ผ่านไป 2 ปีกับวิกฤตินาทีชีวิตนายตำรวจหนุ่มนักกู้ระเบิดกระดูกเหล็กหัวใจแกร่ง

“หมวดท็อป” ร...ยุทธนา เทพสถิตย์ สังกัดกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 14  ช่วยราชการหน่วยเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ หนึ่งใน “วีรบุรุษไฟใต้” ที่ยังมีลมหายใจ

เขาถูกผู้ก่อความไม่สงบดักลอบวางระเบิดระหว่างเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่จนได้รับบาดเจ็บสาหัสนอนพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลนานนับปี

โชคดีได้ครอบครัวและคนรอบข้างเป็นกำลังใจขับเคลื่อนให้ตัวเองฟื้นฟูสภาพร่างกายเร็วเกินคาด

โดยเฉพาะ “น้องเอวา” นางฟ้าตัวน้อยที่เป็นพลังส่ง “ผู้หมวดหนุ่มหน่วยอีโอดี” คืนสติกลับมาอย่างปาฏิหาริย์ เพื่อรอเวลาลงไปทำหน้าที่เสี่ยงภัยในสมรภูมิรบปลายด้ามขวานอีกครั้ง

 

ครบรอบ 2 ปีกับนาทีบึมป่วน จุดชนวนสังเวยชีวิตเจ้าหน้าที่

ย้อนเหตุการณ์ไปเมื่อเช้าวันที่ 14 กันยายน 2560  นายมนูญ พรหมน้อย นายอำเภอกาบัง จังหวัดยะลา พร้อมด้วย พ.ต.อ.ญาณพงศ์ อุบลบาน ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรกาบัง นำกำลังไปตรวจสอบเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดเสาไฟฟ้าแรงสูงริมถนนบ้านตาเต๊าะ หมู่ 5 ตำบลกาบัง ที่หักโค่น มีเศษชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ตัวจุดชนวนระเบิดกระจัดกระจาย หลังจากถูกกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบป่วนเมื่อตอนกลางดึกเพื่อสร้างสถานการณ์

ระหว่างนั้น ส.ต.ธเนศ พุทโธ หัวหน้าชุดเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 47 บ้านสะปาเราะ หมู่ 5 ตำบลยะหา อำเภอยะหา จังหวัดยะลา นำกำลังชุดปฏิบัติการ 5 นายตามไปสมทบเพื่อหาข้อมูล ระหว่างรถแล่นมาถึงบ้านปาแดรู หมู่ 1 ตำบลหาตอง อำเภอยะหา ห่างจากจุดคนร้ายระเบิดเสาไฟฟ้าราว 10 กิโลเมตร กลุ่มก่อความไม่สงบได้กดบึมที่ซุกกอหญ้าใกล้เสาหลักทางโค้งริมถนนสาย 4060 (ยะลา-กาบัง) เสียงดังสนั่นหวั่นไหวเป็นเหตุให้ ส.ต.ธเนศ พุทโธ หัวหน้าชุดบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

พล.ต.ต.กฤษฎา แก้วจันดี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา นำกำลังตำรวจชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดชุด ศรศึก-ศรชัย ของกองกำกับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษตำรวจภูธรจังหวัดยะลา ร่วมเดินทางไปตรวจสอบพร้อมชุดวินิจของศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปรากฏถูกคนร้ายดักวางระเบิดสังหารซ้ำในบริเวณที่เกิดเหตุ

ผู้หมวดหนุ่มเจ็บหนักเจียนตาย ร่างกายกระเทือนจากแรงระเบิด

อานุภาพของแรงระเบิดส่งผลให้ พล.ต.ต.กฤษฎา แก้วจันดี เกิดอาการจุกแน่นหน้าอกและหูอื้อ ทัพนักข่าวและตำรวจทหารได้รับบาดเจ็บกันระนาว อาการหนักสุดคือ ด.ต.อนิรุทธ จันทะวงษ์ ทีมเก็บกู้วัตถุระเบิดชุดวินิจที่ต้องพลีร่างสังเวยความรุนแรง  ขณะที่ “หมวดท็อป” ร.ต.ท.ยุทธนา เทพสถิตย์ หัวหน้าทีมบาดเจ็บสาหัสนำส่งโรงพยาบาลศูนย์ยะลา ก่อนลำเลียงไปรักษาต่อที่ห้องไอซียู โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดยะลา

“ผมจำอะไรไม่ได้เลย” ผู้หมวดหนุ่มนักกู้ระเบิดส่ายศีรษะน้ำเสียงกระท่อนกระแท่นจากพิษโศกนาฏกรรมครั้งนั้น เจ้าตัวยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า สูญเสีย “ดาบยักษ์” ด.ต.อนิรุทธ จันทะวงษ์ เพื่อนร่วมสมรภูมิไปอย่างวีรบุรุษ ส่วนหมวดท็อปอาการหนัก ศีรษะได้รับการกระทบกระเทือนจากแรงระเบิดนอนไม่รู้สึกตัวอยู่อยู่ที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลา สะเก็ดระเบิดฝังเข้าไปในสมอง แพทย์เอาออกมาได้บางส่วน ต้องย้ายไปโรงพยาบาลสงขลานครินทร์

อาการของเขาค่อนข้างวิกฤติชีวิตอยู่บนเส้นความเป็นความตาย แม้แพทย์จะพยายามผ่าเอาสะเก็ดระเบิดออกจากศีรษะ แต่สมองยังบวม เนื่องจากมีอาการหนักเลือดไหลซึมออกมาทั้งสมอง รูหู และเส้นประสาทตาถูกทำลาย หลายคนร่วมลุ้นปาฏิหาริย์ให้มีข่าวดีพร้อมกันกับครอบครัว “เทพสถิตย์” ด้วยเพราะเขาเป็นนายตำรวจมีอนาคต และกำลังจะได้เป็นพ่อคน เมื่อภรรยาท้องได้ 8 เดือนใกล้คลอดเต็มที

 

เปิดใจตั้งชื่อ “น้องเอวา”  นางฟ้าผู้เกิดมากับปาฏิหาริย์

“เอวา แปลว่านางฟ้าครับ” หมวดท็อปไม่เคยลืม เขาเป็นคนตั้งชื่อลูกสาวตั้งแต่อยู่ในท้อง ไม่เคยคิดว่าจะหมดโอกาสเห็นหน้านางฟ้าตัวน้อยตอนลืมตาดูโลกในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ทว่า “กิ๊ฟ”เนตรนรินทร์ ถิ่นกาญจน์  วิสัญญีแพทย์พยาบาลของโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ผู้เป็นภรรยายังมีความหวัง เธออุ้มท้องไปเฝ้าอาการสามีอยู่ข้างเตียง พยายามประคองมือสามีมาสัมผัสท้องเพื่อสื่อสารสายสัมพันธ์ถึงลูกสาวตัวน้อยในครรภ์

มันเป็นความรู้สึกหดหู่และทรมานที่สุดของเธอ ทั้งคู่แต่งงานกันได้เพียงปีเศษ แต่ต้องมีเหตุเกือบต้องพลัดพรากจากกัน กิ๊ฟเปิดใจในครั้งนั้นว่า รู้สึกเป็นห่วงสามี แต่แพทย์ และเพื่อนๆ ที่เป็นพยาบาลด้วยกันบอกว่า เป็นห่วงได้ แต่ก็ต้องเป็นห่วงลูกในท้องด้วย เข้าเยี่ยมอาการทุกวัน กระซิบสามีตลอดว่า ลูกสาวมาเยี่ยมนะ   เชื่อว่า ลูกสาวในท้องน่าจะเป็นกำลังใจให้สามีหายดีได้

เธอให้กำเนิด “น้องเอวา” ลูกสาวผู้น่ารักของเขา เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2560 ในสถานการณ์ที่ผู้หมวดหนุ่มอีโอดียังแทบไม่รู้สึกตัว เนื่องจากสูญเสียกะโหลกหนึ่งซีก ร่างกายซีกซ้ายเป็นอัมพฤกษ์อ่อนแรง ต้องใช้เวลานานเกือบเดือนถึงเริ่มมีพัฒนาการพยายามพยักหน้า บีบมือ และเหลือกตาไป–มาเพื่อตอบสนองสัญญาณชีพ “เห็นเขาดีขึ้น ทำให้กิ๊ฟกับลูกมีกำลังใจ และหวังว่าอนาคตจะดีขึ้นกว่านี้ ยอมรับช่วงแรก ๆ รู้สึกช็อก ทำใจไม่ได้”

 

พ่อรู้ข่าวตอนแรกแทบรับไม่ได้ ร้องไห้เป็นห่วงและสงสารลูกชาย

ในที่สุด หมวดท็อปฟื้นขึ้นมาขยับมือไปสัมผัสพ่อกับแม่ที่เฝ้าประคบประหงมดูแลไม่ห่างเตียง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เทพ เทพสถิตย์ บิดาของเขาทำงานอยู่ที่กรมชลประทาน จังหวัดเชียงใหม่ แทบจะไม่เป็นอันกินนอนพอรู้ข่าวมีระเบิดในจังหวัดยะลาเมื่อตอนเช้า “เมียผมไลน์ไปถามลูกชายว่า ออกมาทำงานข้างนอกหรือเปล่า เขาไม่ตอบ ทั้งที่ปกติจะตอบว่า ลูกไปปฏิบัติหน้าที่นะ เดี๋ยวเย็นโทรคุย จนเที่ยงก็ไม่ตอบ เมียผมยิ่งห่วงเลยโทรไปหาลูกสะใภ้ถามว่า ท็อปออกมาข้างนอกหรือเปล่า ได้รับคำตอบว่า ออกไปตอน 8 โมง และติดต่อไม่ได้อีกเลย” ผู้พ่อลำดับความ

เขาเริ่มใจคอไม่ดี เมื่อติดต่อลูกชายไม่ได้ ก่อนตัดสินใจกดโทรศัพท์ไปหาอีกรอบตอนบ่ายสาม เพื่อนร่วมงานรับสาย ตอนนั้นรู้แล้วว่า ต้องเกิดอะไรขึ้นแน่ เพราะปกติลูกชายไม่เคยให้ใครรับโทรศัพท์ “ ผมถามว่า ท็อปไปไหน ทางนั้นพูดเสียงแข็ง ๆ ว่า ท็อปผ่ากะโหลก โดนระเบิด 50-50 เท่านั้นแหละ โทรศัพท์ร่วงจากมือเลย”

เทพ และภรรยา คือ พยูร เทพสถิตย์ รีบเดินทางออกจากฝางมาถึงเชียงใหม่ตอนดึกจะนั่งเครื่องไปหาดใหญ่ก็ไม่มี ตัดสินใจนั่งเครื่องบินมาลงกรุงเทพฯ แล้วไปอยู่สุพรรณบุรีเพื่ออีกวันจะเดินทางลงใต้ไปต่อ ลูกสะใภ้แจ้งว่า ย้ายหมวดท็อปไปอยู่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์แล้ว ทันทีที่ได้เข้าเยี่ยมอาการบุตรชายคนเดียวในห้องไอซียู ทำใจแทบไม่ได้ ร้องไห้สงสารลูก

 

“บิ๊กแป๊ะ” บินเยี่ยมบำรุงขวัญ  ทุกวันได้แม่เฝ้าอาการไม่ห่างกาย

ตลอดระยะเวลาหลายเดือน พ่อและแม่ดูแลลูกชายไม่ห่าง ทุกคนช่วยกันอธิษฐานขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ผู้หมวดหนุ่มนักกู้ระเบิดอาการดีขึ้น มี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ จเรตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และคณะผู้บังคับบัญชาสลับกันเดินทางเข้าเยี่ยมดูอาการผู้ใต้บังคับบัญชากระดูกเหล็กหัวใจแกร่งอย่างใกล้ชิด

ต่อมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมอบหมายให้กองบินตำรวจร่วมกับศูนย์ส่งกลับมารับเขาไปพักรักษาต่อที่โรงพยาบาลตำรวจ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2561 มีรูปหมวดท็อปขยายใส่กรอบเขียนอวยพรจากใจ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา “ขอให้ท่านสุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจ เป็นตำรวจที่ดีของประชาชนต่อไป”

นับจากวันนั้นจนถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2562 เกือบ 2 ปี ที่ วีรบุรุษนักกู้ระเบิดจมอยู่ในโรงพยาบาลแทบไม่เห็นแสงสีข้างนอก ไม่ได้เที่ยวเหมือนคนปกติ แต่ได้ญาติพี่น้องใกล้ชิดคอยดูแล ร่วมทุกข์ ร่วมสุข มี “น้องเอวา” แวะเวียนมานอนอยู่ในอ้อมกอดของพ่อ กลายเป็นกำลังใจชั้นดีที่ทำหมวดท็อป ไม่เคยท้อ พยายามสู้ ขยันทำกายภาพทุกเช้าเย็นอย่างอดทน แถมยังได้แรงใจจาก พยูร เทพสถิตย์ ผู้เป็นแม่ที่ยอมลาออกจากงานมาเฝ้าลูกชายตลอดกว่า 2 ปีที่เหตุการณ์ร้ายมาเยือนครอบครัว กระทั่งได้รับเลือกเป็น “แม่ดีเด่นแห่งชาติ” ประจำปี 2561

 

ครอบครัวภูมิใจในวีรกรรม รับชะตากรรมที่อาจไม่เหมือนเดิม

“กว่าจะผ่านมาจนถึงวันนี้ พวกเราทุกคนฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหลาย ครอบครัวต้องแข็งแรงทั้งกายและใจ ให้กำลังใจลูกทุกวัน และรู้สึกภาคภูมิใจในตัวลูกชายมากที่สุดที่ทำเพื่อประเทศชาติ ถึงแม้ว่า วันนี้ร่างกายท็อปจะไม่ปกติเหมือนเดิม แต่สิ่งสำคัญที่เราทุกคนยังมีความสุขเสมอ” พ่อผู้อยู่เฝ้าดูแลลูกชายมาตลอดว่า

ด้าน พยูร เทพสถิต แม่ดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2561 เชื่อว่า ปาฏิหาริย์มีอยู่จริง เชื่อว่า สิ่งที่ลูกชายทำคือ การปกป้องรักษาประเทศสมกับผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างเต็มกำลังความสามารถไม่ห่วงแม้แต่ชีวิตตัวเองจะทำให้หายกลับมาปกติได้  “แม่รู้สึกภาคภูมิใจในตัวลูกชายคนนี้มาก แม้ทุกวันนี้ท็อปจะไม่ได้เดินตามฝันเหมือนเดิม  เราทุกคนในครอบครัวได้ให้กำลังใจท็อปทุกวัน จะพยายามไม่ร้องไห้ ต้องแอบไปร้องไห้กันทุกวัน”

น้ำตาของครอบครัว “เทพสถิตย์” แห้งเหือดบ้างแล้ว เมื่ออาการของหมวดท็อปดีขึ้น แม้จะไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่แพทย์โรงพยาบาลตำรวจอนุญาตให้กลับไปรักษาตัวต่อที่บ้านเกิดของพ่อในอำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ทำกายภาพบำบัดทุกวันท่ามกลางความหวังของเจ้าตัวที่จะหายเป็นปกติ พลิกฟื้นชีวิตคืนไปทำหน้าที่ตำรวจนักกู้ระเบิดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อีกครั้ง

 

เจ้าตัวไม่หวั่นเสียงตูม พร้อมกลับสู่สมรภูมิด้ามขวาน

ปัจจุบันอาการของเขาดีขึ้นมาก ออกกำลังกายตอนเย็นทุกวัน ความจำเก่ง เห็นเพื่อนร่วมงานจำได้ทุกคนเวลาไปตรวจสุขภาพ แม้จำไม่ได้กับเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้น จำได้แค่ตอนรู้สึกตัวอีกทีอยู่โรงพยาบาลแล้ว เห็นพ่อ แม่ เมีย ชี้ถูกหมด “ไม่รู้เรื่องเลยว่าเกิดอะไรขึ้น มีใครเป็นอะไรบ้าง จำไม่ได้เลย ตอนนั้นคิดว่าสู้ แต่ไม่รู้จะสู้ไหวหรือไม่ แต่ก็มีกำลังใจดี มีพ่อ แม่ เมียที่เป็นกำลังใจ และลูกสาวที่ยังไม่คลอด”

หลังจากเอวาคลอด หมวดหนุ่มรับว่า ดีใจ และคิดว่า เราต้องกลับมาให้ได้ ตอนนั้นพักฟื้น หมอโรงพยาบาลสงขลานครินทร์อุ้มลูกมาไว้ในกระจก จำได้ว่า เอามือแตะที่กระจก อยากสัมผัสลูก แต่เพิ่งคลอดออกมาใหม่ ๆ กลัวจะติดเชื้อเลยจับที่กระจกแทน เขาถึงอยากให้หายเร็วที่สุดเพื่อกลับไปชีวิตครอบครัวอยู่กับลูกเมียที่หาดใหญ่ ดังนั้นตัวเองจำเป็นต้องแข็งแรงให้มากกว่านี้

“คิดว่า ถ้ากลับมาได้เหมือนเดิมก็ยังอยากไปสู้เหมือนเดิม ไม่กลัว ผมพร้อมสู้ตลอด และอยากฝากคนที่ทำงานในพื้นที่ให้ระวัง ขอให้ทุกคนปลอดภัย อยากให้ทุกคนสู้เหมือนผม” เขาอยากขอบคุณผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมอาชีพหลายคนที่ไม่ทอดทิ้งคอยส่งกำลังใจมา โดยเฉพาะพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่ช่วยประสานในการจัดเครื่องบินไปรับเอาตัวย้ายมาพักฟื้นรักษาตัวต่อโรงพยาบาลตำรวจ

 

ฝันอยากเป็นทหารเรือ เหลือเชื่อสามารถทำได้สำเร็จ

สำหรับเส้นทางก่อนเข้าสู่เครื่องแบบผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ประจำหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดในสมรภูมิชายแดนด้ามขวาน “หมวดท็อป” ร.ต.ท.ยุทธนา เทพสถิตย์ เกิดอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เริ่มการศึกษาโรงเรียนบ้านริมใต้ ก่อนไปต่อโรงเรียนแม่ริมวิทยาคม มีความฝันอยากเป็นทหารเรือ ด้วยเพราะตามทหารเรือเก่าที่นับถือเหมือนตาไปเที่ยวเล่นอยู่ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทำให้เกิดแรงบันดาลใจอยากร่วมทัพราชนาวีไทย

สอบติดดุริยางค์ทหารเรือ แต่สู้เด็กเส้นไม่ไหว ครั้งจะสมัครสอบโรงเรียนนายเรือก็ยากเกิน พอจบมัธยมศึกษาปีที่ 6  จึงเบนเข็มสอบนักเรียนจ่าทหารเรือ ติดเป็นหน่วยนาวิกโยธินสมกับที่วาดความฝันวัยเด็ก บรรจุลงกองบังคับการกรมทหารราบที่ 3 รักษาพระองค์ กองพลนาวิกโยธิน หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ที่อยู่ในค่ายจุฬาภรณ์ อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส  เมื่อปี 2547 ที่สถานการณ์ไฟไต้กำลังคุกรุ่น ทำหน้าที่สื่อสาร

มีโอกาสเข้าไปเรียนหลักสูตรการกู้วัตถุระเบิดของทหารเรือนาน 6 เดือน เพราะมีความคิดว่า อยากได้องค์ความรู้ที่น้อยคนจะทำได้ ถึงกระนั้นก็ตาม ชีวิตในเครื่องแบบทหารเรือของเขาไม่รุ่งโรจน์เท่าที่ควร เนื่องจากบาดเจ็บไม่ได้เข้าไปเรียนหลักสูตรนักประดาน้ำ หมดสิทธิเจริญก้าวหน้าเลยตัดสินใจย้ายเหล่าไปสอบเป็นตำรวจอยู่กลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ หลังจากรับใช้หน่วยทหารเรือมานาน 8 ปี

 

อำลาทัพเรือเปลี่ยนสวมบทตำรวจ อวดฝีมือเก็บกู้ระเบิดในคดีสำคัญ

ร.ต.ท.ยุทธนาเล่าว่า แม้จะเป็นชั้นประทวนติดยศ จ.ส.ต. แต่ได้รับโอกาสไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรเก็บกู้ทำลายวัตถุระเบิดที่รัฐเวอร์จิเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อนกลับมาสอบเลื่อนชั้นเป็นนายตำรวจย้ายสังกัดเป็นตำรวจตระเวนชายแดนดูแลรับผิดชอบวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  ทว่าสุดท้ายได้กลับไปช่วยราชการอยู่ศูนย์ปฏิบัติการจังหวัดชายแดนภาคใต้

“ทุกครั้งที่ออกไป ยอมรับว่า รู้สึกอันตราย แต่ผมไม่กลัว” เจ้าตัวปฏิบัติภารกิจบนความเสี่ยงหลายครั้งระหว่างทำงานอยู่พื้นที่ร้อนในสมรภูมิไฟใต้ ตรวจสอบและเก็บกู้วัตถุระเบิดมากมายหลายเคส แต่ไม่เคยจำว่า ครั้งไหนเสี่ยงอันตรายมากที่สุด เนื่องจากเป็นหน้าที่ที่ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ทั้งนี้เขายังได้รับมอบหมายให้ร่วมสางคดีลอบวางระเบิดศาลท้าวมหาพรหม โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ใจกลางกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2558 ก่อนจะลงไปทำงาน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ทิ้งท้าย วีรบุรุษอีโอดีที่ยังไม่ลมหายใจยังกังวลตัวเองจะไม่ได้กลับมาสู่สภาพเดิมเพื่อทำหน้าที่ในสายงานเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด เมื่อต้นสังกัดจะตัดเบี้ยเลี้ยงเลี้ยงค่าตำแหน่งในปีงบประมาณ 2563 เมื่อต่องไปตรวจสุขภาพร่างกาย  แม้จะมีผู้บังคับบัญชาระดับสูงบางคนรับปากให้โควตา แต่ก็ไม่ยังไม่แน่ใจ