ตลอดระยะเวลา 10 ปีบนสมรภูมิรบนอกตำราชายแดนด้ามขวานประเทศ

บ่อยครั้ง พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ ต้องรับบท “แม่ทัพ” กุม “หัวใจขุนศึก”ออกภาคสนามเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ถึงแม้ไม่ได้อยู่นั่ง ตำแหน่งหลัก ในฐานะผู้บังคับบัญชาสายตรงอย่างที่เขาสมควรจะเป็น

เมื่อพ้นจากผู้บังคับการประจำสำนักงาน พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เขาถูกโยกเป็น ผู้บังคับการศูนย์ฝึกอบรมกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 และเป็นผู้บังคับการกองตรวจราชการ 3 จเรตำรวจ

ขยับขึ้นรองจเรตำรวจ ก่อนลงเป็นรองผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้

จ่อ “แคนดิเดต” ผงาดเป็น “ผู้นำทัพตำรวจดับไฟใต้”

ท่ามกลางความหวังของนักรบชายแดนที่เห็นความตั้งใจทำงานของผู้เป็นนายทุกครั้งที่นำกำลังออกลุยเคียงบ่าบนสมรภูมิร้อนตลอดหลายปี

สุดท้ายกลับได้เป็น ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ทำหน้าที่ประสานงานนายกรัฐมนตรีและกระทรวงกลาโหม)

ข่าวว่า ผู้หลักผู้ใหญ่ที่ถืออำนาจกลัวนิสัย “หัวแข็ง” ของเขา

กลัวจะขวาง “เค้กก้อนใหญ่” ที่เหล่าผู้หิวกระหายจ้องเขมือบ

เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เส้นทางชีวิตรับราชการของ พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ ประสบอุปสรรคจากคนหน่วยงานเดียวกันทั้งนั้น

ไม่เคยมีปัญหาเรื่องโจรผู้ร้ายให้หนักอกสักครั้งเดียว

ถึงกระนั้น เขายังได้รับมอบหมายให้มาดูแลรับผิดชอบพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้ต่อมาจะนั่งตำแหน่งจเรตำรวจ และผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

หัวใจนักรบของเขาไม่เคยปฏิเสธ

นำกำลังบุกป่าขึ้นเขาลงห้วย ฝ่าดงปืนและระเบิดนับครั้งไม่ถ้วน ปะทะผู้ก่อความไม่สงบมากกว่านั่ง “สั่งแห้ง” อยู่ในห้องทำงานแอร์เย็บฉ่ำ

ย่ำพื้นที่ “สีแดง” แสดงบทบาทผู้นำกรำศึกมาอย่างโชกโชน

สิ่งสำคัญสุด คือ บ่อยครั้งที่บุกเข้ายึด “รังโจร” ได้สำเร็จ บรรดาขุนศึกจะได้กลิ่นหอมฉุยของ “ไข่เจียว” ที่นายพลตำรวจมือปราบจัดแจงวางปืนคว้าตะหลิวลงมือทอดในกระทะแจกจ่ายลูกน้องตอบแทนเป็นรางวัลด้วยตัวเอง

หัวใจของนายถึงแลกได้ด้วยไข่เจียว

สูบฉีดกำลังพลที่ห่อเหี่ยวให้กลับมารวมพลังรักษาผืนแผ่นดินประเทศ เป็น “สูตรเด็ด” กลางสนามรบที่ไม่เคยมี “พลตำรวจเอก” นายไหนแสดงให้เห็น

แม้ภายหลังต้อง “เซ่น” ด้วยคำสั่งให้พ้นอำนาจหน้าที่รับผิดชอบ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

แซวกันว่า อาจเพราะ ผู้ใหญ่บางคน ไม่ชอบ “ไข่เจียว”

กลิ่นมันคงส่งอารมณ์ฉุนเฉียว ทำ “ก้อนเค้ก” หน้าตาบิดเบี้ยวตัดแบ่งไม่อิ่มทั่วท้อง !!!