ลูกสาวคนที่สองของ พล...เจริญ ศรีศศลักษณ์ อดีตผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 ที่ก้าวเจริญรอยตามบิดามาสวมเครื่องแบบสีกากี

ผู้กองแพร...หญิง พรพรรษ ศรีศศลักษณ์ รองสารวัตรฝ่ายความร่วมมือและประสานงานต่างประเทศ กองการต่างประเทศ จบอนุบาลโรงเรียนเธียรประสิทธิ์ศาสตร์  ไปต่อโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ มัธยมปลายสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา มีโอกาสเข้าโครงการเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อนกลับมาเลือกเรียนคณะนิเทศศาสตร์มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ภาคอินเตอร์

ฝันอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ด้วยความที่เป็นคนค่อนข้างมีความเป็นโลกส่วนตัวสูง มักเลือกทำอะไรในสิ่งที่ตัวเองรัก หลังจบมหาวิทยาลัยกรุงเทพตัดสินใจบินไปเรียนต่อปริญญาโทสาขาการโรงแรมที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เหมือนเป็นการต่อยอดเกี่ยวกับงานด้านการสื่อสาร เพราะชอบพบปะเจอผู้คน ก่อนขยับไปฝึกงานโรงแรมที่เมืองเซบีญ่า ประเทศสเปน

ชีวิตในต่างประเทศ เธอบอกว่า  ทำให้เรามีวินัย ต้องมีระเบียบ ถ้าอยู่เมืองไทยจะมีพ่อ มีแม่คอยสนับสนุน แต่อยู่ที่นั่น เราต้องทำเองทุกอย่าง แม้ตอนแรกต้องปรับตัวเรื่องภาษา โดยเฉพาะตอนไปอยู่สเปน เป็นอาเซียนคนเดียวที่ทำงานอยู่ในโรงแรมนั้น เราไม่ได้ภาษาสเปน ทว่าสอนให้เราโตขึ้น ให้เรามีความมั่นใจ ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ๆ

ทำไปทำมาโชคชะตาพลิกให้ต้องมาเป็นตำรวจ

นายตำรวจสาวเล่าว่า ตอนฝึกงานที่สเปนได้บินกลับเมืองไทยสักพักระหว่างรอรับปริญญา พ่อถามว่า อยากเป็นตำรวจไหม บอกตามตรงว่า ไม่มีอยู่ในความคิด แม้จะเห็นพ่อเติบโตมาในสายอาชีพตำรวจ และอยากให้ลูกสาวคนใดคนหนึ่งรับราชการตำรวจ “คุณพ่อคะยั้นคะยอบอกว่า ถ้าอยากกลับไปทำงานสเปนอีกก็ได้ ให้ลองสมัครตำรวจก่อน ถ้าได้ตำรวจแล้วเรียกตัวเมื่อไหร่ต้องกลับมา เป็นข้อตกลงที่แพรปฏิเสธไม่ได้ สุดท้ายต้องเลิกกลางคัน ทิ้งทุกอย่าง มาทำตามคำสัญญากับคุณพ่อ ด้วยการกลับมาเป็นตำรวจ

  การเป็นตำรวจ คุณพ่อบอกว่า ไม่ใช่จะเป็นได้ง่าย ๆ  มันยาก เพราะฉะนั้นคุณพ่อตั้งใจอยากให้ลูกสาวมีความมั่นคงในชีวิต แพรควรจะกลับมา ลูกสาวตำนานนักสืบนครบาลสารภาพเหตุผล เธอเข้าอบรมหลักสูตรการฝึกอบรมข้าราชการตำรวจและบุคคลที่บรรจุหรือโอนมาเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรรุ่น 42 นาน 4 เดือนถึงบรรจุตำแหน่งในกองการต่างประเทศตามความสามารถพิเศษเรื่องภาษา

เจ้าตัวยอมรับว่า ต้องปรับตัวในเรื่องการใช้ชีวิตในระบบราชการของเมืองไทย จากการที่ทำงานอยู่ต่างประเทศ พลิกหน้ามือเป็นหลังมือ บางอย่างเราโอเค คนอื่นอาจมองไม่โอเค แต่เราต้องอยู่ให้ได้ในสังคมส่วนใหญ่ ถามว่า เราสามารถเป็นข้าราชการตำรวจได้เต็มตัวหรือเปล่า คิดว่า ยังมีหลายอย่างที่เราต้องเรียนรู้มากกว่านี้ เพราะการเรียนรู้ไม่มีสิ้นสุด ต้องเจอเรื่องอะไรใหม่ ๆ ทุกวัน

ส่วนความผูกพันกับพ่อ ผู้กองแพรว่า สนิทกันมาก แต่ภาพที่อยู่ในหัว คือ เห็นพ่อทำงานอย่างเดียวแทบจะตลอดทั้งชีวิตราชการ เติบโตมาในเส้นทางของนักสืบ ค่อนข้างจะทำงานไม่เป็นเวลา ลูก ๆ จะอยู่กับแม่เป็นส่วนใหญ่ วันหยุดเทศกาล วันพักผ่อนเสาร์ อาทิตย์ พ่อไม่มีเวลาจริง ๆ  ถ้าใครที่อยู่ในครอบครัวตำรวจ หน้างานสืบสวนจะเข้าใจดี คุณแม่จะเป็นคนที่พาลูกๆ ไปหาคุณพ่อที่ทำงาน หรือนัดเจอร้านอาหารใกล้ๆ ที่ทำงานคุณพ่อ คือ ภาพความจำของแพร ถ้ามีงานเข้ามา สุดท้ายก็วงแตก  คุณแม่ต้องรับช่วงต่อ  

พอตัวเองเข้ามารับบทตำรวจ เธอได้รับคำสั่งสอนจากพ่อไม่น้อยในเรื่องการวางตัว อดีตผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 บอกลูกสาวมาตลอด ถ้าอยากเป็นผู้นำ อยากประสบความสำเร็จในชีวิตราชการ เราพร้อมหรือยังที่จะทำในสิ่งที่เราอยากทำ แต่อาจจะต้องฝืนความรู้สึกตัวเอง เพราะฉะนั้นต้องมีความอดทน อดทนต่อความเจ็บใจ อย่างในอุดมคติตำรวจ อดทนกับเพื่อนร่วมงาน เพราะเราอยู่ในวงการตำรวจ มีคนเยอะเป็นแสนคน เราเจอคนมาจากต่างที่ทั่วทุกทิศ ไม่มีทางเหมือนกัน  เราต้องปรับตัว และเป็นเรื่องที่ค่อนข้างท้าทาย

แพรชอบความเป็นตำรวจของคุณพ่อ ภูมิใจในตัวคุณพ่อ เพราะแพรมีคุณพ่อคนเดียว คุณพ่อเป็นต้นแบบที่ดีให้กับแพร ถึงแม้ว่าคุณพ่อจะทำงานเยอะ ให้เวลากับการทำงานมากกว่าครอบครัว แต่สิ่งหนึ่งที่มันประจักษ์ในสายตาลูก คือ ผลงานของคุณพ่อเป็นที่รู้จักในวงการ แล้วคุณพ่อยังสามารถเลี้ยงลูกให้เติบโตมาได้ขนาดนี้  แพรถึงรู้สึกภูมิใจในตัวคุณพ่อ ชีวิตแพรมีความสุขสบายมาถึงทุกวันนี้ เพราะอาชีพคุณพ่อที่เป็นตำรวจ อันนั้นทำให้แพรมีความผูกพัน รักในตัวคุณพ่อ รักในอาชีพคุณพ่อ  เจ้าตัวระบายความรู้สึก