หลายคนพยายามทำตามความฝันในวันที่ยังพอมีแรงวิ่งไล่หาความสำเร็จ

เรื่องราวของตำรวจหญิงตัวเล็กคนนี้ก็เช่นกัน

เธอเลือกก้าวเดินย้ำรอยเลือดเนื้อเชื้อไขอย่างปู่และพ่อสวมเครื่องแบบผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ประกาศยึดอุดมการณ์แบบอย่างที่ซึมซับมาจากครอบครัว

ส.ต.ท.หญิง สมฤทัย รองทอง ผู้บังคับหมู่กองกำกับการ 2 กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ตำรวจ “พลร่มหญิง” แม้ไม่อิงแนวบู๊เหมือนชุดต่อต้านก่อการร้ายอย่าง “ทีมนเรศวร 261 แต่ฝีไม้ลายมือเรื่องการยิงปืนไม่เป็นรองใคร

เพราะเลือกใส่ใจและรักที่จะฝึกฝนอยู่เสมอ

 

เกิดมาเป็นดวงใจของพ่อ ขอเจริญรอยตามเครื่องแบบสีกากี

สิบตำรวจโทสาวเติบโตคลุกคลีอยู่ในวงการสีกากีมาตั้งแต่ลืมตาดูโลกที่โรงพยาบาลตำรวจ เสมือนดวงใจของพ่อตามชื่อที่ตั้งไว้ว่า “สมฤทัย” ทายาท ร.ต.ท.สมพงษ์ รองทอง รองสารวัตรจราจร สถานีตำรวจนครบาลลุมพินี และเป็นหลานปู่ของ จ.ส.ต.ทวี รองทอง อดีตตำรวจพลร่มค่ายนเรศวรผู้ล่วงลับ ด้วยความที่เดินเล่นกินนอนอยู่ในแฟลตโรงพักทำให้ซับซับการทำงานของตำรวจไปอย่างไม่รู้ตัว

วัยเด็กเริ่มต้นอนุบาลที่โรงเรียนจุไรรัตน์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ไปต่อชั้นประถมโรงเรียนมหาไถ่ศึกษา ซอยร่วมฤดี ที่อยู่ไม่ห่างจากแฟลตโรงพักลุมพินีจนถึงชั้นมัธยมต้น ก่อนเข้ามัธยมปลายโรงเรียนศรีวิกรม์รุ่น 48 จากนั้นเลือกเข้าเรียนคณะรัฐประศาสนศาสตร์  มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

“ความฝันวัยเด็กนะหรือ อยากเป็นตำรวจเหมือนที่บ้าน เหมือนคุณพ่อ เหมือนคุณปู่” สิบตำรวจหญิงพลร่มตั้งปณิธานไว้ แม้รู้เต็มอกว่า ค่าตอบแทนของตำรวจน้อย แต่เจ้าตัวอยากจะนำความรู้ที่ได้มาไปใช้ในการทำงานในจุดที่ตำรวจยังขาดหาย โดยเฉพาะเรื่องของภาษา เรื่องของการศึกษา เรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ของตำรวจ

 

ไล่กวดโจรขโมยรองเท้า เร่งเร้าจิตสำนึกช่วยเหลือคนอื่น

ถึงกระนั้นก็ตาม พอจบจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีโอกาสยังไม่เอื้ออำนวย เธอต้องไปทำงานเป็นผู้จัดการร้านขายเสื้อผ้า กระทั่งวันหนึ่งสร้างวีรกรรมไล่จับโจรขโมยรองเท้าในแฟลตตำรวจ กวดจนคว้าตัวได้พร้อมของกลางในกระเป๋าสะพายใบใหญ่ “ รองเท้าหน้าห้องบนแฟลตหายบ่อยมาก วันนั้นเลิกงานมาตอนเย็น เจอผู้ต้องสงสัยสะพายกระเป๋าใบใหญ่เดินมาด้อม ๆ มองๆแถวๆ ชั้นที่เราพัก เป็นคนแปลกหน้าท่าทางไม่น่าไว้ใจ เลยถามไปว่า มาหาใคร เท่านั้นแหละมันเผ่นแนบลงบันไดแฟลตทันที”

ลูกสาวตำรวจจราจรสวมวิญญาณพ่อวิ่งลงตามไปถึงหน้าโรงพักกว่าจะตะครุบตัวได้เล่นเอาหอบ ค้นกระเป๋าออกมาดูมีทั้งรองเท้าคอมแบท รองเท้าผ้าใบ รองเท้าแตะที่ขโมยมาเต็มไปหมด  เธอว่า บางคนอาจคิดเป็นแค่รองเท้า แต่ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น หากเจ้าของกำลังจะไปเข้าเวรปฏิบัติหน้าที่แล้วออกมาหน้าห้องไม่มีรองเท้าใส่แบบนี้จะรู้สึกอย่างไร

หลังโชว์ผลงานจับกุมหัวขโมยได้ มีเจ้าทุกข์มาขอบคุณจำนวนไม่น้อย “ทำให้รู้สึกว่า ได้ช่วยคน เราดีใจนะ เหมือนใจเขา ใจเรา ของหาย ใคร ๆก็อยากได้คืน ทุกข์เพียงเล็กน้อยก็คือ ความทุกข์ ถ้าเราทำให้เขาหายทุกข์ได้ เราก็มีความสุขไปด้วย”

 

แอบสอบนายสิบตระเวนชายแดน คิดตอบแทนองค์กรให้ที่ซุกหัวนอน

แล้วโอกาสตามฝันของเธอก็มาถึงเมื่อตำรวจตระเวนชายแดนประกาศรับสมัครสอบบุคคลภายนอกผู้ที่มีวุฒิมัธยมปีที่ 6 ส.ต.ท.หญิง สมฤทัยเล่าว่า ลอบแอบไปสอบ ไม่ได้ปรึกษาที่บ้าน ไม่ได้ถามพ่อว่าสอบได้แล้วจะลงตรงไหน แค่เห็นว่า ปู่เคยเป็นตำรวจตระเวนชายแดน มาลงตรงนี้น่าจะเวิร์กสุด ทั้งที่จริง ๆ ไม่ได้รู้ปลายทางเป็นอะไร ไปสอบว่ายน้ำ สอบข้อเขียน ตอนไปไม่มีพ่อ แม่ มีแค่พี่สาว

กระทั่งสอบติดถึงขั้นตอนมอบตัว พ่อถึงรู้และดีใจมาก “พ่ออยากให้เราเป็นตำรวจอยู่แล้ว ส่วนเราภูมิใจนะ เป็นเด็กแฟลต เป็นลูกตำรวจมาตั้งแต่เด็ก ตรงนี้ได้คิดว่า ตำรวจมีบุญคุณกับเรา คือ ได้เรียน เบิกค่าเล่าเรียนได้ เข้าโรงพยาบาลก็เบิกได้ แม้กระทั่งที่ซุกหัวนอน คือ แฟลต พูดง่ายๆ ว่า ทุกอย่างมันมาจากตำรวจหมด คิดว่า ตำรวจให้เรามายืนตรงจุดนี้สำเร็จ”

เธอยอมรับว่า อยากเป็นตำรวจมาก แต่ไม่ได้คิดไปสอบโรงเรียนนายร้อยตำรวจ มองว่ายาก และตอนนั้นอายุใกล้จะเกินเกณฑ์แล้ว เลือกมาสอบนักเรียนนายสิบตำรวจของตำรวจตระเวนชายแดนดีกว่าถึงจะรับแค่ 60 คน แต่อัตราคนสมัครน้อยกว่าของตำรวจนครบาลที่เปิดรับกองร้อยน้ำหวานปีนั้นพอดี เราน่าจะมีโอกาสมากกว่า และเราก็ทำสำเร็จ

 

เข้าค่ายวันแรกถึงกับพีคจัด เมื่อจำเป็นต้องตัดผมสั้นแบบผู้ชาย

ส.ต.ท.หญิง สมฤทัยเล่าต่อว่า สอบติดพ่อกับแม่โอเคมาก แต่ตัวเราเซอร์ไพร์สนิดหนึ่ง เพราะตำรวจตระเวนชายแดนต้องไปอยู่ ต่างจังหวัด ชีวิตไม่เคยอยู่ต่างจังหวัดมาก่อนเลย อยู่แต่กรุงเทพฯ ปรากฏว่ากลายเป็นเด็กกรุงเทพฯ คนเดียวในกองร้อย ไปฝึกอยู่ที่ค่ายพระรามหก อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี มีผู้หญิง 60 คนรวมกับผู้ชายอีก 100 คน  เป็นระยะเวลา 1 ปี

“เข้าค่ายฝึก 3 วันแรก แทบร้องไห้อยากกลับบ้านมาก ที่โดนมากกว่านั้น พีคมากสุดคือ เรื่องของการตัดผม เกือบทั้งชีวิตไม่เคยตัดผมสั้นเลย เพราะเรียนโรงเรียนเอกชนมาตลอด เพื่อจะเลี่ยงการตัดผมกับโรงเรียนรัฐบาลที่ต้องตัดผมสั้น พอมาเป็นตำรวจหนีไม่พ้นแล้ว ต้องมาเป็นทรงผมรองทรงสั้นแบบผู้ชาย เป็นอะไรที่พีคมาก”

ตำรวจพลร่มหญิงบรรยายเบื้องหลังการฝึกอบรมว่า ตอนตื่นตั้งแต่ตี 5 เตรียมพร้อม 6 โมงเช้าเพื่อออกกำลังกาย 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นมีเวลาเพียง 5 นาทีเพื่ออาบน้ำ ทำธุระส่วนตัว ทุกอย่างต้องแข่งกับเวลาหมด เพราะครูใกจะสอนให้เรารู้จักใช้เวลาให้มีคุณค่า กินข้าวเช้าเสร็จต้องไปเรียนนต่อ เที่ยงพักกินข้าว ก่อนกินข้าวจะมีกายบริหารอีกชั่วโมง ถามว่าหนักหรือไม่ ก็ว่าหนัก แต่เพื่อนๆ ทุกคนเก่งมาก ผู้หญิง 60 คนผ่านหมด แม้อาจมีวันนั้นของเดือน เราก็ต้องฝึก ไม่ได้ลดหย่อน

 

ปรับสภาพฝึกหนักจนผ่านฉลุย ขอลุยงานพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์พลร่ม

“คิดเอาแล้วกันว่า พวกเราผู้หญิงฝึกร่วมกับเพื่อนผู้ชายอีก 100 คน คือ มาตรฐานเดียวกันเลย ตอนแรกก็ถอดใจ แต่พออยู่ ๆ ไป เรามีเพื่อน คิดว่า เพื่อนเราไหว เราก็ต้องไหว ต้องไปด้วยกัน เมื่อมีเพื่อน มีสังคม มีแรงผลักดันมากขึ้น อยู่ไปแล้วก็คิดว่า ปีหนึ่งคงไม่นาน ใช้เวลาปรับตัวจริง ๆ ก็ 2 เดือน ก็ทำใจได้กับที่อยู่ ที่กิน ที่นอน โอเครับได้”

ผ่านเวลา 1 ปีต้องมีการปรับพื้นฐานตามหลักสูตรของหน่วยพลร่มอีก 3 เดือน เธอบอกว่า ถือเป็นหลักสูตรโหดสุด เพราะต้องนำไปเป็นตำรวจพลร่ม ฝึกกันทั้ง 160 คนเหมือนเดิม หนักมาก ส่วนใหญ่ผ่านหมด ก่อนจะแบ่งงานออกไปตามกองกำกับการ 1-5 ของกองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ ถ้าเพื่อนชอบแนวบู๊จะเลือกไปอยู่กองกำกับการ 3 เพราะจะมีฝึกเพิ่มเติมของหน่วยนเรศวร 261และหลักสูตรต่อต้านก่อการร้ายไปใช้ในภารกิจสำคัญ

สำหรับเธอเลือกลงกองกำกับการ 2 เป็นงานสานต่อเกี่ยวกับโครงการพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เหตุผลที่ไม่เลือกแนวบู๊เจ้าตัวว่า ไม่ชอบ อยากไปทำงานด้านอื่นที่ถนัดมากกว่า ในการใช้ความรู้ความสามารถ สามารถต่อยอดไปได้มากกว่านี้ถึงเลือกลงกองกำกับการ 2 รับผิดชอบหน้างานพิพิธภัณฑ์ศูนย์ประวัติศาสตร์ตำรวจพลร่ม ค่ายนเรศวร อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คือ ก่อนที่ทุกคนจะไปฝึกกระโดดร่มต้องมาที่พิพิธภัณฑ์เพื่อที่จะรู้ประวัติของหน่วยพลร่มก่อนว่าเป็นมาอย่างไร ใครเป็นผู้กระโดดร่มคนแรก สนามแรกคือ ที่ไหน หรือใช้เครื่องบินอะไร

 

ผ่านอบรมหลักสูตรไม่ธรรมดา เก็บเอามาต่อยอดภารกิจที่ทำในอนาคต

นอกจากนี้ ส.ต.ท.หญิง สมฤทัย ได้รับโอกาสไปฝึกอบรมเพิ่มเติมหลากหลายหลักสูตรที่ใช้ความถนัดด้านภาษา อาทิ หลักสูตรช่วยเหลือผู้ประสบภัย ปฐมพยาบาลในภาวะฉุกเฉิน( First responder course) ของสำนักงานปราบปรามยาเสพติดของสหรัฐอเมริกา แต่อบรมอยู่ที่ค่ายนเรศวร เชิญครูฝึกจากสหรัฐอเมริกามาเป็นวิทยากรให้ความรู้ถ่ายทอดเทคนิคการทำงาน และเทคโนโลยีสมัยใหม่

เมื่อมีประวัติเข้าฝึกอบรมของสำนักงานปราบปรามยาเสพติดของสหรัฐอเมริกาแล้วยังมีส่วนต่อยอดให้เธอเข้าฝึกอบรมหลักสูตรความปลอดภัย และการวางแผนยุทธวิธีเชิงยุทธการขั้นสูง (Advanced tactical safety and planing) ของสถาบันฝึกอบรมระหว่างประเทศว่าด้วยการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย หรือไอเลีย เป็นหลักสูตรที่เธอภาคภูมิใจมาก เพราะเป็นตำรวจหญิงคนแรกที่มีโอกาสได้เข้าอบรมเป็นเวลา 2 สัปดาห์เรียนรู้เกี่ยวกับการฝึกเข้าฐานปฏิบัติการ ยิงปืน ปิดล้อม ตรวจค้นจับกุม

สะสมโปรไฟล์ส่งเข้าเรียนอีกหลักสูตรเกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวนคดียาเสพติด (Narcotics Investigations ) ของสถาบันไอเลีย เรียนรู้การสืบสวนสอบสวนหาข่าวต้องการให้ตำรวจทั่วภูมิภาคในเอเชียมีคอนเน็กชั่นกัน ประสานงานการทำงาน เนื่องจากสมัยก่อนต้องมีการทำหนังสือเพื่อประสานไปในเรื่องของหมายจับบุคคลสำคัญ แต่พอได้มาฝึกร่วมกันการประสานงานแบบเพื่อนทำให้ได้รับความร่วมมือง่ายขึ้นและรวดเร็วทันสถานการณ์มากขึ้น

 

ชอบยิงปืนเกี่ยวประสบการณ์ลั่นไก ถึงอย่างไรยังไม่ขอไขว่คว้าหาดาวประดับบ่า

ส่วนหลักสูตรยิงปืน ตำรวจพลร่มสาวรับว่า ไม่ได้โอกาสเข้าอบรมตามโครงการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเลยนอกจากฝึกตามแผนยุทธวิธี แต่จะอาศัยเข้าไปฝึกยิงนอกรอบของสมาคมยิงปืนป้องกันตัวนานาชาติ ประเทศไทย “ชอบมาก เพราะมันได้ฝึกทักษะ ฝึกสมาธิ ได้เพื่อน ได้แชร์ประสบการณ์และสิ่งใหม่ๆ ในการยิงปืนตามสถานการณ์ต่าง ๆ  แล้วจะไปยิงของสำนักเดียว เพราะจะมีปืนสั้น ปืนยาว แล้วก็จะมียิงลูกซอง ครบเครื่องทั้งหมด”

“เชื่อไหมว่าได้จับปืนครั้งแรกตอนอายุ 22 ตอนนั้นยังไม่เป็นตำรวจเลย” สิบตำรวจหญิงนักแม่นปืนว่า พ่อไม่ให้จับ ต้องแอบไปยิงเอง ก็ชอบ แต่ว่า ไม่ได้สานต่อ พอมาเป็นตำรวจ เราซื้อปืนได้ง่าย ซื้อเองได้เลยไปสานต่อตรงนั้น ร่วมแข่งของ Hell pig shooting club เริ่มจากเป็นนักกีฬา สนามแรกได้เหรียญเงิน พอมาเป็นตำรวจยังไม่เคยลองลงแข่งขัน อนาคตก็หวัง แต่ยังคงพยายามฝึกฝนอยู่เรื่อย ๆ เผื่อผู้ใหญ่เห็นแล้วเรียกไปใช้งาน

ถามว่า อยากสอบเลื่อนไปตำรวจชั้นสัญญาบัตรหรือไม่ ผู้หมู่พลร่มตำรวจตระเวนชายแดนไม่ลังเลที่จะตอบปฏิเสธ เหตุผลเพราะการเป็นชั้นสัญญาบัตรอาจจะนำมาซึ่งการโยกย้ายไปอยู่ที่อื่นที่ตัวเองไม่ต้องการจะไปอยู่ และต้องมีภาระความรับชอบมากขึ้น อาจยังไม่ถึงเวลาที่เธอจะคิดไขว่คว้าหาดาวประดับบ่า ปัจจุบันจึงอยากทำสิ่งที่ตัวเองควบคุมได้ และทำอย่างจริงจังเพื่อให้ภารกิจนั้นออกมาด้วยความมีประสิทธิภาพ

 

เชื่อมั่นถ้าการทำงานด้วยใจรัก จะผลักดันคุณภาพของเนื้องานได้มากกว่า

“ ไม่ใช่ว่า คนโยนงานนี้มาให้เรา แล้วเราก็ทำได้ไม่ดี เพราะเราเป็นคนที่ทำอะไรด้วยใจรักจะสามารถทำได้จริง ๆ คิดว่ามันจะมีคุณภาพมากกว่า แต่เมื่อใดถ้าไม่มีใจ เท่ากับจะทำได้ไม่เต็มที่ คุณภาพจะไม่ดีด้วย ถึงอยากให้คนเห็นเราตรงที่เรามีอะไรดี หรือเปิดโอกาสให้โชว์ศักยภาพอะไรให้ดูตรงที่เรามีความสามารถและเต็มใจที่จะทำ”

“ถ้าไปเป็นครูถ่ายทอดวิชาด้วยน่าจะดีกว่า เพราะหลักสูตรที่จบมาเช่น มีความพร้อมที่จะเป็นครู ยิ่งตอนนี้มีโครงการจะไปร่วมสอนตำรวจนครพนมเกี่ยวกับวิชาทางการแพทย์ เพราะเราผ่านอบรมหลักสูตรความปลอดภัย และการวางแผนยุทธวิธีเชิงยุทธการขั้นสูงจะสอบความแตกต่างจากคนที่อยู่บนรถพยาบาลฉุกเฉิน เป็นทางยุทธวิธีสามารถไปใช้ในภาคสนาม เวลาไปลาดตระเวนกับเพื่อน หรือตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่เวลาเกิดเหตุขึ้นมา อันดับแรกต้องทำอะไร เรามีพื้นฐานที่ไปเรียนมาหมด ดีกว่ากู้ภัยธรรมดา สามารถรักษาเพื่อนได้ในเบื้องต้น ไม่ต้องรอรถกู้ชีพมา เท่ากับเซฟชีวิตเพื่อนเราได้ทันท่วงที” สิบตำรวจหญิงมากความสามารถอธิบาย

เธอเชื่อด้วยว่า ความรู้ที่ได้รับการอบรมมาจะนำไปประยุกต์ใช้กับตำรวจสายตรวจได้ เพราะว่าสายตรวจอยู่ใกล้ประชาชนมากที่สุด เวลาไปประสบเหตุจะสามารถปฐมพยาบาลได้ แม้กระทั่งตำรวจจราจรที่อยู่ตามจุดต่าง ๆ เวลาเกิดอุบัติเหตุ ก็ใช้วิชาตรงนี้เข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บเบื้องต้นได้ เป็นหลักสูตรสอนถึงจุดขั้นสูงสุดเพื่อเซฟชีวิตคนได้

 

ยังมีความฝันต้องก้าวต่อไปข้างหน้า เติมความรู้ด้านภาษาและวิชาพยาบาล

บรรจุเป็นตำรวจมา 4 ปีแล้ว เจ้าตัวมีฝันต้องก้าวต่อไปในสิ่งที่อยากจะทำ คือ ศึกษาต่อในด้านภาษาจีน หรือภาษาอื่นในต่างประเทศ พยายามตั้งเป้าขอทุนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติไปต่อยอดการศึกษาในด้านนี้เพื่อนำกลับมาพัฒนางานองค์กรตำรวจ คิดว่า เหมาะกับตัวเรา และเรามีใจที่จะทำอย่างจริงจัง

“สิ่งที่ฝันไว้ คือ เรียนรู้ให้มากขึ้นในเรื่องของภาษา และหลักสูตรต่าง ๆ ถ้ามีอะไรน่าสนใจ จะเลือกลงศึกษาเพิ่มเติม นอกจากภาษาแล้ว ยังมีเรื่องของพยาบาลที่ต้องเรียนให้ครอบคลุมการปฐมพยาบาลได้มากขึ้น เพราะหลักสูตรปฐมพยาบาลของตำรวจที่มียังไม่ขั้นสูงสุดพอ  ยังเป็นวิธีเดิม ๆ ที่ทุกคนเคยรู้กันอยู่แล้ว เรายังอยากได้เป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ ประยุกต์ใช้ได้จริง ๆ”

เธออยากฝากถึงนักเรียนหญิงที่อยากมาเป็นตำรวจว่า ทุกอย่างอยู่ที่ความพร้อม ถ้าเราเซ็ตตัวเองให้เราพร้อม ทั้งเรื่องของการศึกษา เรื่องของร่างกาย ทุกสิ่งทุกอย่าง มีความพร้อมสนามจริง ทุกคนมีโอกาสประสบความสำเร็จ สามารถเดินตามแบบตัวเราเองได้ สิ่งสำคัญคือ ต้องรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร บางคนเข้ามาในเส้นทางนี้ อาชีพนี้ อาจจะมาหวังว่าต้องมีเงิน หรือว่ามากอบโกยอะไรจากตรงนี้ สำหรับเราไม่เคยมองจุดนั้นเลย ไม่สนใจเรื่องขั้นเงินเดือน เพราะคิดว่า อยู่ได้

 

ยึดต้นแบบของพ่อบังเกิดเกล้า ประกาศห้าวอยากทำระบบให้ดีขึ้น

“คงเป็นเพราะพ่อคือ ต้นแบบ เป็นตำรวจจราจร ไม่เคยมีเรื่องถูกร้องเรียน อยู่แบบพอกินพอใจมาทั้งชีวิต พ่อสอนเสมอว่า อยากได้อะไร อยากทำอะไร ให้พึ่งตัวเอง พอเราได้เป็นตำรวจแล้ว เป็นสิ่งที่พ่อหวังสูงสุดของพ่อ มาถึงจุดนี้ เราถึงไม่ได้คิดว่า เข้ามาแล้วต้องการอะไร นอกจากเข้ามาเป็นตำรวจเพื่อที่ว่าจะทำให้ระบบมันดีขึ้น แม้อาจจะไม่ได้ดีขึ้นจากตัวเราคนเดียว” ทายาทตำรวจจราจรเมืองหลวงว่า

เธอมั่นใจว่า สามารถสร้างแนวคิดใหม่ของตำรวจได้หากต่อยอดในเรื่องการศึกษา การให้ความรู้ นำความรู้ที่ได้มาพัฒนาต่อไป ถึงตัวเราจะเป็นชั้นประทวนตัวเล็ก ๆ แต่รู้ว่า ทำอะไร เรียนอะไรมา แล้วจะให้อะไรกับอาชีพนี้ได้บ้าง “ แม้จะเป็นตัวเล็ก ๆ ไม่ยิ่งใหญ่พอจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ แต่รู้ว่าจะทำอะไรให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือเพื่อนตำรวจต่อไป คือ ทำให้เห็นการพัฒนาจากฝีมือ และคุณภาพของตัวเองที่สร้างไว้”

“เราจะเป็นคนที่บอกตัวเองว่า อีก 5 ปีข้างหน้า เราจะเป็นยังไง ให้ขึ้นอยู่กับคนที่เราคบ สภาพแวดล้อม แล้วก็สิ่งที่เราศึกษา เป็นคติการดำเนินชีวิตที่เตือนตัวเองเสมอ จะคอยดูเวลา 5 ปีผ่านไป ตัวเองพัฒนาไปด้านไหนบ้าง แม้มีฝันว่า 5 ปีข้างหน้าก็เป็นประทวนเหมือนเดิม แต่เราอาจจะได้ไปช่วยสอนได้มากขึ้น แล้วได้มีโอกาสไปศึกษาต่อ หรือไปแลกเปลี่ยนต่างประเทศบ้างมากขึ้น ที่ผ่านมาก็เคยถอดใจว่า ตำรวจเป็นอาชีพที่เหนื่อย แต่เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ต้องทำให้มันดีที่สุดในแบบของเรา แล้วเดี๋ยวมันก็จะผ่านไป” ส.ต.ท.หญิง สมฤทัยว่า