ก้าวเข้ามารับผิดชอบพื้นที่เมืองหลวง

พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล มีเส้นทางชีวิตน่าศึกษา ผ่านประสบการณ์ภูธรมาอย่างเข้มข้น ยึดอุดมการณ์ทำงานมาตั้งแต่พ้นรั้วโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เป็น “มือสอบสวน” ที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับผู้กระทำผิดกฎหมาย

ภารกิจสำคัญที่ต้องมาดูแลชีวิตและทรัพย์สินของประชากรเกิน 6 ล้านคนย่อมเป็นเรื่องท้าทายของนายพลตำรวจโทผู้นี้

กว่าจะมานั่งเก้าอี้ “รหัส  น.1″เป็นที่พึ่งของชาวกรุง มุ่งผดุงความยุติธรรม ป้องกันปราบปรามปัญหาอาชญากรรม และยาเสพติด ไปจนถึงปมการจราจรที่ติดขัดแสนสาหัสกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน

หลายคนอาจไม่เคยรู้ประวัติความเป็นมาของเขา

 

ซึมซับเรื่องราวของพ่อ ต่อยอดความคิดยึดติดข้อกฎหมาย

พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร เป็นคนทุ่งครุ ราษฎร์บูรณะ มีพี่น้อง 6 คน พออายุได้ 4-5 ขวบ ย้ายตามบิดาซึ่งเป็น ร.ต.อ.ภูธรไปตามต่างจังหวัด เปลี่ยนโรงเรียนเป็นว่าเล่น “ผมไม่เคยเรียนโรงเรียนดี เด่น ดัง แต่อาศัยใจ ตั้งแต่เล็กๆ ผมไม่ยอมแพ้กับสิ่งที่ไม่ดี พูดง่ายๆ ว่า เรามีความมุ่งมั่นตั้งใจ ไม่ยอมแพ้ สิ่งที่ไม่ถูกต้อง อาศัยจิตใจที่กล้าจะทำความดี สิ่งที่ถูกต้อง ติดตัวมาตลอด” เจ้าตัวเริ่มต้นเล่าเส้นทางชีวิต

หลังจบมัธยมปลาย ตัดสินใจสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 34 เจริญตามรอยเท้าผู้พ่อ เขาบอกว่า ตระกูลเป็นตำรวจมาหลายช่วงอายุ ตั้งแต่ปู่ทวด ไล่มาถึงปู่ และพ่อ ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตโรงพักภูธร ทำให้เรามีความมุ่งมั่น และตั้งใจเมื่อเรียนจบโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ยึดหลักว่า กฎหมายมีไว้เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย รักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ถ้าเราทำกฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์ คนชั่วมันจะได้เกรงกลัว ไม่กล้ากระทำความผิด นี่เป็นความคิดตั้งแต่จบออกมา

“ผมซึมซับมาจากคุณพ่อ เห็นคุณพ่อตอนเป็นร้อยเวร เห็นกับตาเลยว่า มีคนมาวิ่งเต้นให้ช่วยคดี เอาสร้อยทองมาให้คุณพ่อ แต่คุณพ่อไม่เอา บอกไม่ได้ มันติดตาผมตั้งแต่เด็ก เรื่องจะให้ช่วยเหลือทางคดี ผมก็เลยมีความคิดอย่างนี้ว่า ถ้าเราเชื่อมั่นในตัวเรา เชื่อมั่นในความดี ทำตามหน้าที่ ไม่ต้องไปสนใจเสียงนกเสียงกา นี่คือจุดยืนของผม อาจมีคนที่ไม่เห็นด้วย มีคนที่คิดจะทำร้ายเราก็มี ส่วนใหญ่แล้ว คือ พวกที่ทำผิดกฎหมาย ดังนั้น เราต้องทำหน้าที่ของเราตรงไปตรงมา ผมกล้ายืนยันว่า ผมไม่ได้หวังอะไรมากไปกว่า ต้องเป็นตำรวจที่ดี เป็นผู้บังคับบัญชาที่ดี”

 

เริ่มต้นชีวิตร้อยตำรวจตรี ถูกลองดีจากผู้บังคับบัญชา

หลังก้าวพ้นรั้วสามพราน บรรจุเป็นรองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองแพร่ แค่ 2 เดือนได้ทดสอบแนวคิดของตัวเอง พล.ต.ท.ศานิตย์เล่าว่า มีแก๊งตกทองมาอาละวาด สร้างความเดือดร้อนแก่ชาวบ้าน เราเป็นตำรวจมีหน้าที่จะต้องเข้าไปดูแล สืบสวนจับกุม วันหนึ่งกำลังเข้าเวร มีเหตุเกิดตอน 9 โมงเศษ  แก๊งตกทองมาหลอกชาวบ้าน เราก็คิดว่า เหมือนเราเจ็บด้วย พยายามจะบอกกับตัวเองว่า ถ้าเราคิดว่าทุกข์ของชาวบ้าน ทุกของประชาชน คือ ทุกข์ของเรา อะไรที่เกิดกับประชาชน เหมือนเกิดกับเรา จะทำให้ขวนขวายตั้งใจติดตาม

ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลย้อนอดีตวัยหนุ่มต่อว่า ความคิดตอนนั้น อยากเห็นว่า คนที่ทำผิดต้องได้รับการจับกุมดำเนินคดี รีบไปกับลูกน้อง 2 คน เป็นความซวยของคนร้าย เป็นความโชคดีของชาวบ้าน เพราะเหยื่อรู้ตัวเร็ว แล้วเราไปเร็ว พอจับได้ปั๊บ ที่จริงก็ไม่อยากเอ่ยถึงผู้บังคับบัญชาระดับสูง แกขอให้ช่วย “นายขอ ณ เวลานั้น พูดแล้ว ผมก็ตกใจ แกบอกว่า พวกกันเคยช่วยเหลือกัน ผมตอบไปว่า ท่านครับ เรื่องนี้มันเป็นความเดือดร้อนของประชาชน ผมอยากดำเนินคดีให้มันเกรงกลัว ไม่กล้ากลับมากระทำความผิดอีก”

นายร้อยตำรวจตรีเพิ่งจบใหม่แค่ 2 เดือนเจอผู้มียศใหญ่กว่าว่านล้อมต่าง ๆ นานา แต่เขายังดื้อดึง เพราะยึดในทฤษฎีที่ว่า  คนชั่วทำผิดต้องติดคุก คนดีจะได้อยู่อย่างสงบ “ผมคิดว่าเป็นไงเป็นกัน ย้ายก็ย้าย ไม่สนใจ เดินหน้ารีบทำคดี พอวันรุ่งขึ้น ช่วงที่กำลังจะสรุปสำนวนอยู่ มีโทรศัพท์มา ผมบอกสิบเวรให้ตอบไปว่า ผมไม่อยู่ สักพักมีคนจากสำนักงานมาเรียกไปพบผู้ใหญ่ บอกว่า ไงคุณศานิตย์ ที่สั่งคุณ คุณมีปัญหาไหม ผมก็บอกว่า ไม่มีปัญหาหรอกครับ ผมอยากให้มันติดคุกครับ ฝ่ายนายเสียงแข็งว่า คุณนี่พูดไม่รู้เรื่องใช่ไหม ผมก็ว่า รู้เรื่องครับ แต่ผมอยากให้มันติดคุกครับ แกก็ไล่ไปดำเนินการเดี๋ยวนั้น”

 

คว้าโล่รางวัลตำรวจดีเด่น ผลงานเด่นปิดคดีฆ่าในเวลารวดเร็ว

พล.ต.ท.ศานิตย์เล่าว่า กลับไปที่โต๊ะสรุปสำนวนต่อ ส่งสำนวนให้อัยการสั่งฟ้อง คดีนี้อัตราโทษไม่เกิน 3 ปี ฉ้อโกงทรัพย์ ศาลพิพากษาเหลือจำคุก 1 ปี ด้วยความที่คนร้ายไม่เคยเจออย่างนี้ เพราะไม่เคยมีใครจับ จับได้ก็วิ่งเอาเงินให้เจ้าหน้าที่บางคน ทำให้ไม่เกรงกลัว พอมาเจอเรา วิ่งยังไงก็ไม่ยอม ให้เงินเท่าไรก็ไม่เอา ตอนหลังญาติยกพวกกันมาหาที่บ้านพัก สารภาพผิดว่า เข็ดแล้วผู้หมวด

อดีตหมวดหนุ่มเมืองแพร่ว่า ตอนนั้นคดียังไม่ถึง 30 วัน ยังไม่ถึงที่สุด ยังถอนคำร้องทุกข์ได้อีก เพราะถ้าถอนคำร้องทุกข์ก็จบ ศาลพิพากษาแล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไร ด้วยความรู้สึกว่า พวกนี้มันหน้าด้าน เลยบอกไปว่า เห็นแกผู้บังคับบัญชายินดีจะช่วย “เงินพวกมึง ซื้อกูไม่ได้หรอก ต่อให้เอาเงินมาท่วมฟ้าท่วมแผ่นดินก็ซื้อไม่ได้ ต่อไปนี้ ไม่ต้องมาให้เห็นหน้าอีก ผมไล่ออกไปเลย นับตั้งแต่นั้นมาไม่มีใครกล้ามาตกทองในพื้นที่อีกเลย”

เป็นพนักงานสอบสวนอยู่แพร่นาน 3 ปี ได้รับโล่รางวัลและเงินสด 5,000 บาทจากผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ในฐานะเป็นตำรวจดีเด่นของจังหวัด อีก 6 ปีต่อมา ได้รับโล่จากผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่อีกครั้งในฐานะมีผลงานยอดเยี่ยมในการสืบสวนสอบสวนจับกุมคนร้ายคดีฆ่าอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญใช้เวลานับแต่รับแจ้งเหตุ 06.00 น.จับกุมได้ 13.00 น.ของวันเดียวกัน สอบพยาน 13 ปาก สรุปสำนวนเสร็จเวลา 05.00 น. เสนอผู้บังคับบัญชาส่งพนักงานอัยการในวันรุ่งขึ้น ถือเป็นสถิติที่เร็วที่สุดของกรมตำรวจ

ย้อนเส้นทางก่อนนั่งรักษาการ น.ประวัติประหนึ่งบอกความสามารถ

ต่อมารับราชการในสายงานสืบสวนสอบสวนมาตลอด ตำแหน่งสำคัญ อาทิ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองแพร่ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองน่าน

รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดน่าน รองผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว รองผู้บังคับการตำรวจน้ำ รองผู้บังคับการปราบปราม ขึ้นเป็นผู้บังคับการตำรวจนครบาล 3 ผู้บังคับการประจำกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ผู้บังคับการร้องทุกข์ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ รองผู้บัญชาการ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 และเป็นผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล

ได้รับเกียรติประวัติมากมาย อาทิ โล่พร้อมใบประกาศเกียรติคุณจากอธิบกรมตำรวจ เมื่อปี 2534 และปี 2536 กรณีได้รับคัดเลือกเป็นพนักงานสอบสวนดีเด่นระดับสารวัตร รับเข็มเชิดชูเกียรติ (ครุฑทองคำ) จากนายกรัฐมนตรีในฐานะเป็นข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปี 2538 รับโล่สโมสรไลออนส์แพร่ เป็นคนดีศรีโกศัย ด้านการปราบปรามยาเสพติดและอุทิศตนเพื่อสังคม โล่สโมสรไลออนส์ดอกคำใต้ เป็นบุคคลดีเด่นด้านการปราบปรามการพนัน และรับเกียรติบัตรจากนายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี ที่มีกุศโลบายการป้องกันปราบปรามยาเสพติดในชุมชนตามโครงการบ้านสีขาว เมื่อปี 2554

 

มุ่งมั่นให้ตำรวจนครบาลดีที่สุด ผุดไอเดียให้ลูกน้องรู้จักวิธีคิด

“มาถึงจุดนี้ ผมอยากเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาลที่ดีที่สุดคนหนึ่ง เพื่อทำให้ตำรวจนครบาลในยุคของผม เป็นตำรวจนครบาลที่ดีที่สุดยุคหนึ่ง และเชื่อว่าประชาชน ประเทศชาติจะได้ประโยชน์จากตำรวจที่ดี” พล.ต.ท.ศานิตย์สีหน้าจริงจัง

เจ้าตัวมีวิสัยทัศน์ เทิดทูนปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ เสริมศรัทธาเป็นที่พึ่งของประชาชน สร้างความเชื่อมั่นให้นานาชาติ ขอให้ตำรวจทุกคนทำงานเพื่อชาติ “ผมพยายามสอนลูกน้องให้เขามีวิธีคิด ผมดูแล้วว่า หากจะทำงานแบบเดิมๆ ใช้พาราเซตามอลแก้ปัญหา มันไม่ได้ ต้องมียาขนานใหม่ๆ ถ้าจำเป็นต้องผ่าตัด ก็ต้องผ่าตัดเพื่ออะไร ก็เพื่อรักษาโรค หลายๆ โรงพัก ยังทำงานแบบพาราเซตามอล ทั้งนั้น เวลาผมถาม ก็ตอบแบบไม่มีอะไรเป็นรูปธรรมเลย ตอบแบบนามธรรมทั้งนั้น”

รผู้นำนครบาลย้ำแนวความคิดว่า ถ้าเราทำกฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์ คนชั่วจะไม่กล้ากระทำความผิด คนดีจะได้อยู่อย่างมีความสงบสุข พยายามใช้หลักนี้ในการปฏิบัติงาน ทำให้ทุกคนเข้าใจ ทำหน้าที่ของตำรวจที่ดีเพื่อจะได้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม อยู่ตรงนี้ อยากเห็นอย่างยิ่ง คือ ความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน สุดท้ายอยากให้ประชาชนคนไทยทุกคนรักกัน สามัคคีกัน อะไรที่มันเป็นเรื่องที่ไม่ถูกไม่ควร หรือบางคนที่ชอบเอาอะไรบางส่วนมาพูด เพื่อจะมาปลุกกระแสความแตกแยก เพื่อให้ทะเลาะเบาะแว้งกันก็ต้องพยายามอธิบาย และแก้ปัญหา ผู้กำกับทุกคนเป็นซีอีโอถึงต้องนั่งคิดหาหนทาง อย่าใช้ยาขนานเดิม อย่าใช้พาราเซตามอลอย่างเดียว ต้องใช้มาตรการทุกอย่าง

ร่วมลงพื้นที่ช่วยแก้ปัญหาไม่ใช่บ้าอยู่แต่ในสำนักงาน

“อย่างผมทำให้เห็นแล้ว ไม่ได้เอาแต่นั่งอยู่สำนักงาน ต้องลงไปด้วย เพราะถ้าผู้ใหญ่ลงไป แล้วเวลามีปัญหาอุปสรรคอะไรมันทะลุทะลวงได้ ปัญหาท่อตันก็ทะลุได้ มันก็ง่ายต่อการทำให้ปัญหาต่างๆ มันถูกแก้ไข เป็นสิ่งที่ลูกน้องจะได้เห็นว่า เราไม่ได้ทอดทิ้งเขา เราไปให้กำลังใจเขา ผมพยายามจะทำให้ดีที่สุด เท่าที่ตำรวจคนหนึ่งจะทำให้มันเกิดขึ้นในบ้านนี้เมืองนี้ ไม่ได้หวังอะไรมากกว่านี้”

พล.ต.ท.ศานิตย์ยอมรับ มีคนพูดว่า นครบาลงานเยอะ งานมาก ปัญหามากมาย เดิมทีตัวเองก็ตั้งใจอยากจะอยู่ แต่ไม่มีโอกาส เขาให้ไปอยู่ภูธร ถ้าจะเล่าก็ตลก เป็นคนกรุงเทพฯ แท้ ๆ  ตอนเรียนปี 4โรงเรียนเอาแบบสอบถามมาสำรวจทัศนคติของนักเรียนนายร้อยตำรวจว่า จบแล้วอยากจะไปอยู่ที่ไหน ด้วยอุดมการณ์แรงกล้า เขาบอกว่าไม่มีผลต่อการแต่งตั้ง ก็เขียนไปตามภาษาเราว่า อยากอยู่ภูธร สมัยนั้น มี 4 ภาค เพราะจะได้มีเวลาเข้าหาประชาชน เพื่อจะได้รับทราบและช่วยกันแก้ไขปัญหา

“พอถึงเวลาวันเลือกโรงพัก เอาตามนั้นเลย ผมไม่มีหลุมลง เพราะเขียนว่า ภูธรเฉยๆ ไอ้พวกอะไรก็ได้ก็มี พวกที่ขออยู่นครบาล ได้อยู่หมด นอกนั้นหาที่ลงไม่ได้ นครบาลไม่ต้องพูดถึง เต็มหมด สุดท้าย เคยไปฝึกภาคสนามที่เชียงใหม่ อากาศดี เย็น เลยเลือกไปลงภาคเหนือ”

 

ถึงเวลาพิสูจน์ตัวเอง บรรเลงจิตวิญญาณผู้พิทักษ์

“มาถึงเวลานี้ ชีวิตผันผวน เลยคิดว่า อยากพิสูจน์ตัวเอง อยากมาทำงานในนครบาลที่เขาว่า งานมันหนัก อยากรู้ว่า มันหนักหนาสาหัสแค่ไหน ก่อนหน้าก็เคยเป็นผู้บังคับการตำรวจนครบาล 3 มาแล้ว ทำโครงการบ้านสีขาว สร้างชุมชนให้เข้มแข็งปลอดยาเสพติด ถึงจะต้องนำมาทำต่อ ” พล.ต.ท.ศานิตย์บอกและขยายแนวความคิดว่า ถ้าไม่แก้ปัญหายาเสพติด ก็จะมีปัญหาลัก วิ่ง ชิง ปล้น ฆ่า ข่มขืน ตามมา แต่ละคดีที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม 80-90 เปอร์เซ็นต์เกิดจากขี้ยาทั้งนั้น

นายพลตำรวจโทปวารณาตัวว่า มาทำงานนครบาล ต้องการมาทำความดี ทำบ้านเมืองให้สงบ ให้ประชาชนมีความปลอดภัย ให้คนไทยรักกัน สามัคคีกัน ต้องทำความเข้าใจกับตำรวจ ให้เห็นความเดือดร้อนของประชาชน อย่ามาอ้างตำรวจมีน้อย อันนี้มันโบราณ เป็นนักบริหาร เป็นซีอีโอ ต้องบริหารจัดการให้ได้ อย่าไม่ทำงานโดยอ้างความขาดแคลน ต้องเข้าหาประชาชน เอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง ทำให้ได้อย่างเป็นรูปธรรมด้วย

“การทำงานต้องมีวิธีคิด ทุกอย่างต้องคิดให้เป็น ไม่ใช่ว่าจะทำงานแบบสากกะเบือ ต้องทำงานอย่างมีจิตวิญญาณ ผมมองว่า ถ้าคนที่ไม่ได้ผ่านงานสอบสวน มันจะมองอะไรไม่ลึก อย่างผมเคยเป็นพนักงานสอบสวนดีเด่น ทำงานในพื้นที่มาตลอด มองออกหมดว่า ควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร แล้วไม่ใช่ทำแค่นี้ ดูด้วยว่า ต่อยอดได้ไหม พลิกแพลงได้ไหม”

ตรวจเยี่ยมตามโรงพัก อย่าทึกทักจับผิดแค่คิดหาช้างเผือก

นายพลผู้นำตำรวจเมืองหลวงยืนยันว่า การไปตรวจเยี่ยมตามโรงพักต่างๆ ไม่ได้ไปจับผิดใคร อยากไปหาช้างเผือก อยากไปหาคนดีๆ เพราะสิ่งที่เราทำได้ 100 เปอร์เซ็นต์ คือ การแต่งตั้งโยกย้าย ส่วนตัวมองว่า โตมาตามสายงาน ไม่มีเงินไปซื้อตำแหน่งกับเขา นามสกุล ไม่ใช่กฎ กพ. ไม่เคยเร้าหรือ เจ๊าะแจ๊ะ ประจบประแจงไม่เป็น  ทำแต่งาน หนึ่งสมอง สองมือ เดินมาด้วยลำแข้ง แล้วมีสมาธิ บางครั้งยังสอนลูกว่า ถ้านึกอะไรไม่ออก ให้นึกถึงรถม้าเมืองลำปาง มองไปข้างหน้าอย่างเดียว ต้องมีสมาธิ ไม่วอกแวก ระหว่างทาง มันอาจจะมีสิ่งที่มากวน มีเสียงนก เสียงกา เสียงหมา เสียงแมว มาคอยกระตุก คอยดึงเรา แต่เราต้องเดินหน้า ถึงมาตรงนี้ได้

“ผมเชื่อมั่นว่า การทำดี ต้องได้ดี บางคนบอกว่า ตัวเองก็ทำดี แต่ต้องถามว่า ทำดีพอแล้วหรือยังล่ะ ถ้าเอ็งทำดี ก็ต้องทำดีแท้ ดีจริง ไม่ใช่ว่าคิดว่าตัวเองดีแล้ว ประเมินตัวเองไม่ได้ ต้องให้คนอื่นเขาประเมิน ถ้าเขาว่าดี มันถึงน่าจะดี เวลาผมไปตรวจโรงพัก บางคนบอกว่า ทำดีที่สุดแล้ว ออกตรวจดึกๆ ดื่นๆ ไปควบคุม ไปปล่อยแถว แล้วบอกว่า ทำดี ผมบอกเลยว่า นั่นมันงานรูทีน”

พล.ต.ท.ศานิตย์เปรียบเทียบให้เห็นว่า  ถ้าอยากได้รับการพิจารณาคัดเลือก ต้องสร้างนวัตกรรมใหม่ สร้างวิธีการที่จะแก้ปัญหาให้ประชาชนมีความสุข มีความปลอดภัย ทุกงานทำได้หมด งานอำนวยการก็ทำได้ ผู้กำกับอยู่บนโรงพัก เวลามีชาวบ้านมานั่งรอ แจ้งความเอกสารหาย แจ้งหลักฐาน ก็ต้องไปดู ไปจัดระเบียบ เจ้าหน้าที่ไม่ว่าง ร้อยเวรไปดูที่เกิดเหตุ แค่กรอกแบบฟอร์ม เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน ผู้กำกับก็ต้องทำได้ ต้องจิตอาสา ต้องสร้างเซอร์วิส สไมล์ การบริการให้ดีที่สุด ต้องทำให้ได้ทุกเรื่องทุกอย่าง ต้องเป็นผู้บริหารไม่ใช่ว่าเห็นชอบ มองรอง แล้วไม่เอาใจใส่ ไม่ได้

 

หยอดมอตโตขันนอต วางพลอตเลือกคนดีและต้องกล้า

“ทำดี ทำได้ ทำทันที” พล.ต.ท.ศานิตย์ ยึดเอาเป็นมอตโตประจำในการมอบนโยบายบริหารหน่วย เขาบอกว่า การทำงานต้องประยุกต์ ต้องสร้างขึ้นมาเพื่อกระตุ้น มีคนถามว่า เหนื่อยไหม เหนื่อยแต่ก็ต้องบอกว่า ไม่เหนื่อย เหมือนบอกว่า ในเมืองมีเจ้าพ่อ เจ้าแม่หรือไม่ ก็ต้องมี แต่เราต้องบอกว่าไม่มี สะกดไม่เป็น ทุกอย่างอยู่ที่จิตสำนึกของเรา สร้างความเชื่อมั่นในตัวเราที่จะเป็นแบบอย่าง และไม่คิดในแง่ลบ เคยถูกย้ายจากภูธรภาค 2 มาอยู่ภูธรภาค 1 ก็คิดแง่บวก ไม่ได้คิดอะไร กลับมาเป็นรองผู้บัญชาการก็คิดว่า ได้พี่ ได้เพื่อน ได้น้อง ได้ที่ทำงานใหม่ นี่คือคิดแง่บวก ถ้าคิดแง่ลบจะรู้สึกรก ไม่สบายใจ เกิดความทุกข์ แล้วไม่ทำงาน

เจ้าของรหัส น.1 บอกอีกว่า ที่ตั้งมอตโตทำดี ทำได้ ทำทันที หรือรุก รบ จบเร็ว เพราะบางทีการทำความดีรอไม่ได้ ต้องขันนอต จะบอกทุกคนว่า ถ้าให้เลือกได้ คนที่มาทำงานกับเรา จะเลือกคนดีก่อน คนไม่ดีแต่เก่ง เราไม่เอา เก่งแต่ไม่ดี ไม่เอา เอาคนดีมาก่อนแล้วมาพัฒนาให้เก่ง เมื่อเก่งแล้ว ยังไม่พอ ต้องให้กล้าทำความดี  มั่นใจว่า บ้านเมืองเรา คนดี คนเก่งเยอะ แต่กล้ามีน้อย มีแต่คนไม่ดี ไม่เก่งด้วย แต่ยังกล้าอีก อย่างนี้ก็แย่ เพราะฉะนั้น ถ้าเราทำให้คนดี ให้เก่ง และกล้า ที่ไปตรวจโรงพักถึงพยายามไปหาคนดี คนเก่ง ไปหาช้างเผือก

“ผมไม่อยากให้การแต่งตั้งโยกย้าย ได้มาจากการเสียสตางค์ ยุคผมต้องไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง เพื่อให้เขาไม่มีต้นทุน เขาลงไปทำงานแล้วจะได้รู้จักว่า ทำประโยชน์ให้ประชาชนได้อย่างไร ทำประโยชน์ให้ตำรวจด้วยกันอย่างไร อย่างผมดูแลตำรวจด้วย สวัสดิการที่เหมาะสม สิทธิประโยชน์ต่างๆ นานา จะทำมาค้าขายก็ทำไป อะไรที่เป็นประโยชน์ ผมไม่คิดหยุมหยิม ไม่คิดเล็กคิดน้อย”

รณรงค์เตือนภัยอาชญากรรม อย่าย่ำทำงานยึดติดกับรูปแบบเก่า

พล.ต.ท.ศานิตย์เดินเกมรุกด้านการป้องกันอาชญากรรมด้วยการให้ทุกท้องที่แจกสติ๊กเกอร์เตือนประชาชนเป็นช่องทางการสื่อสารให้ระมัดระวังทรัพย์สินที่อยู่ในรถขณะจอดริมถนน ขอความร่วมมือจากทุกร้านค้าติดป้ายให้ลูกค้าเห็นเด่นชัดเพื่อเตือนสติว่า หากลืมทรัพย์สินไว้ในรถอาจถูกคนร้ายทุบกระจก “ผมจะสอนให้ตำรวจมีวิธีคิด ที่บอกว่า สถิติคดีโจรกรรมทรัพย์สิน เกี่ยวกับทรัพย์ มีที่ไหนบ้าง ในเคหะสถาน แล้วมีมาตรการอย่างไร ใครตอบว่า จัดสายตรวจเข้ม ผมก็จะบอกไอ้ห่า นั่นมันพาราเซตามอล มันแก้ไม่ได้”

“มันถึงเวลาต้องประชาสัมพันธ์กันแล้ว เหมือนเรื่องรถจักรยานยนต์หาย เรียกเจ้าของหอพัก อพาร์ตเมนต์มาคุย แล้วทำไมยังหายอีก ก็ต้องศึกษาแล้วหาสาเหตุ เช่น จักรยานยนต์ที่หาย ยี่ห้ออะไร หายที่ไหน ช่วงเวลาใด สาเหตุที่หายเพราะอะไร ใส่กุญแจคาไว้ ไม่ล็อกคอ ไม่ล็อกโซ่ สถิติต่างๆ เหล่านี้เอามาดูได้ไหมว่า จะแก้ไขอย่างไร พบส่วนใหญ่จะไม่ล็อกล้อ ทำอย่างไรถึงให้ล็อกได้ บางทีชาวบ้านประมาท เลินเล่อ ตามทฤษฎีสามเหลี่ยมอาชญากรรม เหยื่อ ผู้ก่อเหตุ แล้วก็ช่วงเวลา บางทีเราต้องตัดโอกาสเรื่องช่วงเวลาได้หรือไม่”

กลายเป็นที่มาของโครงการ “ท่านไม่ล็อก เราล็อกให้ เพื่อความปลอดภัยของท่าน” พล.ต.ท.ศานิตย์อธิบายว่า ไม่ใช่ล็อกล้อแบบตำรวจจราจร แต่เป็นการลงทุน ให้แต่ละโรงพักซื้อกุญแจดอกละ 100 กว่าบาท เวลาสายตรวจ จราจร หรือสายสืบเดินไปไหนมาไหน พกสติ๊กเกอร์ติดไว้ด้วยว่า รถท่านถูกล็อกไว้ เพื่อความปลอดภัย แล้วให้เบอร์ติดต่อ แต่ห้ามไปเอาเงินค่าปลดล็อกเขา เพราะไม่ใช่เรื่องจอดในที่ห้ามจอด แต่เราทำด้วยความเป็นห่วง

 

กำลังพลมีมากมาย ต้องกระจายช่วยงานสายตรวจ

นายพลนครบาลมองว่า คงไม่มีโจรลักมอเตอร์ไซค์แล้วเอาปิกอัพมายกมอเตอร์ไซค์ขึ้น เพราะถ้าโดนสกัดจับง่าย  ส่วนใหญ่จะปุ๊บปั๊บแล้วก็ไป แต่ละโรงพักถึงต้องมีกุญแจล็อกสัก 100 อันแจกสายตรวจ จราจร และสายสืบ เวลาไปพบรถจอดในที่เปลี่ยว ไม่ล็อกกุญแจ ไปล็อกให้เจ้าของรถ บางทีเขาอาจจะลืมกุญแจทิ้งไว้ แต่เราอย่าไปโทษประชาชน บางครั้งคนเรารีบ ก็ลืมกันได้ ตำรวจมีหน้าที่ทำให้ชาวบ้านไม่ถูกประทุษร้ายต่อทรัพย์ ชีวิต ร่างกาย พอโจรมาเห็นติดล็อก เอาไม่ได้ ก็ไม่เอาแล้ว

ผู้บัญชาการตำรวจเมืองหลวงมีมุมมองอีกว่า กำลังพลของตำรวจโรงพักมีเยอะ แต่ทำหน้าที่สายตรวจแค่ 20-30 นาย ที่เหลือ 100 กว่านายทำไมไม่ใช้งานพวกเขา ถ้าไม่บอกให้ทำ ก็จะถือว่า ไม่มีหน้าที่ ทั้งที่เป็นเครือข่าย ถึงต้องมอบภารกิจ สายตรวจหลัก คืองานป้องกันปราบปราม ส่วนสายงานอื่นเวลาไปกินข้าวใกล้ธนาคาร ร้านทอง ร้านสะดวกซื้อ ต้องไปช่วยตรวจบ้าง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายสืบสวน จราจร แม้กระทั่งธุรการ

“เข้าไปเซ็นชื่อตรวจหน่อย ไม่ใช่บังคับให้ไป ถ้าผ่านไป อันนี้ไม่มีในแผนการตรวจ แต่ผู้กำกับต้องมอบหมายให้ไปเพิ่มเติม ชาวบ้านจะได้รู้สึกดี มีตำรวจไปเยี่ยม สมัยผมรักษาการผู้บัญชาการภูธรภาค 2 ยังลงไปเลย เซ็นในบันทึกสมุดตรวจ  บูรพา 1 ว.4 ว.10 ธนาคารกรุงเทพ เหตุการณ์ปกติ พวกนั้นดึ๋งดั๋งกันใหญ่ มันเป็นการทำงานที่ไม่ใช่ว่าต้องการอยากเด่น อยากดัง แต่มันเป็นหน้าที่” พล.ต.ท.ศานิตย์ว่า

ผู้กำกับต้องรู้หมดทุกเรื่อง ต้องสติเฟื่องในทุกปัญหาพื้นที่

นอกจากนี้ พล.ต.ท.ศานิตย์ ได้กำชับให้ผู้กำกับโรงพักลงไปดูงานจราจรด้วย ไม่ใช่มอบหมายให้รองผู้กำกับการจราจรรับผิดชอบอย่างเดียว บ่อยครั้งได้ไปตรวจโรงพัก เปิดโอกาสให้ผู้กำกับพรีเซนต์คนเดียว บางคนจะหันไปถามรองผู้กำกับ เราจะบอกว่า ไม่ต้อง คุณนั่นแหละ เพื่อจะดูว่า ผู้กำกับรู้เรื่องจริงหรือไม่ จะมอบรองผู้กำกับไม่ได้ เรื่องของนักท่องเที่ยวก็เช่นกัน ตำรวจต้องสร้างความเชื่อมั่นให้คนมาท่องเที่ยว มาลงทุน ถ้าถามผู้กำกับว่า รู้จักไหมทัวร์แบล็กแจ็ก ทัวร์ศูนย์เหรียญ ถ้าอึกๆ อักๆ ไม่รู้ แล้วจะไปแก้ปัญหาให้นักท่องเที่ยวได้อย่างไร ถือว่าสอบตก

แม่ทัพใหญ่ของตำรวจเมืองกรุงแจงอีกว่า ขบวนการเอารัดเอาเปรียบทักท่องเที่ยวมีเต็มไปหมด ตั้งแต่รถตุ๊กตุ๊ก ไซร้แขก ไกด์เถื่อน ไกด์ผี แท็กซี่ไม่เปิดมิเตอร์เอาเปรียบนักท่องเที่ยว อย่างนี้ตำรวจท้องที่ต้องรู้ ผู้กำกับต้องรู้ แต่ถามแล้วบางคนไม่รู้ ก็สมควรโดน “ผมไปตรวจโรงพัก ไปเพื่อให้คำแนะนำ หากไม่ได้เรื่องก็ต้องแจกใบเหลือง ใบแดง ต้องสอนให้รู้เพื่อนำไปปรับปรุง อย่ามาพูดเพ้อเจ้อ เอาพาราเซตามอลทุกขนานไม่ได้ พูดแล้วต้องมีหลักฐาน ชี้แจงทำความเข้าใจได้”

“ผมมีหลักนะ อะไรที่ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เดือดร้อน คุณต้องแก้ไข เพราะใจเขาใจเรา ทุกอย่างอยู่ในตัวผม ครบถ้วน มีเหตุมีผล มีคำตอบให้กับทุกคนได้ เพราะบอกแล้วว่า ไม่ได้หวังอะไรมากกว่ามาเป็นตำรวจที่ดี ขอมาเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาลที่ดีที่สุดคนหนึ่ง เพื่อจะทำให้ตำรวจมันดี เมื่อตำรวจดีแล้วเอาลงไปดูแลทุกข์สุขประชาชน”

 

เปิดตำรามือสอบสวนชั้นดี ย่อมดีกว่านักสืบชั้นครู

บิ๊กตำรวจมือสอบสวนแสดงความเห็นว่า  จุดแตกหักอยู่ที่โรงพัก ถ้าผู้กำกับดี ลูกน้องก็ต้องดีด้วย ตนเป็นมาหลายโรงพัก โตมาจากงาน รู้หมดทุกหน้างาน ถึงพูดให้ฟังได้หมด งานที่เป็นเรื่องที่คนอื่นไม่เป็น แต่เราเป็น แม้ส่วนใหญ่เป็นเรื่องงานสอบสวน เป็นพนักงานสอบสวนดีเด่น แถมยังสอนพวกนักสืบชั้นยอดไปหลายคน

เจ้าตัวย้อนอดีตว่า เป็นพนักงานสอบสวนสมัยก่อนออกเวรมา ชาวบ้านมักบอกว่า อยากให้คนร้ายติดคุกต้องมาแจ้งเวรหมวดศานิตย์ อยากให้จับคนร้ายได้ ให้มาแจ้งกับหมวดศานิตย์ อยากให้ติดตามของได้ มาแจ้งเวรหมวดศานิตย์ เพราะออกเวรไม่ได้อยู่นิ่งเลย ออกตามสืบตามจับ ตามอะไร เชื่อหรือไม่ว่า นักสืบที่ดีจะต้องเก่งงานสอบสวน ถึงจะครบเครื่อง รู้หมด

“นักสืบชั้นครู ชั้นเก่ง แต่มาเจอผม คนละเรื่องเลย เพราะแค่สืบ แต่ผมสอบด้วย บางคนยังไม่เข้าใจสิ้นกระแสความ คือ อะไร ก็ยังมีข้อสงสัย ผมสอนอย่างนี้ การเป็นพนักงานสอบสวนที่ดี ต้องสอบให้สิ้นกระแสความ ต้องสอบให้สิ้นความสงสัย อย่างคดีฆ่าหั่นศพครูชาวญี่ปุ่นที่สมุทรปราการ ผมลงไป พนักงานสอบสวนเก่งๆ ทั้งนั้น ชุดสืบสวนก็เก่งๆ ทั้งนั้น แต่หละหลวม พิสูจน์ทราบไม่ได้เลย แต่ผมเป๊ะๆ ชัดเจน”

ใช้ศาสตร์และศิลป์ทำคดี ต้องมีดีถึงครบสิ้นกระบวนความ  

” สอบคนข้างบ้าน สอบแต่เพียงว่า ไม่รู้ เห็นพาผัวญี่ปุ่นมาแล้วขึ้นไปข้างบน ทีนี้พอปฏิเสธทั้งคู่ บอกว่าผัวมันตายเอง ไอ้ผัวจริงก็บอกว่า ไม่รู้มาถึงก็เห็นมันตายแล้ว มันผิดคนละเรื่องเลย ถ้าเชือดศพที่ตายแล้ว มันก็ไม่ผิดข้อหาฆ่า แค่ปิดบังอำพรางศพ แค่ลหุโทษ แต่ต้องไล่สอบคนข้างบ้าน สอบได้ไง เพียงว่า เห็นขับรถมา แต่ไม่บอกระยะห่าง ระยะเท่าไหร่ เห็นแบบไหน คนที่สูงอายุเป็นคนตายจริงหรือเปล่า ต้องไปสอบตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลมา  แต่งชุดอะไร ผมแบบไหน ตรงกับที่พยานเห็นหรือไม่”

” ไม่ใช่ว่าเห็นอยู่หน้าบ้าน แต่ห่างเท่าไหร่ ต้องเห็นขนาดไหน แล้วทำไมถึงเห็น เวลาลงจากรถทางซ้ายหรือขวา แล้วคนนี้เป็นคนมีอายุ ถือไม้เท้าลงมา มีหลายแบบนะ เป็นไม้เท้าแบบไหน เวลาลงทางไหน ไปทางซ้ายหรือว่า ไปทางหัว หรือทางหาง ถ้าตอบไม่ได้แสดงว่าไม่ละเอียด”

หัวหน้าทีมสอบสวนคดีฆ่าหั่นศพครูยุ่นเล่าอีกว่า เหตุเกิดตอน 3 ทุ่ม ผู้ต้องหาอ้างว่า ออกไปแล้ว แต่พอสอบเพิ่มเติมก็รู้ว่าอยู่ พยานบางคนนอนเร็ว แต่วันนั้นยังไม่นอน บอกว่าดูทีวีช่อง 3 ดูละครอยู่ ต้องสอบเพื่อตอบให้ได้หมด เพื่ออะไร เพื่อชี้ว่าไม่ได้นอน เมื่อไม่นอน เพราะดูทีวีช่องโน่น เรื่องนี้ ใครเป็นพระเอก นางเอก เวลาสอบต้องแบบนี้ ถ้าสตาร์ตรถจากหลังบ้านต้องได้ยินเสียง ถ้าไม่ได้ยิน แสดงว่าโกหก ” จะว่าไปแล้ว ผมมีทั้งเรื่องของศาสตร์และศิลป์ มีทั้งงานสอบสวน สืบสวน ทุกงานครบเครื่อง ถ้าเรื่องที่คนสืบสวนไม่เก่งงานสอบสวน มันไม่สุด ไม่สิ้นกระแสความ แต่ผมทุกมิติ”

เดินหน้าเพื่อประโยชน์ของชาติ ประกาศเชิญคนเก่งร่วมลงมือ

ห้วงเวลาที่เหลือ 2 ปีก่อนเกษียณอายุราชการปี 2560 พล.ต.ท.ศานิตย์ ย้ำจุดยืนจะเดินหน้าทำความดี เอาประโยชน์ของชาติเป็นหลัก ประโยชน์ของประชาชนไว้ข้างหน้า ประโยชน์ส่วนตัวไว้ข้างหลัง หรือทิ้งทะเลบ้างก็ได้ มาทำงานแข่งขันกันเพื่อประโยชน์ของชาติ ของแผ่นดิน ไม่ใช่มาทำเพื่อประโยชน์ส่วนตน บ้านเมืองทุกวันนี้ มีบางคนมาทะเลาะเบาะแว้งกันเพื่อประโยชน์ส่วนตนมากเกินไป ถ้าเราสละประโยชน์ส่วนตนเหล่านั้นไปบ้าง แล้วเอาประโยชน์ส่วนรวม คิดว่า ประเทศไทยจะเจริญกว่าญี่ปุ่นด้วยซ้ำ

“อยากให้เอาประโยชน์ของชาติของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง อยากให้ตำรวจทุกคนเห็นทุกข์ของประชาชน เป็นทุกข์ของเรา มีความเอื้ออาทรกับทุกๆ วิชาชีพ ทำงานแบบใจเขาใจเรา ยึดหลักเหตุผล ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เท่าที่ตำรวจคนหนึ่งจะทำได้ เพื่อให้ประชาชนมีความสุข ในยุคผมจะทำทุกทาง ทุกอย่างให้เกิดความร่วมไม้ร่วมมือกันเพื่อประเทศ ถ้าชาติอยู่ได้ พวกเราก็อยู่ได้ คงไม่มีใครไม่รักชาติ แต่บางคนอาจรักแค่ปาก แต่ใจคิดว่ากูเอา กูก่อน มันก็เกิดปัญหา”

ทิ้งท้าย พล.ต.ท.ศานิตย์ ประกาศเชื้อเชิญคนดี คนเก่ง ให้กล้ามาช่วยกันทำความดี ไม่ใช่ เก่ง ดี แต่ไม่กล้าทำอะไร เวลาผ่านไปอีกไม่ถึง 100 ปี รุ่นลูก รุ่นหลานจะมาว่าเอา ทำไมรุ่นปู่ รุ่นทวด ไม่เห็นทำอะไรเลย  ชีวิตคือการต่อสู้ ปัญหามีไว้ให้แก้ เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น เราต้องแก้ปัญหาให้สำเร็จ