ปัจจุบันคงมี นายพลไม่กี่คน ในระดับผู้บริหารหน่วยลงไปร่วมสมรภูมิรบเคียงค่าเคียงไหล่กับลูกน้อง

แถมรับบทแม่ทัพแบกปืนสวมเสื้อเกราะคุมกำลังนำหน้าฝ่าห่ากระสุนด้วยตัวเอง

ต้องนับถือ “หัวใจนักรบ” ของ พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ ที่ปรึกษา สัญญาบัตร 10 ไม่เคยทอดทิ้งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเสี่ยงตายเพียงลำพัง

“ผมยังชั่งใจอยู่ว่าจะลงไปยะลาหรือเพชรบูรณ์ดี” เจ้าตัวลังเลในวันรดน้ำศพ “ครูยักษ์” ด.ต.อนิรุทธ จันทะวงษ์ วีรบุรุษนักกู้ระเบิดรายล่าสุด เนื่องจากคดีลอบวางบึมบนภูทับเบิกที่รับผิดชอบอยู่กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มใกล้ปิดแฟ้ม

“อีกอย่างหนึ่ง” เขาถอนหายใจ “ผมไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบตรงนั้นแล้ว เมื่อข้างบนไม่สั่งมา เดี๋ยวจะถูกหาว่าออฟไซด์” นายพลตำรวจเอกครุ่นคิด

“พี่ไปได้ในฐานะผู้บังคับบัญชาเก่าได้ เชื่อสิ” นักข่าวคู่สนทนาแนะ

วันต่อมา พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ ทำตามเสียงเรียกร้องในหัวใจตัวเองด้วยความเป็นห่วงลูกน้องในสนามรบ บินดอดลงไปเยี่ยมปลอบขวัญผู้บาดเจ็บถึงเตียงโรงพยาบาล ก่อนนั่งหัวโต๊ะประชุมทีมสืบสวนสอบสวนคลี่คลายปม

วางแผน “ล่าตัวคนร้าย”มาดำเนินคดี

เขาเป็นนายที่ “ลูกน้องรัก” แต่มักเป็นลูกน้อง “ที่นายไม่ชอบ”

ด้วยความเป็นคนตรง พูดจาโผงผาง ไม่กลัวใครมาตั้งแต่เด็ก

ลูกชายคนที่ 3 ของ พล.ต.อ.แสวง ธีระสวัสดิ์ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ ไม่ได้ถูกเลี้ยงมาแบบ “คุณหนู” ตอนเด็กซุกซนวิ่งตกบันไดเกือบน็อกพื้นในบ้าน พล.ต.อ.มนต์ชัย พันธุ์คงชื่น นายเก่าของพ่อ ชนิดที่เจ้าของบ้านต้องรีบอุ้มขึ้นมาปลอบประโลม

ปรากฏว่า “เด็กชายใหม่” หัวแข็งไม่เป็นอะไรเลย

หลังจบสวนกุหลาบวิทยาลัยเข้าสู่รั้วโรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 36 สร้างวีรกรรมมากมาย ตั้งแต่ ท้าทายรุ่นพี่ ลองดีครูฝึก เพราะไม่ชอบที่โดนกลั่นแกล้งจวกอย่างไร้เหตุผล มองเขาเป็น “ลูกชายผู้บัญชาการตำรวจนครบาล”

ทำให้ถูกซ่อมหนักกว่าคนอื่น

สุดท้ายยังโยนให้เป็น “หัวหน้ากบฏ” รับบท “หัวโจก” ก่อม็อบประท้วงรุ่นพี่ ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น

กว่าจะมาถึงตรงนี้เส้นทางชีวิตรับราชการของเขาไม่ได้ชื่นมื่นโดนประคบประหงมด้วยที่เป็น “ลูกผู้ใหญ่”อย่างหลายคนคิด

เหมือนเขาถูกลิขิตให้ไปเป็น “นักสืบ มือปราบ” ก่อนลงไปกำราบผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้

กุมหัวใจนักรบสมรภูมิไฟปลายด้ามขวานในปัจจุบัน