อีก   2 วันต่อมา หลังจากชลอให้หมวดเจิม และบรรดาสายลับสายโจร เร่งหาชื่อไอ้โบ๋ หรือไอ้โบ้ คนสนิทจ่าสิบเอกอนันต์ สุขสันต์ นักจัดสรรที่ดิน อดีต ส.ส.ชัยนาท ที่ได้ชื่อฉายา ราชาที่ดิน ย่านโชคชัย4 เป้าหมายที่เขาเริ่มมั่นใจ น่าจะมีส่วนเกี่ยวพันกับการตายของนายศรายุทธ ส.ส.ชัยนาท โฆษกพรรคกิจสังคม และภรรยานายทหารยศ ร.อ. หลังถูกกลุ่มมือปืนไล่ยิงถล่มพรุนคารถเก๋งที่ปากซอยพิชิต ถนนเจริญกรุง เพราะพยานหลักฐานแวดล้อมหลายอย่างพุ่งตรงมาหา

หลังใช้วิธีการหลายอย่างในที่สุด ก็ได้ชื่อจริงไอ้โบ๋  คือ นายสวงค์ เอี่ยมสำอาง  ชลอ สั่งให้ผู้กองคก นำไปเข้ากระบวนการเพื่อคัดเอารูปภาพจากกองบัตรประชาชน จนได้รูปภาพของไอ้โบ๋ มาประกอบแนวทางการสืบสวน

ต่อจากนั้น ชลอนัดให้หมวดเจิม เอาตัวไอ้น้อย บ้านไร่ มือปืนที่อ้างว่า เคยมีคนมาติดต่อให้รับงานยิง ส.ส.คนไหนก็ได้ในจังหวัดชัยนาท มาพบที่โรงแรมริมถนนสายเอเชีย จังหวัดชัยนาท ที่เขาเคยใช้ตั้งเป็นกองบัญชาการหาข่าวทีมฆ่านายศรายุทธ ส.ส.หนุ่มรองโฆษกพรรคกิจสังคม ในช่วงแรกเกิดเหตุจนกระทั่งลากตัวไอ้น้อยคนนี้มาเก็บไว้

นอกจากให้เอาไอ้น้อยมาแล้ว ชลอยังให้ตามตัว ไอ้หรั่ง –แพท บูล มือปืนหน้าหล่อเชื้อสายปาทานจากอุทัยธานีให้มาพบด้วย

———————————————————–

 

“ คนนี้แหละนาย ที่มาจ้างผมให้ไปยิง ส.ส.ชัยนาทคนไหนก็ได้…”

มือปืนรับจ้างร่างผอมเกร็ง ตอบด้วยความลิงโลด  แสดงความมั่นอกมั่นใจ หลังชลอเอารูปภาพจากกองบัตรประชาชนมาให้ดู

“จำได้จริงนะมึง…”ชลอถามย้ำ

ครับ..นาย ผิวขาว ล่ำเตี้ย ผมหยิก หน้าตาแบบนี้ล่ะครับ ที่มันมาหาผม แต่มันให้เงินค่าจ้างน้อยไป แค่ 2 หมื่นบาท ผมเลยไม่เชื่อ คิดว่ามันต้องอม ผมเลยขอไปพบไปคุยกับคนว่าจ้าง  มันกลับไม่ยอม และเดินทางกลับ จนกระทั่งได้ข่าว ส.ส.ชัยนาท ถูกยิง ผมจำชื่อนายศรายุทธ 1 ใน 2 คนที่มันพูดถึงได้  ก็เลยเตรียมตัวเผ่นหนี เพราะกลัวมันจะส่งคนมาปิดปาก ตามที่ผมเคยบอกนายน่ะครับ”

ไอ้น้อยกล่าวตอบแบบมั่นใจสุดๆ ขณะที่ไอ้หรั่ง-แพท บูล มือปืนหนุ่มเชื้อปาทาน ขยับตัวขอดูรูปไอ้โบ๋ที่อยู่ในมือไอ้น้อย

“ครับนาย….ผมเคยเห็นเหมือนกัน นานๆจะเข้ามาในพื้นที่ที แต่ผมไม่ทราบว่ามันสนิทกับส.ส.อนันต์ด้วย”

หลังจากคนทั้งหมดในห้อง ผลัดกันดูรูปไอ้โบ๋ –สวงค์  จนแทบจะจำทุกอณูไว้ได้ในก้อนสมอง หมวดเจิมเป็นคนนำรูปส่งคืนให้กับเจ้านายหนุ่มที่เขาเห็นมาตั้งแต่เป็นร้อยตำรวจตรีจบใหม่ๆจนกระทั่งตอนนี้เจริญเติบโตก้าวหน้าเป็นนายตำรวจมือดีแห่งกองปราบปราม และกรมตำรวจ

“ไปพี่เจิม ถ้าไอ้น้อยความจำมันดี ก็ถืองานสำเร็จไปอีกขั้น ออกไปหาอะไรกินกัน มีอะไรคุยกับพี่หลายเรื่อง”

ชลอบอกกับหมวดเจิม ที่เขาเคารพเหมือนพี่ชายอีกคนหนึ่ง และเหมือนเป็นการบอกให้กลุ่มชายฉกรรจ์ที่อยู่ในห้องนั้น ทั้งตำรวจและโจร ที่กลายเป็นกองกำลังเฉพาะกิจ ร่วมคลี่คลายคดีสังหาร ส.ส.ชัยนาท และภรรยา เตรียมตัวเดินทางออกไปหาความสำราญ ตามสไตล์ของรองผู้การนักบู๊ คนนี้

มื้อนี้ นอกจากทุกคนจะสนุกสนาน สายโจรอย่าง ไอ้เหน่ ไอ้หรั่ง-แพท บูล และน้องใหม่ ไอ้น้อย บ้านไร่ ยังได้โอกาสประกาศตัวให้ตำรวจท้องที่เห็นว่า มันมีนายตำรวจใหญ่ชื่อดังแห่งกองปราบปราม คุ้มกะลาหัวอยู่

———————————————————–

 

“ไม่ไหวครับนาย…บ้านไอ้โบ๋มันอยู่ในชุมชนหลังซอยโรงงานวีนัส ห้วยขวาง เหมือนสลัมดีๆ คนเข้าออกพลุกพล่าน หาจุดเอาตัวมันเงียบๆไม่ได้”

1ในทีมงานชลอบอก ระหว่างมาประชุมความคืบหน้าของคดีที่บ้านปัฐวิกรณ์ หลังไปเฝ้าจุดกันมาหลายวันหลายคืน

“งั้นเปลี่ยนใหม่ ลองไปดูลู่ทางที่ทำงานมัน ที่การไฟฟ้าบางกะปิ ดูว่ามันเข้าออกที่ทำงานยังไง  ได้ตัวก็เอาเข้าเซฟลาดพร้าว และรีบติดต่อกู ”

ชายหนุ่มเจ้าของบ้านเสนอแนะวิธี

“ท่าทางมันเป็นยังไง”

คราวนี้ชลอหันมาถามผู้กองเบี้ยว ที่เขาให้สั่งจัดชุดสะกดรอยตามชนิดห้ามพลาด เพราะมันเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่จะเริ่ม หากไอ้โบ๋ ผู้ต้องสงสัยที่อาจจะรู้ตัวหลบหนี หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำให้ยากต่อการติดตาม การสืบสวนคดีนี้อาจจะต้องใช้เวลานานขึ้น หรือยากขึ้น

“ตอนนี้ มันยังนิ่งๆครับ ไปทำงานตามปกติ เมื่อวาน ผมลองให้ลูกน้องปลอมตัวเข้าไปจ่ายค่าไฟอยู่หลายรอบ ยังเห็นมันขับรถไฟฟ้าเข้าออกตามเวลา”

ร้อยตำรวจเอกพิภพ เบี้ยวไข่มุก นายตำรวจที่เสมือนหนึ่งมันสมองของทีมตอบกลับ

“มึงลองดู และเช็กล่วงหน้าไปด้วยก็ได้ว่า ไอ้ที่มันขับรถไปทำงานด้วยกันนี่ มันจะเป็นชุดที่ไปถล่มส.ส.ศรายุทธกับเมียด้วยหรือเปล่า”

ชลอให้คำแนะนำไป แต่อีก 3 วัน งานก็ยังไม่สำเร็จ ยังเอาตัวไอ้โบ๋มาไม่ได้ ชลอเริ่มขัดใจ เพราะงานไม่ลื่นไหลตามใจที่เขาต้องการ ซ้ำยังถูกเร่งจากรักษาการผู้บังคับการกองปราบปราม พลตำรวจตรีกุศล นาคศรีชุ่ม ที่ชลอเข้าใจว่า คงจะถูกเร่งมาอีกทอดหนึ่งจากผู้บังคับบัญชาในกรมตำรวจที่ใหญ่กว่า

———————————————————-

เกือบแปดโมงเช้าวันรุ่งขึ้น ที่การไฟฟ้านครหลวง บางกะปิ

ชายหนุ่มร่างล่ำเตี้ย ผิวขาว ผมหยิก วัย 34 ปี  ที่รู้จักกันของคนการไฟฟ้า เขตบางกะปิในชื่อ ไอ้โบ๋ หรือชื่อจริง สวงค์ เอี่ยมสำอาง เดินทางมาทำงานตามปกติ ขณะที่มันกำลังเดินผ่านรถตู้สีขาว ยี่ห้อโตโยต้า ไฮเอซ รุ่น 2 ที่คนไทยรู้จักกันในรุ่นหัวแตงโม มันก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เมื่อประตูรถตู้ถูกเปิดออกพร้อมมีชายใส่ชุดซาฟารี สีน้ำเงิน สวมหมวกหนัง Hunting Cap แบบที่เห็นในภาพยนตร์เจ้าพ่อ เดินลงมากับชายฉกรรจ์ร่างใหญ่อีก 2 คน นอกจากนี้ยังมีชายฉกรรจ์อายุรุ่นราวคราวเดียวอีก 2 คน เดินลงมาจากรถเก๋งไทรอัมพ์ รุ่น T 20  สีเขียวเข้ม ที่จอดอยู่ใกล้ๆเข้าประกบหน้าหลัง

“เฮ้ย…มึงจะทำอะไร”

ไอ้โบ๋ เสียงดังทำท่าขึงขังฮึดฮัด เมื่อรู้ตัวว่าถูกล้อมกรอบ แต่ถูกชายฉกรรจ์สวมหมวก Hunting Cap รูปร่างล่ำมะขามข้อเดียวที่มันคุ้นๆหน้าบอกเสียงเบาแต่เต็มไปด้วยอำนาจ

“กู…ชลอ รองผู้การกองปราบฯ ไปกับกูดีๆ อย่าเสียงดัง อายเขา”

ท่าทีไอ้โบ๋อ่อนลงทันที เมื่อนึกออกแล้วว่า ชายฉกรรจ์สวมหมวกทรงเจ้าพ่อที่คุ้นหน้าๆนั้นคือ พันตำรวจเอกชลอ เกิดเทศ นายตำรวจมือปราบชื่อดัง คู่กรณี เสี่ยหยอง-สมชาย พงษ์สว่าง ลูกชายไบคาน เจ้าพ่อแขกปาทาน ที่หนีหัวซุกหัวซุนกลับบ้านเกิดปากีสถานในขณะนี้

พร้อมกันนั้น จ่าตั๋น จ่ายะ ที่เดินลงมาจากรถไทรอัมพ์ ก็หิ้วแขนทั้ง 2 ข้างของไอ้โบ๋ ขึ้นรถ พร้อมกับสวมผ้าปิดตา ใส่กุญแจมือไพล่หลัง โดยมี 2 จ่านักบู๊สีกากีนั่งประกบ

ส่วนชลอ และผู้กองคก ผู้กองเบี้ยว หันกลับไปขึ้นรถตู้ ก่อนที่รถทั้ง 2 คัน จะวิ่งตามกันออกจากสำนักงานการไฟฟ้านครหลวง เขตบางกะปิ  มุ่งหน้าปากทางลาดพร้าวทันที

แทบไม่น่าเชื่อ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณลานจอดรถของการไฟฟ้าเขตบางกะปิ เมื่อสักครู่ รวดเร็วจนไม่มีใครเห็นแม้สักคนเดียว

หลังได้ตัวไอ้โบ๋ ขึ้นรถ ชลอเป่าลมออกจากปากด้วยความโล่งใจ ในอีกสักครู่นี้ คงได้รู้กันว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร

ชลอให้จ่าจิ๋ว ขับรถตู้ตามรถเก๋งไทรอัมพ์สีเขียวเข้มไปติดๆ หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ถูกตำรวจจราจรหรือตำรวจท้องที่ตั้งด่านเรียกค้น เขาจะได้แก้ปัญหาให้ได้ และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เขาไม่นั่งไปกับไอ้โบ๋ที่ถูกปิดตาใส่กุญแจมืออุ้มขึ้นรถเก๋งไทรอัมพ์

อีกเกือบ 1 ชั่วโมงต่อมา ไอ้โบ๋ คนสนิทราชาที่ดินโชคชัย 4 ที่ตอนนี้กลายเป็นผู้ต้องหารายแรกที่ถูกหิ้วเข้าเซฟลาดพร้าว 15 บ้านทรงยุโรป 2 ชั้น หลังใหญ่ในเนื้อที่เกือบ 1 ไร่ ของชลอที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นอดีตบ้านพักดาราสาวดาวยั่วชื่อดังเมืองไทย

ไอ้โบ๋ถูกลากรถลงจากเข้าไปในบ้านในสภาพถูกปิดตาปิดปาก มันไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน แต่เริ่มรู้ชะตาตัวเองแล้วว่า มันจะโดนอะไรต่อจากนี้ หากมันยังปากแข็งไม่ยอมรับถึงสิ่งที่มันรู้เห็น

ไม่ใช่เพราะชื่อเสียงบารมีชายสวมหมวก Hunting Cap นาม ชลอ เกิดเทศ เพียงอย่างเดียว

เพราะระหว่างที่อยู่ในโลกมืด แค่ระยะเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง มันช่างยาวนานกว่า 1 ปี  เสียงตะคอกกรอกหูซ้ำๆตลอดทางของชาย 2 คนที่นั่งขนาบอยู่ในรถ มึงไปทำอะไรมา มึงไปทำอะไรมา บอกมา บอกมา สลับกับเสียงช็อก แชกๆเหมือนขึ้นลำปืน และของแข็งเย็นเฉียบ ที่มันมโนภาพไปว่าเป็นลำกล้องปืน ถูกกระแทกเข้าหัวมันหลายครั้ง สิ่งเหล่านี้มันช่างเขย่าโสตสัมผัส จนก่อเกิดจินตนาการประหนึ่งมันเคยเห็นเหล่าโจรที่ถูกมือปราบชลอ เกิดเทศ จับกุมมาสอบสวนด้วยวิธีต่างๆ จนต้องรับสารภาพตามคำเล่าขาน และข่าวที่ได้ยินได้อ่านมาก่อนหน้า

มันจึงมีคำตอบเตรียมไว้ในใจ หากว่ามันได้เห็นหน้าชายสวมหมวกหนังผู้มีอำนาจคนนี้อีกครั้ง

ในทางกลับกัน อีก 15 นาทีต่อมา ฝ่ายนักล่าสีกากี โดยชายหนุ่มเจ้าของเซฟเฮาส์ เดินตรงเข้ามาดึงผ้าที่ปิดตามันออก ไอ้โบ๋กะพริบตาหลายครั้งเพื่อให้ชินกับแสง ก่อนที่เขาจะเห็นหน้าตาของชายฉกรรจ์คนที่เขาคุ้นหน้าในหนังสือพิมพ์ดี

“กูถามมึงตรงๆ มึงรับงานไอ้อนันต์มายิง ส.ส.ศรายุทธ ใช่มั้ย…”ชลอพูดเสียงเข้ม ก่อนถามซ้ำ

“กูถามว่าใช่มั้ย”

สมันน้อยอย่างไอ้โบ๋ สะดุ้งสุดตัว รับเต็มปากเต็มคำ

“ครับ…”

“ไหนมึงลองเล่ามา เล่าให้หมด เอาเรื่องจริง อย่าให้กูต้องออกแรง”

“ครับท่านครับ  เดิมผมขับรถให้  ส.ส.อนันต์ มาหลายปี ก่อนที่ ส.ส.อนันต์ จะฝากมาขับรถอยู่การไฟฟ้า พอ ส.ส.อนันต์ สอบตก ก็เลยเรียกผมไปหา สั่งให้ไปหาคนมายิง ส.ส.ในชัยนาท ที่มีอยู่ 2 คนๆไหนก็ได้ เพื่อจะให้มีเลือกตั้งซ่อมใหม่ แต่มีข้อแม้ ห้ามลงมือฆ่าในเขตจังหวัดชัยนาท ให้ไปลงมือสังหารที่อื่น หรือในกรุงเทพฯ วงเงินค่าจ้าง 150,000 บาท”

ไอ้โบ๋ เริ่มเปิดฉากรับสารภาพท่ามกลางวงล้อมตำรวจกองปราบปรามลูกน้องชลอ ขณะที่ ชลอ มีท่าทีสบายอกสบายใจขึ้น ลงนั่งเอนหลังบนเก้าอี้โซฟาบุหนังเนื้อนุ่มที่ลูกน้องยกมาตั้งหน้าไอ้โบ๋ ไว้ให้ซักถามพยานสำคัญ

“เออ….มึงให้ความร่วมมืออย่างนี้ดี ไม่ต้องเจ็บตัว ดีไม่ดี กูจะเสนอมึงเป็นพยานในคดีให้ด้วย แต่อย่าโกหกกูแล้วกัน กูฆ่ามึงทิ้งแน่ เอ้ามึงเล่าต่อ เฮ้ย..ไอ้เปี๊ยก มึงเอาบรั่นดีมาให้กูหน่อย จะนั่งฟังมันเล่า มึงกินมั้ยไอ้โบ๋”

ชลอเริ่มใช้จิตวิทยาในการสอบสวน และเปิดทางให้ไอ้โบ๋เอาตัวรอดจากเรื่องที่มันสมรู้รวมคิด พร้อมให้ความเป็นกันเอง ด้วยการใช้เหล้าเป็นเครื่องมือสื่อ ทั้งๆที่ยังเช้าอยู่

“กินครับ” ไอ้โบ๋ละล่ำละลักตอบ

“ไอ้ตั๋น มึงแก้มัดให้มัน แล้วเอาเหล้าให้มันกินด้วย กินกับกูนี่แหละ”

จ่าตั๋น เดินไปแก้เชือกที่มัดมือไพล่หลังไอ้โบ๋ ส่วนไอ้เปี๊ยกหนวด เดินไปหยิบเหล้าแบล็กเลเบิล ผสมโซดาใส่แก้วยื่นให้ ไอ้โบ๋ที่ได้รับอิสรภาพ หยิบมากระดกทีเดียวหมดแก้ว ก่อนเล่าให้ฟังต่อ

“หลังผมรับคำสั่งจากส.ส.อนันต์ ผมไปหามือปืนรายหนึ่งที่อุทัยธานี ติดด่านช้างสุพรรณบุรี แต่มันเรื่องมากจะขอไปพบคนว่าจ้าง ผมเลยเปลี่ยนไปหามือปืนรายอื่นแทน จนกระทั่งมาเจอ ไอ้จิ๋ม ไอ้แมน และไอ้อิ้ง”

“ใครวะ ไอ้จิ๋ม ไอ้แมน ไอ้อิ้ง มันเป็นใคร ทำงานอยู่การไฟฟ้ากับมึงหรือเปล่า….”ชลอถามกลับทันทีเมื่อมีตัวละครใหม่เพิ่มเข้ามา

“เปล่าครับ….ผมรู้จักไอ้จิ๋ม เพื่อนกัน รู้ว่ามันอยู่ในวงการรับจ้างฆ่าคน เลยไปติดต่อมัน นัดพวกมาพูดคุยกันที่ร้านศิริชัยไก่ย่าง ปากทางลาดพร้าว วางแผนให้ไอ้อิ้งไปเช่ารถ จัดหาปืน และกระสุนมาให้ไอ้แมนกับไอ้จิ๋มเป็นคนลงมือยิง เงินค่าจ้างผมก็ให้พวกมัน 3 คนไปจนหมด”

“นาย…ผมขออีกแก้วนะ ไหนๆผมก็เกมแล้ว”

ไอ้โบ๋ ตอบแบบเอาตัวรอดตามที่ชลอเปิดทางไว้ พร้อมขอเหล้าฝรั่งมาดื่มอีกแก้ว ขณะที่ชลอพยักหน้าอนุญาตด้วยหน้าตาท่าทีเคร่งขรึม แต่ในใจนั้นยิ้มกริ่ม