“น้ำตาล”มนภัทธ์ ยิ่มแช่ม ลูกสาวคนสวยของ พ.ต.ท.ปวริศร์ ยิ้มแช่ม อดีต สวป.สน.มักกะสัน เคยไปรับงานทำคอมพิวเตอร์ให้หน่วยกองปราบปรามใช้ชีวิตคลุกคลีกับแวดวงคนสีกากีไม่ต่างจากพ่อ

สมัยเด็กโดนจับไปรำไทยเลยได้โควต้านาฏศิลป์ไปเรียน ร.ร.ราชวินิตบางเขน หลังจากผิดหวังสอบเข้า ร.ร.หอวังไม่ได้ พอจบ ม.6 มีความฝันอยากเป็นดีไซเนอร์ออกแบบเสื้อผ้า และทรงผมถึงขนาดขอแม่ไปเรียนโรงเรียนเสริมสวย ปรากฏว่า พ่อคัดค้านอยากให้ลูกรับราชการเหมือนเขา ทำให้น้ำตาลต้องไปเรียนบริหารคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

พ่ออยากให้รับราชการ อยากให้เรียนกฎหมาย แต่หนูขอเขาเรียนคอมพิวเตอร์ดีกว่า เพราะถนัดด้านนี้ ถึงเลือกมาเอาดีทางคอมพิวเตอร์” เจ้าตัวบอก

ด้วยความที่ชอบดีไซน์ น้ำตาลสามารถสร้างและออกแบบเว็บไซต์ทำเป็นธุรกิจของตัวเองรวมตัวกับเพื่อนประกวดสร้างเว็บไซต์ได้ที่ 2 ของมหาวิทยาลัย ระหว่างนั้นยังมีโอกาสไปฝึกงานทำคอมพิวเตอร์อยู่ที่ กก.1 บก.ป. มีพ่อซึ่งตอนนั้นอยู่ ฝอ.บก.ป.ฝากให้ไปเรียนรู้และช่วยงานที่ตำรวจมือปราบมักไม่ถนัดนานอยู่ 3 เดือน

กระทั่งเรียนจบ พ.ต.ท.ธีรพัฒน์ ธารีไทย สว.กก.1บก.ป. เห็นแววน่าจะมาช่วยงานราชการในการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์สืบสวนแกะรอยติดตามคนร้ายได้ น้ำตาลเลยถูกดึงตัวมาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการประจำที่กองปราบปราม “ตอนแรกก็คิดว่า เป็นจ๊อบ ๆ กลายเป็นต้องมาประจำ และเป็นส่วนหนึ่งของทีมงานกองปราบปรามไปแล้ว ถามว่า อยากสอบตำรวจมั้ย สอบแล้ว แต่ไม่ได้ อยากเป็นตำรวจเหมือนกัน พอคิดไปคิดมาวางแนวทางชีวิตไว้ ความจริงไม่จำเป็นต้องเป็นตำรวจก็ได้ แต่เราทำงานกับตำรวจได้ อยู่ตรงนี้ได้”

“พ่อบอกว่า ทำตรงนี้จะดีเหรอ เพราะเราไม่ใช่ข้าราชการ สวัสดิการก็ไม่มี พ่ออยากให้เป็นตำรวจรับราชการตำรวจจริงจัง แต่หนูก็คิดในใจ ถ้าได้เป็นตำรวจจริง ๆ อาจไม่ได้มาช่วยเหลือสังคมแบบนี้ เพราะคงไปทำงานเอกสารที่อยู่ในหน่วยธุรการ การเงิน ไม่ได้เปิดกว้าง แม้ งานแบบนี้ไม่มั่นคง แต่สามารถทำให้มั่นคงได้ด้วยความเชื่อมั่นในตัวเองจนเจ้านายเชื่อมั่นในตัวเรา และจะจ้างเราทำงานต่อไป อย่างไรก็ตาม หนูก็ไม่ได้คิดว่าจะมาทำงานแบบนี้ไปตลอดชีวิต เพราะชีวิตหนูก็ต้องแต่งงาน มีครอบครัว มีลูก ต้องดูแลลูก วันหนึ่งก็ต้องออกจากตรงนี้”ลูกสาวสารวัตรปราบปรามบอกถึงมุมมอง

เธอเล่าว่า วัยเด็กถูกพ่อเข้มงวดพอสมควร บางอารมณ์ถึงกับเบื่อพ่อตัวเองที่ชอบเข้มงวดเกินไปไม่เหมือนเด็กคนอื่น เลิกเรียนบ่าย 3 โมงครึ่ง 6 โมงเย็นต้องถึงบ้าน พ่อจะโทรศัพท์มาถามที่บ้านตลอดว่า กลับมาหรือยัง ถ้าไม่ถึงเวลานี้ก็จะให้แม่จดไว้ว่า ไม่ถึงบ้าน พอพ่อกลับมาจะเรียกให้ไปรายงานตัว ถามเหตุผลว่า ไปทำอะไรมา นอกลู่นอกทางไม่ได้ ถ้านอกลู่นอกทางก็ถูกตีเลย ทะเลาะกันประจำ เคยถามพ่อเหมือนกันทำไมไม่เชื่อใจตัวเราเหรอ พ่อก็จะตอบมีเหตุผลว่า เขาเป็นผู้ชาย เขารู้ว่าผู้ชายมองผู้หญิงยังไง ยิ่งเวลาเจอผู้หญิงทำตัวแบบนี้ผู้ชายจะคิดยังไง

น้ำตาลยอมรับว่า สิ่งที่พ่อบอก เป็นคำสอน พ่อจะย้ำเสมอว่า ผู้หญิงจะทำตัวแบบไหนให้กลายเป็นช่องทางถูกก่ออาชญากรรม เขาจะสอนว่าอย่าตกเป็นเหยื่อนะ อย่าทำตัวแบบนี้นะ เพราะผู้ชายจะมองว่า เราจะตกเป็นเหยื่อได้ ตอนแรกก็ไม่เข้าใจ คิดว่า พ่อไม่เข้าใจในตัวเราหรือ พอโตมาเริ่มศึกษาจากรอบตัวรอบข้าง ที่บ้านอยู่แฟลตสังคมมีหลายแบบ มีทั้งต่ำสุดกับสูงสุด ก็ดูที่พ่อเคยพูดว่า แบบไหนที่ผู้ชายมองว่าทำตัวไม่ดี “หนูก็ไม่อยากให้ผู้ชายมาดูถูก หนูก็จะไม่ทำตัวแบบนั้น เหมือนที่พ่อสอนไว้ เราก็เชื่อว่าพ่อเขาเป็นผู้ชาย ถ้าเขาไม่หวังดีเขาจะมาบอกเราทำไม ถึงแม้คำพูดอาจจะแรง และทำร้ายจิตใจ”

“ตอนนั้นเสียใจเหมือนกัน แต่พอมานั่งอยู่คนเดียวก็คิด ตอนนี้พ่อก็ยังห่วงอยู่ โดนว่าเกือบทุกวัน แต่เขาก็เริ่มเข้าใจมากขึ้น จันทร์ถึงศุกร์ไปทำงานนะ ถ้ากลับบ้านดึกเขาก็จะไม่ชอบ ถ้าตื่นสายก็จะดุ เตือนว่า มันไม่เหมือนสมัยเรียน จะบอกว่า ถ้าเป็นเขาก็ไม่จ้างหรอก เหมือนว่าและสอนไปในตัว ฝึกให้เรามีความรับผิดชอบ”

ท้ายที่สุด น้ำตาลเข้าใจพ่อมากขึ้น เปิดโลกความคิดกว้างขึ้น เธอบอกว่า มาทำงานที่นี่ถึงรู้ว่าสังคมจริง ๆ มีความน่ากลัวทุกด้านรอบตัว ถ้าพลาด ไม่สังเกต ไม่รอบคอบ อาจทำให้ชีวิตได้รับอันตราย เห็นอะไรที่เป็นมุมลึกขึ้น ตำรวจก็ไม่ใช่ว่า ไม่ดีทุกคน ทีมงานก็คอยสอนคอยบอก ทำให้เปิดมุมมองมากขึ้น