอีกไกล  เพราะอะไรถึงยังไม่สำเร็จ ก็เพราะมันไม่มีอยู่จริง  อีกอย่างคือความสำเร็จหรือเป้าหมายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอาจมองว่าสิ่งที่เราเป็นอยู่ ทำอยู่ ได้รับอยู่ คือ ความสำเร็จ บางคนตั้งความสำเร็จเป็นขั้นบันได ตั้งแต่เรียน ทำงาน มีรถ มีบ้าน มีครอบครัว ฯ” คุณดิ๊ก เล่าแบบอารมณ์ขัน และว่า ขอฝาก บริษัท Marshal Aeropart จำกัด ไว้ในอ้อมใจท่านผู้อ่าน โดยเราผลิตชุดแต่งรถยนต์ ในชื่อแบรนด์ Amotriz ชุดแต่งรอบคัน เรามีทุกรุ่นทุกยี่ห้อค่ะ เป็นงานที่ออกแบบเองโดยใช้เทคโนโลยี ระบบ 3D Full sysem ช่วยสร้างคุณภาพของชิ้นงาน ที่สูงกว่างานตามท้องตลาดทั่วไป สามารถติดตามผลงานหรือสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : AmotriZ Bodykits Car หรือ เว็บไซต์ WWW.Amotriz.com

ท้ายนี้ “ดิ๊ก” พนิดา ศรีธิพรรณ์ บอกว่า ผู้หญิงยุคปัจจุบันกับสมัยก่อนแตกต่างกัน เพราะผู้หญิงสมัยก่อนไม่มีสิทธิ์ และเสรีภาพ เหมือนปัจจุบัน ซึ่งผู้ชายหรือผู้คนส่วนใหญ่ในสมัยก่อน ไม่ยอมรับและยินยอมให้มีสิทธิ์ที่เท่าเทียมกับผู้ชาย ทำให้บทบาทและหน้าที่ของผู้หญิงในสมัยก่อนจึงทำได้เพียงดูแลบ้านและสามีเท่านั้น ต่างจากยุคปัจจุบันที่ผู้หญิงมีความเสรีทางความคิด มีอิสระภาพที่จะทำงานต่างๆนานา ผู้หญิงในปัจจุบันจึงได้มีโอกาสแสดงความสามารถของตัวเอง จนทุกคนทั่วโลกยอมรับและชื่นชมมากขึ้น ถ้าไม่เชื่อลองเช็ก CEO หญิงที่เมืองไทยดูได้เลย ว่ามีมากแค่ไหน..!!