ลังคนหนุ่มรุ่นใหม่ “หัวใจนักรบจิตอาสา” ล่ากิจกรรมทำความดี

คู่แกนนำที่เสียสละเวลาส่วนตัวรวบรวมขุมกำลังออกตระเวนฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วยจุดเริ่มต้นแค่คนกลุ่มเล็กขยายต่อยอดเป็นกลุ่มใหญ่ กระทั่งได้แรงใจจากหมู่มิตรมาช่วยระดมทีมปฏิบัติภารกิจ แถมทำข้าวกล่อง รวมถึงถุงยังชีพแจกจ่ายให้ผู้ด้อยโอกาสตามชุมชน

ทั้งที่ตัวเองก็ประสบผลกระทบไม่ต่างกัน

กอล์ฟสุเชษฐ์ กิจการทวีคูณ ผู้ก่อตั้งกลุ่มรำเพยไรเดอร์ รวมคนรักรถมอเตอร์ไซค์ของพี่น้องนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ และ อาร์ตพศกร แซ่ลิ้ม ผู้ก่อตั้งกลุ่มรำเพยพาวเวอร์ ที่รวมพลังกองเชียร์ลูกแม่รำเพย มาเจอกันบนถนนที่เต็มด้วยอัตราความเสี่ยงจะติดเชื้อหวัดมรณะ เพียงเพราะความคิดจิตอาสาจะเอาชนะสถานการณ์วิกฤติที่เกิดขึ้น

สำหรับเส้นทางชีวิตของกอล์ฟเคยหลงทางผิดเอาตัวเองไปติดตะราง หลังเผชิญโลกเสเพลเกเรในวัยแรกรุ่น เจ้าตัวเล่าว่า เกิดแถวโบเบ๊ ครอบครัวทำธุรกิจขายเสื้อผ้า พอมีฐานะ ระหว่างอยู่ชั้นมัธยมโรงเรียนเทพศิรินทร์ มักออกลูกนักเลงตามประสาวัยรุ่น สุดท้ายใจแตกตอนไปเข้าคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ไม่เรียนหนังสือ หนีออกจากบ้านไปอยู่พัทยา จังหวัดชลบุรี

เขาได้ไปรู้จักผู้กว้างขวางที่นั่น พาไปคุมบ่อนการพนัน ปล่อยเงินกู้นอกระบบ สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ มีเงินเก็บถึง 3 ล้านบาท ใช้ชีวิตหรูหราฟู่ฟ่า เพลิดเพลินระเริงอยู่กับอบายมุข ก้าวขึ้นชั้นเป็นหัวโจก ทำตัวเป็นขาใหญ่ในเวลาเพียง 3 ปีที่ห่างจากอ้อมอกพ่อแม่ ไม่แคร์ว่าผู้บังเกิดเกล้าจะเป็นห่วงมากน้อยแค่ไหน ใจเตลิดจนไปเกิดเรื่องเป็นคดีความขึ้นโรงขึ้นศาล

“เชื่อไหมว่า เงินเก็บ 3 ล้านหมดเกลี้ยงไปกับการสู้คดี” เจ้าตัวว่า นับตั้งแต่นั้นมาเขาค้นพบสัจธรรม เมื่อเห็นน้ำตาผู้เป็นมารดาตอนเวลาตัวเองอยู่ในห้องขังใต้ถุนศาล กอล์ฟเล่าว่า อัยการสั่งไม่ฟ้องรอดคุกมาได้ ก้มกราบแม่เลย แม่บอกให้เลิกพฤติกรรมแบบนี้ ขอให้กลับมาอยู่บ้าน  “ผมเห็นแม่ แล้วเห็นสภาพตัวเอง สัญญากับตัวเองเลยว่า ต่อไปจะไม่เข้าไปอีกแล้ว จะไม่ยุ่ง จะไม่อะไรอีก แม่ก็บอกว่า อย่าหันไปมองนะลูก แล้วก็กอดผม ผมโอเค ผมจะจบตรงนี้แล้ว ไม่เอาอีกแล้ว ตัดสินใจกลับตัว เริ่มต้นชีวิตใหม่ นำทุนที่เหลือนิดหน่อยเปิดร้านสักในถนนข้าวสาร เปลี่ยนแปลงตัวเองจนได้เปิดผับในละแวกเดียวกันอีกแห่ง ทั้งที่ไม่ได้ดื่มเหล้า แต่มองเป็นอาชีพสุจริต ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย”

เมื่อตั้งหลักได้อีกครั้ง เขาหันมาไล่ตามฝันที่รัก คือ ขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวตามต่างจังหวัด ไต่ระดับออกนอกประเทศจนเป็นที่มาของกลุ่มรำเพยไรเดอร์ รวบรวมสมาชิกเพื่อนพี่น้องนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ตระเวนทำกิจกรรมบริจาคของตามถิ่นทุรกันดารควบคู่กับการท่องเที่ยวศึกษาชีวิตคนต่างถิ่น “ครั้งแรกผมไปกับแฟนสองคน ขนขนมไปเต็มหลังรถแจกไปตามทางเรื่อย ได้ไปในที่ไม่เคยได้เข้าไป ทำมาเข้าปีที่ 6 แล้ว จากชีวิตที่เคยเละเทะกลับมาทำให้สังคม ผมมองว่า การที่ได้ช่วยเหลือคน มันมีความสุข”

จนเข้าสู่สถานการณ์วิกฤติไวรัสโควิด-19 กอล์ฟคิดว่า เป็นสิ่งที่ต้องทำ ทั้งที่ธุรกิจร้านรายได้เป็นศูนย์ แต่เรามองวา มีคนอื่นเดือดร้อนกว่าเราอีก  ความรู้สึกตอนนั้นกับปัจจุบันบอกได้คำเดียวว่า หมดเป็นหมด ไหน ๆ เราก็เคยมาจากศูนย์อยู่แล้ว เริ่มต้นจากไล่ฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อโรค นั่งรถกระบะไปคันหนึ่งกับลูกน้อง 2 คนตอนกลางคืน ควักกระเป๋าซื้อน้ำยา ดัดแปลงเครื่องพ่นออกตระเวนลุยทำกันจนมีแนวร่วมจิตอาสาเพิ่มขึ้นจาก 3 คนเป็น 40-60 คน รู้สึกดีใจที่มีคนเห็นในสิ่งที่เราทำ

เขานำกลุ่มรำเพยไรเดอร์ชักชวนน้องกลุ่มรำเพยพาวเวอร์ ทัพกองเชียร์ฟุตบอลโรงเรียนรุ่นใหม่มาเป็นขุมกำลังจิตอาสาพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคยาตามสถานที่ต่าง ๆ ทำกันเหมือนปิดทองหลังพระ ไม่ได้โปรโมตนอกจากกลุ่มโซเชียล สุดท้ายพระเอกเต๋า-สมชาย เข็มกลัด นักเรียนเก่ารุ่นพี่เทพศิรินทร์ทราบข่าวจึงอาสามาร่วมทำกิจกรรมด้วย ขยายแนวร่วมออกไปใหญ่ขึ้น มีสมาคมนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ในพระบรมราชูปถัมภ์โดดลงมาแจมเพิ่มอีก  “ผมเริ่มจากศูนย์ เหมือนฟันเฟืองเล็ก ๆ เราอาจจะไม่ชนะหรอก แต่เราต้องทำ จากตระเวนพ่นยาแล้วหันมาทำข้าวกล่องแจก ทำถุงยังชีพมอบแก่ผู้ด้อยโอกาส โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานต่างด้าว”

แกนนำนักรบจิตอาสากลุ่มรำเพยไรเดอร์สัมผัสได้ว่า แรงงานต่างด้าวได้รับผลกระทบมากสุดจากวิกฤติที่เกิดขึ้น พวกนี้เดือดร้อนจริงแล้วไม่กล้าไปต่อคิวเข้าแถวรับของบริจาค เพราะกลัวโดนจับ จะกลับบ้านเกิดก็ไม่ได้ พวกเราถึงเลือกช่วยกลุ่มนี้เป็นหลัก อย่างน้อยก็ตามหลักมนุษยธรรมที่เราต้องช่วย พวกเขาไม่เคยได้ร้องขออะไร พอเราเข้าไปพวกเขาก็ดีใจ สำหรับอนาคตหากสถานการณ์คลี่คลาย ยืนยันว่า จะต้องทำกิจกรรมอาสาแบบนี้ต่อไป

ด้าน “อาร์ต” พศกร แซ่ลิ้ม เด็กหนุ่มที่มีวุฒิเพียงแค่มัธยม 6 จากโรงเรียนเทพศิรินทร์นักเรียนเก่ารุ่นน้องของกอล์ฟ เลือกที่จะหันมาประกอบอาชีพค้าชายมากกว่าจะไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย เขาเกิดในครอบครัวคนจีนขายก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาย่านวงเวียน 22 กรกฎาคม มันทำให้ซึบซับ และขอแม่ไม่เรียนต่อ เพราะรู้ว่า ตัวเองคงเรียนไม่ไหว เลือกมาทำมาค้าขายดีกว่า

เริ่มต้นลงขายน้ำปั่น ไม่คิดว่าจะรอดหรือไหม อาร์ตเล่าว่า ชอบขายของมาตั้งแต่เรียนมัธยม ช่วงปิดเทอมจะมาช่วยพ่อแม่ขายน้ำแข็งใสข้างร้านก๋วยเตี๋ยวแม่ ทำให้รู้สึกว่าชอบการค้าขาย พออายุ 20 กว่าไปช่วยพี่ชายขายก๋วยเตี๋ยวอยู่นครราชสีมา หัดลวกก๋วยเตี๋ยว แล้วจ่ายตลาด ทำมาเรื่อยจนมีร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาของตัวเองอยู่หลังห้างเซ็นทรัลปิ่นเกล้า

ถามถึงเรื่องกิจกรรม เจ้าตัวรับว่า สมัยเรียนแทบไม่ได้สุงสิงกับเพื่อนในโรงเรียน ติดเพื่อนแถวบ้านมากกว่า ไม่ได้อินกับโรงเรียนที่ว่ากันว่า บ้าฟุตบอลโรงเรียนหนึ่งระดับประเทศ กระทั่งฟุตบอลไทยลีกกำลังจะบูม อยากหาทีมเชียร์  ระหว่างนั้นมีเว็บบอร์ดของสมาคมนักเรียนเทพศิรินทร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ลงโปรแกรมฟุตบอลโรงเรียน ทำให้อยากไปดู ขี่มอเตอร์ไซค์ไปคนเดียว ปรากฏว่า ได้เจอรุ่นพี่รุ่นน้อง มีอีกสังคมที่ไม่เคยได้สัมผัส รู้สึกว่า ผูกพันและอบอุ่น

ก้าวครั้งนั้นทำให้อาร์ตเป็นแฟนขาประจำฟุตบอลโรงเรียน เชียร์กันท่ามกลางความผิดหวังสมหวังคละเคล้ากันไปจนเกิดแนวคิดใหญ่อยากทำกองเชียร์ให้ยิ่งใหญ่ระดับไทยลีก แม้จะเป็นทีมโรงเรียนก็ตาม เขาบอกว่า เคยไปดูบอลโรงเรียนนัดหนึ่ง กองเชียร์อีกฝั่งมาน้อย แต่สะกดกองเชียร์ของเขาที่มากันแน่นสนามแค่กลองใบเดียว ตั้งแต่นั้นมา ทำให้คิดว่า ควรจะทำอะไรกับการปลุกกองเชียร์เทพศิรินทร์ขึ้นมาใหม่

หลังรวบรวมขุมกำลังคนบ้าบอลได้กลุ่มหนึ่งอาร์ตเริ่มเปลี่ยนรูปแบบการเชียร์ฟุตบอลของลูกแม่รำเพยด้วยการนำกลองมาร่วมสร้างสีสันปลุกเร้านำจังหวะมากกว่าเดิมจนเป็นปฐมบทของกลุ่มรำเพยพาวเวอร์เปิดมิติใหม่ให้คนทั้งประเทศตะลึงถึงความคลั่งไคล้ฟุตบอลของโรงเรียนเทพศิรินทร์ในศึกฟุตบอลประเพณีจตุรมิตรสามัคคีครั้งที่ 29 เมื่อปลายปี 2562

“ผมว่ามันเกินฝัน เกินกว่าที่พวกเราคิดไว้ คิดว่าจะมีแค่กระจุกหนึ่ง ปกติอัฒจันทร์หลังประตูสนามศุภชลาศัยคนดูจะน้อย เพราะไม่มีหลังคา แดดจะร้อน กะเกณฑ์คนของเรา 10-20 คนไปช่วยตะโกนร้องเพลง กลายเป็นคนแน่นเอียดเต็มทั้งอัฒจันทร์ มันคือมิติใหม่ของการเชียร์ฟุตบอลโรงเรียน ยังไม่มีโรงเรียนไหนทำได้ ภาพที่ออกมาเหมือนกองเชียร์ฟุตบอลอาชีพในแถบยุโรปด้วยซ้ำ เป็นปีที่ประสบความสำเร็จทุกอย่าง ทั้งกองเชียร์ และฟุตบอล ทำให้คนรู้จักเรามากขึ้น”

หลังศึกจตุรมิตรอาร์ตหันมาทำกิจกรรมจิตอาสาร่วมกับกอล์ฟหัวเรือใหญ่ของรำเพยไรเดอร์ คนที่เขาชักนำกอล์ฟไปบ้าพลังตะโกนเชียร์บอลอยู่ในทัพรำเพยพาวเวอร์ ทั้งคู่พากันไปบริจาคของในพื้นที่ทุรกันดารแถบภาคเหนือ กระทั่งเกิดวิกฤติระบาดเชื้อไวรัสจึงชวนกันระดมอาสาสมัครของทั้งสองกลุ่มออกตระเวนพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรค

“ผมคิดว่า รำเพยพาวเวอร์ควรช่วยอะไรสังคมบ้าง นอกจากช่วยฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อโรคแล้ว รุ่นน้องคนหนึ่งทำเชฟจุดชนวนให้แจกข้าวกล่องด้วย ผมก็เลยทำข่าวกล่องแจก เปิดทำกันที่ร้านมีเต๋า-สมชาย เข็มกลัด รุ่นพี่มาช่วยทอดไข่เจียวให้ด้วย ทำกันด้วยใจ  ก่อนมีแนวร่วมจากสมาคมนักเรียนเก่า ปรับเปลี่ยนมาเป็นถุงยังชีพแจกตามชุมชน”

อาร์ตยังมองด้วยว่า ทุกอย่างที่พวกเราทำ คือ ชื่อเสียงของโรงเรียน เป็นกิจกรรมเพื่อสังคมที่เราทั้งหมดรู้สึกมีความสุขได้แบ่งปันคนอื่น เห็นคนที่เดือดร้อนกว่าเราได้รับไป เรามีความสุข แถมได้ความสนุกสนานที่ได้มาเจอกันระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้อง ช่วยกันในนามโรงเรียน คิดว่า กิจกรรมแบบนี้คงจะทำต่อไปเรื่อย ๆ ตราบที่ยังมีแรง มีใจจะทำกัน เป็นกลุ่มเทพศิรินทร์จิตอาสา ทำอย่างจริงจัง ทำอะไรคืนสังคม ออกแนวว่า ถ้าสังคมกำลังเดือดร้อน พวกเราพร้อมเป็นส่วนหนึ่งที่จะเข้าไปช่วยเหลือ

เดชบดินทร์ ลิมศุภนาค / ภาพ