ดีตตำรวจท่องเที่ยวหญิงก้าวไปประสบความสำเร็จไกลในต่างแดน

ก่อนหน้านี้ ส.ต.อ.หญิง วิชุอร แก้วฮ่องคำ เรียนจบวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีร้อยเอ็ด ไปทำงานเป็นผู้ช่วยวิศวกรบริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย)  จำกัด นาน 6 ปี กระทั่งมีการเปิดรับตำรวจท่องเที่ยวเลยตัดสินใจไปสมัครสอบ เพราะอยากเป็นตำรวจอยู่แล้ว

ได้รับการบรรจุอยู่กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว ทำงานนาน 10 ปี เธอย้อนลำดับชีวิตว่า ชอบมากที่สุด เพราะเป็นงานที่ได้ดูแลรักษาชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน   ปกติก็เป็นคนที่ชอบงานแบบลุยๆ แกร่งๆประมาณเป็นหญิงแกร่ง หญิงเก่งมาตั้งแต่ไหนแต่ไร  ทำให้มีความรักและเคารพงานด้านตำรวจเป็นพิเศษ

“อาชีพตำรวจได้ให้ความมั่นคง และความรู้สึกปลอดภัยแก่ประชาชน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งแรกที่ประชาชนจะนึกถึง คือ ตำรวจ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจยศสูงต่ำแค่ไหน ทุกคนก็มีหน้าที่เหมือนกัน คือ ปกป้องประชาชน รวมถึงระงับเหตุร้ายแรงให้หยุดชะงัก หรือบรรเทาเบาบางลง   ตำรวจเป็นอาชีพหนึ่งที่ไม่มี ไม่ได้ ถ้าไม่มีตำรวจ ประชาชนจะหันหน้าไปพึ่งใครที่ไหน  ดังนั้น อาชีพตำรวจในความคิดของดิฉันสามารถให้คุณประโยชน์กับประเทศชาติมากมาย อย่างปฏิเสธไม่ได้” เจ้าตัวรำลึกความภูมิใจในอดีต

เธอยอมรับว่า ฐานะของครอบครัวเกิดมาจากชาวนา ค่อนข้างยาก สมาชิกในครอบครัวมีเพียงเธอคนเดียว ที่ได้รับการศึกษาสูงกว่าใคร ความยากจนในครอบครัวจึงเป็นเหมือนมรดกตกทอดที่ส่งต่อรุ่นแล้วรุ่นเล่า   เป็นเหตุผลที่ต้องตัดสินใจหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง กระทั่งมีทางเลือกใหม่เข้ามา คือ การเดินทางมาหางานทำที่ประเทศสหรัฐอเมริกา  เราทราบมาตลอดว่า ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นดินแดนแห่งเสรีภาพ และมีความเสมอภาคทางสังคมที่ตัดสินทุกคนทั่วโลกด้วยความเท่าเทียม ไม่จำกัดเพศ วัย และอายุ เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งด้านความคิดและวัตถุ

“มันเป็นแรงกดดัน ดิฉันได้รับการดูถูกจากนักท่องเที่ยวว่า เป็นตำรวจท่องเที่ยวอย่างไร พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ จึงมีความตั้งใจอยากจะฝึกฝนพัฒนาตัวเองเอาไว้ใช้สื่อสารในชีวิตประจำวัน  หลังจากที่ตัวดิฉันได้มาอยู่สหรัฐอเมริกาแล้วจึงตั้งใจศึกษาภาษาอังกฤษอย่างเข้มงวด ภายใน 6 เดือนก็สามารถ พูด และเขียนพอได้ และเกิดอาการหลงใหลในภาษาอังกฤษ โดยไม่รู้ตัว”

จุดหักเหที่ต้องตัดสินใจถอดเครื่องแบบสีกากีไปตายเอาดาบหน้าในต่างแดน อดีต ส.ต.อ.หญิงท่องเที่ยวเล่าว่า  เพราะได้รู้จักกับสามีชาวอเมริกันทางอินเตอร์เนต โดยการแนะนำจากเพื่อน เขาเคยเป็นทหารผ่านศึกสงครามเวียดนาม เคยเป็นตำรวจสืบสวนสอบสวนฆาตกรรมของสหรัฐอเมริกา  ยิ่งทำให้รู้สึกศรัทธาในตัวเขา  เพราะเราทั้งสองมีอะไรคล้ายๆกัน พูดคุยเรื่องเดียวกัน เลยง่ายต่อการตัดสินใจที่จะหันหลังให้วงการตำรวจเดินทางมาใช้ชีวิตอยู่ในอเมริกา  ก่อนจะเดินทางมา เขาก็รับปากว่าจะส่งให้เราเรียนจนจบที่สหรัฐอเมริกา จึงตัดสินใจไปตายเอาดาบหน้า ถือว่า โชคดีที่มีสามีดีรักษาคำพูดยิ่งชีพ ทำทุกอย่างตามที่ได้สัญญาไว้ตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกัน กระทั่งดิฉันมีวันนี้ในที่สุด

สาวไทยในต่างแดนสารภาพว่า ใช้เวลาตัดสินใจทิ้งอาชีพตำรวจอันเป็นที่รักอยู่ 7 เดือน ก่อนบินมาอเมริกา มีข้อตกลงกับหัวหน้างาน คือ ขออยู่ในช่วงลาพักร้อน ยังไม่ได้ยื่นใบลาออกอย่างเป็นทางการ หัวหน้างานยังเก็บตำแหน่งเดิมไว้รอถึง2 เดือนเต็ม  เราบอกนายว่า อยากจะมาขอทดลองใช้ชีวิตที่นี่ดูก่อน หากไปไม่รอดจะขอกลับไปรับตำแหน่งเดิม ปรากฏว่า สามีใจดี ทำทุกอย่างอย่างที่เขาเคยให้สัญญาเอาไว้ ก็เลยบอกเพื่อนส่งใบลาออกให้เลย “ในวันที่ต้องเซ็นใบลาออกจากตำรวจ  ดิฉันร้องไห้ด้วยความเสียใจอย่างบอกไม่ถูก เพราะเป็นอาชีพในฝัน และฝันก็เป็นจริง สุดท้ายมันก็ต้องจบลง เพราะดิฉันตัดสินใจจะเปลี่ยนชีวิตตัวเอง เปลี่ยนแปลงความยากจนของครอบครัวให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น”

ตอนไปอยู่อเมริกาใหม่ ๆ ส.ต.อ.หญิง อรชุมา เข้าทำครัวของร้านอาหารไทยนาน 7 เดือน เธอว่า รู้สึกมันไม่ใช่งานที่เรารัก  แต่ละวันเอาแต่ร่างกายไปทำงาน วิญญาณไม่ไปด้วย ทำแบบขอไปที ไม่มีความรักให้งานเลยแม้แต่น้อย  ออกมาเสิร์ฟอาหารที่ร้านไทยอยู่ปีกว่าๆ ยิ่งรู้สึกเป็นงานที่ไม่ใช่ตัวตน เรายังใหม่ไม่มีความรู้อะไรมาก ระหว่างเรียนหนังสือก็ทำงานเท่าที่ทำได้ ไม่ต้องแบมือขอสามี

ถึงกระนั้นก็ตาม เธอเข้าเรียนวิทยาลัย Manchester Community College ทางเหนือของอเมริกาในรัฐรัฐคอนเนตทิคัต  ช่วง 2 ปีแรกเรียนแค่อ่านและเขียนอังกฤษอย่างเดียว จากนั้นสมัครเข้าเรียนในโปรแกรม Surgical Technology ( ยื่นเครื่องมือแพทย์ในห้องผ่าตัด ) ใช้เวลารวม 5 ปี จบเกียรตินิยมอันดับ 3 เข้าทำงานโรงพยาบาลที่ใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดของรัฐคอนเนตทิคัต ตำแหน่งยื่นเครื่องมือแพทย์ในห้องผ่าตัด  ถือเป็นหน้าที่สำคัญมาก เพราะนอกจากจะมีความรู้ด้านอุปกรณ์การแพทย์แล้ว ยังต้องทำงานอยู่กับความเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายของคนไข้ที่เข้ารับการผ่าตัดหัวใจทุกราย ด้วยความไว้วางใจของทีมแพทย์ระดับโลก ผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานร่วมกันในห้องผ่าตัดทุกวัน

หญิงแกร่งที่ประสบความสำเร็จไกลในอเมริกาเล่าว่า สังคมอเมริกันค่อนข้างเป็นสังคมที่เป็นตัวของตัวเองสูง การพูดจาไม่มีการแสดง การให้เกียติเจ้านายเหมือนบ้านเรา พวกเขาจะพูดตามกฎ ตามนโยบายเท่านั้น ถูก คือ ถูก ผิด คือ ผิด และจะทำงานที่ตัวเองได้รับมอบหมายให้สำเร็จ  หน้าที่ใครหน้าที่มัน ไม่มีการเกี่ยงงานกัน  ไม่มีการช่วยเหลือปัดภาระกัน   สำหรับงานของเรา เรื่องการมีปากเสียงระหว่างทีมงานกับหมอ จะเป็นเรื่องปกติมากๆ แต่พอผ่าตัดจบก็จบไป ไม่มีการเอามาพัวพันกันกับเรื่องส่วนตัว

“ดิฉันไม่โกรธง่าย  เปิดใจ ที่จะเรียนรู้ในความแตกต่างของกันๆและกัน  อยู่ได้แบบเป็นธรรมชาติ ไม่ฝืน ใครโกรธเราก็ไม่โกรธตอบ เพราะเราใหม่ต่อที่นี่  ดิฉันจะทำตัวเป็นแก้วไม่มีน้ำตลอดเวลา เพราะอะไรมาเรารับได้หมด แม้แต่บางเรื่องเรารู้แล้ว ใครอยากสอน เราก็ฟังเขา เพราะใครๆ ก็รักใคร่ เอ็นดู คนว่านอนสอนง่ายกันทั้งนั้น ฝรั่งยังออกปากชมบ่อยๆ ว่า ดิฉันเป็นคนที่มีความอดทนสูงมาก พ่อแม่คงสอนมาดี เพราะมีความตรงต่อเวลา มีความรับผิดชอบ  ดิฉันยึดหลัก  หากเราทำเต็มที่แล้ว อะไรๆ มันจะพูดแทนเราเอง  ไม่ต้องไปปรับไปเปลี่ยนอะไร ให้ยุ่งยาก”

ถึงปัจจุบัน เธอมีความรู้สึกว่า การเดินทางตามฝันมันจบลงแล้ว เดินทางมาถึงจุดอิ่มใจของตัวเองแล้ว ความรู้สึกใช่ มันเกิดขึ้นแล้ว ความรัก ความศรัทธา ความเคารพ  ความภาคภูมิใจ ในตัวเอง และในงานมันเกิดขึ้นอีกครั้งแล้ว  ภาพลักษณ์ของผู้หญิงแกร่งก็กลับมาแล้ว เพียงแต่คนละบทบาท แต่เป้าหมายเดียวกัน คือ ช่วยเหลือ และรักษาชีวิตของมวลมนุษย์ให้ได้กลับมาอยู่กับครอบครัว และคนรักอีกครั้ง

“ชีวิตครอบครัวก็อบอุ่น สามีเป็นผู้นำที่ดีเยี่ยม อาจให้วิธีการปกครองภรรยาแบบ ทหาร และตำรวจของอเมริกันมาบวกกัน ดิฉันก็มีพื้นฐานทางการตำรวจเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว เคยฝึกฝนความอดทนมาจากค่ายพระราม 6 ตอนสมัยเป็นนักเรียนตำรวจ ทั้งคลานเข่า คลานศอก บนถนนดินแดง เลือดออกชิบๆ โดนด่าโดย ครูฝึกสารพัด ทั้งหมดนี้สร้างดิฉันให้เป็นคนมีความอดทน และแกร่งปานเพชร การด่าทอของหมอฝรั่งจึงไม่กระเทือนประสาทแต่อย่างใด”

“จงเป็นต้นไผ่ อย่าเป็นต้นอ้อ จงเป็นมะกอกอย่าเป็นมะตูม” ประโยคนี้ของครูฝึกเคยสอนตอนไปฝึกการดำรงชีพในป่าก่อนจบหลักสูตร ทำอดีตตำรวจหญิงไม่เคยลืม และนำมาใช้แม้แต่ในอเมริกา จนประสบผลสำเร็จอย่างภาคภูมิใจ เธอยังรักและคิดถึงอาชีพตำรวจเสมอๆ และบอกกับลูกชายไว้ว่า หากเธอตาย ให้ใส่ชุดตำรวจให้ในวันเผาศพ ที่ทุกวันนี้ เธอยังเก็บภาพถ่ายและบัตรประจำตัวข้าราชการตำรวจทุกอย่างเอาไว้หมด ตอนนี้ก็อยู่กับตัวพกไว้ตลอด เพราะมันคือ อาชีพที่เธอรัก คือ ความภาคภูมิใจในครั้งหนึ่งของชีวิต

ส.ต.อ.หญิง วิชุอร บอกแผนในอนาคตด้วยว่า อีก 4 ปี จะกลับคืนสู้อ้อมกอดแผ่นดินแม่อีกครั้ง ด้วยความหวังจะไปสร้างประโยชน์แทนคุณแผ่นดินเกิด ที่คิดไว้ คือ อยากกลับไปเป็นครูสอนภาษาแด่ผู้ด้อยโอกาส
กลับไปเป็นนักพูดจูงใจ กระตุ้นให้คนไทยเห็นคุณค่าการของการศึกษา ปรับเปลี่ยนทัศนะของคนไทยว่า เราก็ทำได้ ไม่แพ้ชาติใด อยากจะเป็นนักเขียนแบบจูงใจ เขียนให้กำลังใจคน ซึ่งปัจจุบันก็มีเพจเฟซบุ๊กสาธารณะ เขียนบอกเล่าเรื่องราวประสบการณ์ต่างๆในสหรัฐอเมริกา ถือว่า มีเสียงตอบรับจากแฟนเพจที่คอยติดตามอ่านพอสมควร

“สำหรับวงการตำรวจในภายภาคหน้า หากดิฉันได้ย้ายถิ่นฐานกลับไปอาศัยอยู่ประเทศไทยแล้ว  ถ้ามีใครเล็งเห็นว่า ดิฉันยังพอมีประโยชน์ต่อองค์กร ต่อชาติบ้านเมือง ดิฉันก็ยินดีหวนคืนสู่วงการตำรวจอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษ  หรือในด้านใดก็แล้วแต่  หรือจะให้ดิฉันเป็นจิตอาสาช่วยเหลือแพทย์ผ่าตัดตามถิ่นทุรกันดารต่างๆ ดิฉันก็ยินดีและเต็มใจเป็นอย่างยิ่ง” หญิงสาวคนเก่งว่า