ผลพวงจากการเดินขบวนประท้วงนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นพี่ในรั้วสามพราน

ยุทธจักรโล่เขนเกือบไม่มีชื่อของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไม่มี พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ ติดทำเนียบนักรบบนสมรภูมิไฟใต้

เพราะนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 36 ทำผิดกฎระเบียบต้องถูกลงโทษด้วยการ “ไล่ออก” ยกรุ่น

อีกทั้งจะโดนดำเนินคดีข้อหา “กบฏ” ทำให้ทหารและตำรวจแตกแยก

โทษจำคุกสูงสุด 10 ปี

พล.ต.อ.มนต์ชัย พันธุ์คงชื่น อธิบดีกรมตำรวจขณะนั้นต้อง “แก้ลำ” ไปกราบทูลเชิญสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จมาขอบิณฑบาต

ลูกชาย พล.ต.อ.แสวง ธีระสวัสดิ์ จึงยังอยู่ในเส้นทางผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ประเดิมลงตำแหน่งรองสารวัตรสอบสวนอยู่เมืองนครศรีธรรมราช “พื้นที่สีแดง” เต็มไปด้วยผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์

อยู่แค่ 2 ปี ดวลปืน “จับตาย”ลูกนายดาบตำรวจ

ถูกชาวบ้านต่อต้านกล่าวหาไปฆ่าคนของพวกเขา กลายเป็นที่หมายหัวจ้องล้างแค้นคืน ทำให้ต้องย้ายไปเป็นรองสารวัตรกองสืบสวนภูธร 4 (สมัยนั้น) ที่มี พล.ต.ท.เสมอ ดามาพงศ์ เป็นผู้บัญชาการ แต่ยังไม่วายโดนตามล่า

ผู้พ่อจำเป็นต้องย้ายมาเป็นพนักงานสอบสวนในเมืองหลวง ก่อนเป็นนายเวร พล.ต.ต.ประสงค์ วาสิกานนท์ ผู้บังคับการตำรวจนครบาลพระนครเหนือ มีโอกาสคลุกคลีกินนอนอยู่กับตำรวจชั้นประทวนของกองกำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครเหนือ

ลิ้มรสชีวิตตำรวจนอกเครื่องแบบแล้วติดใจ

ขอลงเป็นสารวัตรแผนก 3 กองกำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครเหนือ กลายเป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางนักสืบของเขา

เรียนรู้วิชาจากรุ่นพี่ อาทิ ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา กฤษฎา พันธุ์คงชื่น ประมวลศักดิ์ ศรีสมบุญ ปรีชา ธิมามนตรี ไพศาล เชื้อรอด วีระศักดิ์ บูรพากาญจน์ คลี่คลายคดีสำคัญมากมาย

เข้าช่วยหญิงสาวถูกจี้จับเป็นตัวประกันบริเวณสวนจตุจักรถึงขนาด มีดบาดมือ เลือดอาบ หลังจากนั้นไม่นานเกิดการปะทะชุลมุนขณะจับกุมแก๊งมังกรจีน 18 เค โดนยิงเข้ามือ กระสุนตัดเส้นเลือดใหญ่เล่นเอาเฉียดตาย ดีที่ส่งโรงพยาบาลทัน  

ต่อมาตัดสินใจย้ายไปอยู่กองปราบปราม ตามเข้า “ชุดดรีมทีม” ร่วมกับ ประมวลศักดิ์ ศรีสมบุญ วีระศักดิ์ มีนะวานิชย์ สมัย พล.ต.ท.วรรณรัตน์ คชรักษ์ นั่งเก้าอี้ผู้บังคับการปราบปราม

ก่อนขึ้นผู้กำกับการสืบสวนนครบาล 3 แกะรอยกระชากหน้ากาก “บังรอน” สุรชัย เงินทองฟู ราชายานรกย่านหนองจอก

ออกแนวบู๊ล้างผลาญสร้าง “ตำนานนักสืบบทใหม่” ได้ใจลูกน้อง

แต่ผู้ใหญ่กลับมองว่า เขาเป็นคนหัวแข็ง !!!