รับทุนโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน AFS ไปศึกษาต่อประเทศเปรูเป็นเวลานานเกือบปี

“เจน” สุนนทญา ภู่บุบผากาญจน ลูกสาวคนโต พ.ต.อ.เผด็จ ภู่บุบผากาญจน ผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการ สำนักงานกฎหมายและคดี ไม่รู้สึกใจหายที่ต้องห่างไกลครอบครัว แต่กลับวิตกกังวลที่ผู้พ่อย้ายไกลสู่ถิ่นอีสานมากกว่า

เธอเรียนชั้นมัธยม 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง มีความฝันอยากเป็นล่าม และรักการทูต ด้วยความที่เก่งภาษา มีส่วนทำให้ได้รับทุนโครงการแลกเปลี่ยน ทั้งที่ความจริงติดสำรอง ปรากฏเหลือโควตาเพิ่ม 4 ประเทศ ประกอบด้วย อินเดีย จีน เปรู และอาเจนติน่า ลังเลอยู่พักตัดสินใจเลือกเปรู ดินแดนอันมีมนต์เสน่ห์ของทวีปอเมริกาใต้

นักเรียนหญิงคนเก่งเล่าว่า ปกติไปซัมเมอร์คอร์สต่างประเทศมาแล้วตอนมัธยม 1 ที่ประเทศมาเลเซีย พอมัธยม 2 ไปไต้หวัน แต่เป็นครั้งแรกที่เดินทางยาวแบบนี้ รู้สึกเฉย ๆ ที่ห่างพ่อแม่ ตอนอยู่มาเลเซียมีญาติอยู่ที่นั่น แต่ไต้หวันอยู่คนเดียว เรียนรู้ด้วยตัวเองขนาดใกล้จะกลับ ไม่อยากกลับ ส่วนที่เปรูก็ต้องอยู่กับครอบครัวเขา “ให้ไปอยู่ที่ไหน หนูก็อยู่ได้อยู่แล้ว ไม่ซีเรียส หนูชอบท่องเที่ยวผจญภัย คุณพ่อก็สนับสนุนบอกให้ไปเพื่อได้โอกาสเรียนรู้ มีประสบการณ์”

ความสัมพันธ์พ่อลูกของทั้งคู่ เจนบอกว่า สนิทกันมาก แม้นาน ๆ จะได้คุยกัน เพราะพ่อทำงานไม่ค่อยอยู่บ้าน แต่มีอะไรก็ปรึกษาตลอดและสามารถนำไปใช้ได้จริง พ่อเป็นคนมีเพื่อนเยอะ ผ่านอะไรมาเยอะ สอนหลายๆ เรื่องมาตลอดตั้งแต่เด็ก ทั้งเรื่องมารยาทเวลาอยู่กับผู้ใหญ่ หรือเวลาทะเลาะกับแม่ ตอนเด็กๆ พ่อจะบอกให้ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งเครียดนะ เราเป็นความหวังของพ่อ เป็นตัวแทนพ่อ

เด็กสาวยอมรับว่า ตอนเด็กไม่ค่อยรู้เรื่องที่พ่อเป็นตำรวจ เพราะพ่อยังมีเวลาให้ หลัง ๆ พอเลื่อนตำแหน่งเวลาจะน้อยลง คุยกันน้อยลง แต่จะติดพ่อมาก เวลาพ่อกลับบ้านก็น้อยใจบางที แต่เข้าใจว่า เป็นงานพ่อ “ หนูคิดว่าตำรวจเป็นอะไรที่เป็นงานช้าง ต้องดูแล ทั้งคนอื่น ไหนจะเรื่องครอบครัวตัวเองอีก บางทีเหมือนว่า คุณพ่อพยายามเทคแคร์ทั้งสองอย่าง คิดว่า คุณพ่อเหนื่อย แต่จะไม่ค่อยพูด ไม่เอาเรื่องงานมายุ่งกับเรื่องครอบครัวอยู่แล้ว”

“พอคุณพ่อต้องถูกย้ายเที่ยวนี้จากนครบาลไปอยู่ต่างจังหวัด ตอนแรกหนูร้องไห้ ไม่อยากให้คุณพ่อไป หนูรู้สึกว่า บางเรื่องมันไม่ยุติธรรม แต่หนูก็เข้าใจวงการตำรวจ คุณแม่ก็เครียดร้องเหมือนกัน แต่หนูจะไม่อยากร้องให้คุณแม่เห็น หนูอดทนตามที่คุณพ่อบอกว่า หนูเป็นตัวแทนพ่อเลยนะ ต้องคอยดูแลแม่กับน้อง ก็โอเค ไม่ร้อง รู้ว่าจะไม่ไปก็ไม่ได้ คือ มันก็ต้องไป ครอบครัวเราต้องปรับตัว คุณพ่อก็บอกเสมอว่า เดี๋ยวก็ได้กลับมา” ลูกสาวผู้กำกับหนุ่มระบายความรู้สึก

เธอว่า คำสั่งออกมาตอนแรกช็อก ตอนหลังทำใจได้ เคยปรึกษาครู ปรึกษาเพื่อนที่มีพ่อเป็นตำรวจ พวกเขาแนะนำให้ใจเย็นๆ ตำรวจเป็นชีวิตที่เหนื่อย ครอบครัวต้องปรับตัวเรื่อยๆ แต่สิ่งที่เรากังวลและเป็นห่วง เพราะเวลาไปอยู่เปรู ใครจะอยู่ดูน้อง ดูแลแม่ เป็นภาระที่ทำให้เราห่วง แม่ก็บอกว่า ไม่ต้องห่วงมาก เอาตัวเองให้รอดก่อน แม่จัดการได้อยู่แล้ว ถึงกระนั้น เรารู้สึกภูมิใจในตัวพ่อมาก เพราะรู้ว่า พ่อเป็นคนทำงาน พ่อเป็นคนเวิร์กมาก

เจนจำได้แม่นว่า เคยเป็นเที่ยวมาเลเซียกับพ่อ เห็นตู้รับแจ้งเหตุส่งสัญญาณอัตโนมัติ พ่อเลยเกิดไอเดียนำมาเป็นต้นแบบที่เมืองไทย พ่อให้ถ่ายรูปเก็บไว้ ก่อนกลับมาวางแผนทำโครงการ Police Help Me

แล้วค่อยมาจริงจังเป็นโครงการที่ดีสำเร็จเรียบร้อย “ตอนเด็กๆ เคยบอกคุณพ่อว่า อยากเป็นตำรวจ มันดูเท่นะ พอโตขึ้น คุณพ่อทักว่า อย่าไปเป็นเลย มันลำบาก ให้พ่อเป็นคนเดียวก็พอ หนูเข้าใจว่า มันเหนื่อยจริงๆ แล้วบางทีไม่ค่อยมีใครเห็น ปิดทองหลังพระ  ยิ่งตอนแต่งตั้งโยกย้าย ต้องลุ้นกันตลอด รู้เลยว่า ทำไมคุณพ่อไม่อยากให้เป็นตำรวจ”