ยับขึ้นมานำทัพสีกากีเต็มตัว

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีเวลาราชการนานถึง 5 ปี ทว่าเจ้าตัวสัมผัสได้ถึงสถานการณ์ “เก้าอี้อาถรรพณ์” ตัวนี้เป็นอย่างดี แต่จะพยายามขับเคลื่อนองค์กรภายใต้เงาอำนาจของตัวเองให้ดีที่สุด

ท่ามกลางการจับตาของทุกฝ่ายว่า นายพลที่ผ่านสนามมาอย่างครบเครื่องทั้งบู๊และบุ๋นคนนี้จะนำเอาประสบการณ์ความรู้ชนิดทะลุปุโปร่งมาบริหารผู้ใต้บังคับบัญชากว่า 2 แสนนายให้ศรัทธาและพึงพอใจมากน้อยขนาดไหน

นิตยสาร COP’S ฉบับนี้เลยถือโอกาสเปิดอกเจ้าของรหัส “พิทักษ์ 1″ คนใหม่จะมีสัญญาผูกมัดอะไรเพื่อรวมใจผู้พิทักษ์สันติราษฎร์กลับมายืนด้วยศักดิ์ศรีอีกครั้ง

 

วางหลักบริหารไว้ 6 ประการ  เร่งสานงานลดอาชญากรรม

ทันทีที่ได้รับการแต่งตั้ง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ วางนโยบายบริหารราชการไว้ 6 ประการ ประกอบด้วย การพิทักษ์ ปกป้อง เทิดพระเกียรติ เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ รักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในสังคม การป้องกันปราบปรามและลดระดับอาชญากรรม การแก้ไขปัญหายาเสพติดทุกมิติ เร่งรัดการขับเคลื่อนการปฏิรูปองค์กรตำรวจในยุคประชาคมอาเซียน และสร้างความสามัคคีและบำรุงขวัญข้าราชการตำรวจ

เจ้าตัวบอกว่า ทั้ง 6 ประการนี้ จะมอบหมายให้รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการ ผู้บังคับการนำไปปฏิบัติ โดยจะมีรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้ที่คอยกำกับดูแล ควบคุม สั่งการ และแนะนำให้แต่ละหน่วยนำไปขับเคลื่อนในทิศทางเดียวกัน

“อย่างเรื่องการปราบปรามและลดระดับอาชญากรรม หมายความว่า ทุกวันนี้คดีมันเยอะมาก อยากให้ทุกหน่วยลดระดับให้ได้ จะด้วยวิธีใดก็แล้วแต่ แต่ไม่ใช่เป็นการลดตัวเลข จะมีการควบคุมโดยรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่คุมหน้างานอยู่ ในคดี 5 กลุ่ม ทุกเดือนจะเป็นตัวชี้วัดว่า กลุ่มไหนเพิ่ม กลุ่มไหนลด เพราะฉะนั้น ถ้ามีการควบคุมอย่างเข้มข้น ติดตามการทำงานของกองบัญชาการก็ดี ทุกกองบังคับการก็ดี ผมเชื่อว่าจะสามารถลดระดับอาชญากรรมลงได้ในทุกมิติ เช่น คดีลัก วิ่ง ชิง ปล้น เกิดจากอะไรเป็นพื้นฐาน ผมเชื่อว่า 75 เปอร์เซ็นต์ เกิดจากยาเสพติด เมื่อไปกดดันตรงนี้ ตัวนี้ย่อมลดลง”

ห่วงภาพพจน์ทำลายองค์กร ต้องตัดตอนต้นตอของปัญหา

” ผมในฐานะที่โตมาจากหน่วยปฏิบัติมาตลอด ภาพตำรวจที่เป็นภัยคุกคามต่อองค์กร มี 2-3 ส่วน คือ ส่วนปฏิบัติ ส่วนสนับสนุน ส่วนปฏิบัติ คือ ตามกองบัญชาการภาค 1-9 เกี่ยวกับเรื่องพนักงานสอบสวน เกี่ยวกับการจราจร ส่วนสนับสนุน ก็จะมีกองบัญชาการสอบสวนกลาง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ถามว่าทำไมผมถึงบอกว่า งานสอบสวนเป็นภัย ทำให้ตำรวจเสียหาย เพราะการนัดผู้เสียหายก็ดี หรืออะไรก็ดี นัดเช้า ตัวเองมาบ่าย ตัวนี้ทำให้ประชาชนเสียความรู้สึก เพราะฉะนั้นจะทำยังไงให้ไปโรงพักไม่ต้องมีใครฝาก ไปถึงเจอเลย การทำงานของตำรวจต้องให้หัวหน้าหน่วยเป็นผู้ไปแก้ไข หมายถึงผู้บัญชาการ ผู้บังคับการ ผู้กำกับการ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ว่า

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมองว่า ตรงนี้สัมผัสประชาชนโดยตรง เหมือนงานจราจร ไหนที่ผิดจริงจับเลย แต่ถ้าก้ำกึ่งควรจะใช้วิธีว่ากล่าว ตักเตือน ไม่ใช่ก้ำกึ่งก็มาก่อนเลย 200 แบบนี้ ภาพมันลบ วันนี้คุณอาจได้เงิน 200 บาท แต่เขาไปพูดลับหลังอีก 5-10 คน หรือ 100 คน ถือว่า ไม่คุ้ม อยากให้ตัวนี้กลับมาที่หัวหน้าหน่วย ไปปรับทัศนคติยังไง ถามว่าวันนี้ตนจะทำอะไร ตนต้องการทำให้ตำรวจเป็นที่รักของประชาชน

“ผมทุ่มเทเรื่องนี้มาก จะพยายามทำตัวนี้เป็นหลัก เรียกความศรัทธาคืนมา เพราะต้นทุนตำรวจมันต่ำอยู่แล้ว ถามว่าตำรวจหน่วยหลักอย่างเดียวหรือไม่ มันยังมีกองปราบ ทางหลวง ท่องเที่ยว ที่พฤติการณ์คล้ายกัน ขับรถทางหลวง ความเร็ว 130 โดนแล้ว ไม่รู้ว่ามาจากไหน ใบสั่งส่งไปที่บ้านอย่างนี้ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เป็นภาพลบนี่พี่พยายามจะลดลง”

 

ถ้าตำรวจเลวมากกว่าดี เห็นทีเจ๊งไปนานแล้ว

“ผมเป็นผู้นำ ผมต้องทำอย่างนี้ ทำอย่างอื่นไม่ได้ ถามว่า ที่ผ่านมา ไม่ใช่ไม่รู้ แต่ผมยังไม่ได้เป็นผู้นำ ผมต้องทำอย่างนี้เพื่ออะไร เพื่อให้องค์กรผมอยู่ได้ ผมเชื่อว่า ถ้าตำรวจเลวมากกว่าดี มันเจ๊งไปนานแล้ว เพียงแต่มันอาจจะมีสัก 10-15 เปอร์เซ็นต์ต้องแก้ให้ได้ เพราะฉะนั้นคนที่หนักที่สุดคือ ผู้บัญชาการ ผู้การ ผู้กำกับ เป็นตัวหลักที่จะแก้ไขปัญหาตรงนี้ นำชื่อเสียงกลับคืนมา โดยการควบคุมของรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่แบ่งหน้างานไปกำกับ ดูแล สั่งการ”

แม่ทัพสีกากีขยายความต่อว่า สำหรับการวัดผล ต้องดูที่ความพึงพอใจ มีจเรตำรวจร่วมตรวจสอบ ต้องตอบเราให้ได้ ต่อไปการแจ้งความไม่ต้องใช้เส้น คิดว่าต้องพยายามทำให้ดีที่สุด จะต้องทำตรงนี้ ไปทำงานอย่างอื่นไม่ได้  ต้องกลับมา คือ ทั้งหมดต้องย้อนกลับมาที่จุดเริ่มต้น ไม่เอาแล้วตำรวจที่มาเดินตามโน่นนี่ ไม่มี

พล.ต.อ.จักรทิพย์บอกอีกว่า ไม่มีอะไรหนักใจ เช่นเรื่องการชุมนุมทางการเมือง ไม่ค่อยห่วง เพราะตอนนี้มีพระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับการชุมนุมออกมาช่วยตำรวจในการทำงาน ต่อไปนี้จะเดินขบวนไปไหนต้องแจ้งก่อน ตนได้ประชุมรับทราบมาแล้ว ให้ศึกษา พระราชบัญญัติการชุมนุมให้เข้าใจว่า มีอะไรบ้าง ไปศึกษาและเตรียมความพร้อม ในส่วนของ กองบัญชาการ หรือกองบังคับการ ให้ไปเตรียมความพร้อมในเรื่องคน อาวุธยุทโธปกรณ์ สั่งไปหมดแล้ว

 

ขอเป็นแกนหลักรวมพี่น้อง ถึงเวลาต้องมาทำงานร่วมกัน

นายพลตำรวจเอกผู้นำหน่วยมองถึงความแตกร้าวภายในองค์กรว่า เป็นนโยบายหลักในข้อ 6 อยู่แล้วที่จะเน้นการเสริมสร้างความสามัคคี “ผมต้องเป็นแกนหลักในการรวบรวมพี่น้องให้กลับมาทำงานด้วยกันให้ได้เหมือนเดิม ภาษิตจีนเขาว่า อยู่กันนานๆ ก็จะแตก แตกกันนานๆ ก็จะมารวมกัน สังคมมันเป็นแบบนี้ วันนี้ถึงวันที่จะต้องมารวมกันแล้ว โดยผมเป็นผู้นำ ผมก็จะเดินบอกพี่ๆ ทุกคน กลับมาทำงานผมเชื่อว่า ผมสามารถโน้มน้าว พูดจาให้รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติทุกคน กลับมาทำงานได้ แล้วก็จะดีด้วย”

” ผมปกครองพี่ๆ มาตลอด ผมเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ซ้ายมือผมในที่ประชุม พี่อนุชัย เล็กบำรุง พี่สุเมธ เรืองสวัสดิ์ พี่เอื้อพงศ์ โกมารกุล ณ นคร รุ่น 28 ต่อไปก็รุ่น 29 พี่วรศักดิ์ นพสิทธิพร  ต่อไปก็พี่ภาณุ เกิดลาภผล พี่สุพร พันธุ์เสือ รุ่น 30 นอกจากนี้ก็มีพี่อำนวย นิ่มมะโน พี่สาโรจน์ พรหมเจริญ เพราะฉะนั้นผมไม่หนักใจเลย ส่วนตัวผม ไม่ใช่คนที่ก้าวร้าวกับพี่ๆ แต่พี่ก็ต้องเคารพในกติกา” พล.ต.อ.จักรทิพย์สีหน้าจริงจัง

“ผมในฐานะที่เป็นผู้นำ มาอยู่ 2 ลักษณะ 2 บทบาท คือ บทบาทเป็นผู้บังคับบัญชา ส่วนอีกบทบาท ผมเป็นน้อง ต้องทำไปโดยหลักการในบทบาทผู้บังคับบัญชาที่ต้องทำ ผมเคารพพี่ แต่พี่ก็ต้องเคารพผม ในบทบาทที่ผมเป็นน้อง พี่ก็ต้องช่วยผมทำงาน เท่านั้นเอง”

ยอมรับสภาพนักกีฬา ไม่มีปัญหา เปลี่ยนตัวได้     

ระยะเวลาที่จะเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมากถึง 5 ปี เจ้าตัวยอมรับว่า เปรียบเสมือนนักกีฬา เมื่อลงเล่นแล้ว ก็เล่นเต็มที่ เจ็บก็ออก หมดเวลาก็กลับบ้าน ไม่รู้หมดเวลาเมื่อไหร่ อาจจะปี หรือสองปีก็กลับบ้าน ไม่ยึดติด ถ้าต้องออกก็เปลี่ยนตัวได้ ไม่มีปัญหา ถ้าทำดี เล่นเต็มที่ก็ต้องให้ความเป็นธรรมด้วย มีคนตั้งคำถามเยอะว่า จักรทิพย์ น่าจะอยู่ไม่ถึงเกษียณหรอก “ผมเองก็คิดว่าอยู่ไม่ถึงอยู่แล้ว ในสภาวะการเมืองแบบนี้ แต่ วันนี้ผมก็ต้องทำให้ดีที่สุด ผมไม่ได้ทำเพื่อตัวผมนะ ผมทำเพื่อองค์กร คดีทุกคดีที่ผมทำ ผมไม่ได้ทำเพื่อตัวผม ผู้บังคับบัญชาสั่ง ผมก็ทำ เป็นหน้าที่ เพราะฉะนั้น วันหนึ่งที่ผมมาเป็นผู้นำแล้ว ถ้าผมไม่ทำ คือ ผมแย่ ผมไม่รักองค์กร”

“ถามว่าทำไมวันนี้ ผมก็มานั่งคิดว่า ถ้าผมเรียกความศรัทธาประชาชนให้เป็นมิตรกับตำรวจบ้าง ซึ่งก่อนหน้านั้น ต้นทุนเรามันต่ำ การพลิกสถานการณ์มาจะต้องใช้เวลากี่ปี ผมไม่รู้ แต่ถือว่าผมได้เริ่มแล้ว มอตโต้ผมไม่มี ผมใช้ของท่านสมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เพื่อให้เป็นตัวอย่าง เพื่อจะได้ไม่ให้คนหนึ่งขึ้นมาก็อย่างหนึ่ง คนใหม่ขึ้นมาก็อีกอย่างหนึ่ง ตรงนี้ต้องทำเป็นตัวอย่าง ยินดีจะสานงานต่อ อะไรที่ดีผมทำหมด อย่างทหารก็มีแค่ เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน วันนี้ผมไม่ทำ จะเขียนใหม่ก็ได้ให้ดีกว่านี้ หรือแย่กว่านี้ก็ได้ แต่ผมก็ต้องคงอันนี้ไว้ว่า พิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นที่รักของประชาชน จบ ใช้แค่นี้พอ ไม่ใช่เป็นโน่นเป็นนี่ 10 คนก็ไม่เหมือนกัน มันงง”

พล.ต.อ.จักรทิพย์ย้อนถามว่า ของท่านวิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เขียนว่าอย่างไร ท่านเพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ท่านอดุลย์ แสงสิงแก้ว เขียนว่าอะไร ไม่มีใครจำได้ วันนี้เราเจตนา ทิ้งไปเลย ทำให้เป็นตัวอย่างว่า ไม่ต้องเปลี่ยนและจะบอกว่าแต่ละกองบัญชาการ ผู้บัญชาการก็ไม่ต้องไปเขียนเอง คำขวัญของตัวเองไม่ต้องมี  ให้เอาตามของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

 

อยากจัดทัพผู้การสืบสวน สวนคำปรามาสปกครองไม่ได้

ว่ากันถึงเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ยืนยันว่า ให้ความสำคัญกับระดับกองบัญชาการ เพราะปัจจุบันต้องเป็นหลัก เป็นฟันเฟืองตัวใหญ่ ส่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างตนเป็นซีอีโอ เป็นผู้บริหารไปแล้ว เหมือนเจ้าของบริษัท รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คือ รองผู้บริหาร ผู้บัญชาการ คือ ผู้จัดการ เมื่อบริษัท คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำหนดนโยบายการทำงาน สิ้นปีประเมินออกมา หรือ 6 เดือน ประเมิน ตนจะดูแล้วว่า กองบัญชาการไหน ผ่านหรือไม่ผ่าน ก็ต้องคุยกับเขา คุณทำงานไม่เข้าเป้า เหมือนผู้จัดการสาขา

“ผมดูด้วยสายตาก็รู้แล้ว ผมโตมาจากหน่วยปฏิบัติ ผมก็ต้องรู้ ใครจะมาโกหกผม ไม่มีทาง เพราะผมรู้ตัวหมด ผมดูเองอยู่แล้ว ยิ่งงานสืบสวนแต่ละกองบัญชาการ ผู้การสืบสวน ผมต้องดูทุกเรื่อง ทุกกองบัญชาการ ถ้าผมเลือกได้ ผมจะเลือกทุกกองบัญชาการ 1-9 และ ศชต. มีรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติช่วยอีกแรง”

“รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไปเลือกตัวผู้ช่วยดูแลงานเองได้เลย ผมไม่ไปยุ่งนะ ไปซื้อตัวนักกีฬา ไปจิ้มเอาเลย ที่ผ่านมามีคนดูถูก ปรามาสว่า ผมปกครองไม่ได้ ไม่มีทาง ผมให้เกียรติหัวหน้างานที่รับผิดชอบอยู่แล้ว ให้เขาไปเดินดูตัว ไปช็อปปิ้ง ผมไม่ไปก้าวก่ายเลย ไปทำมา แค่นั้นเอง เหมือนทีมฟุตบอล ไปพังประตูให้ได้ ไปเรียกความศรัทธาคืนมาให้ได้ หลักการคิดของผมมีแค่นี้” พล.ต.อ.จักรทิพย์ยิ้ม

ไม่มีอะไรน่าหนักใจ เพราะไม่ใส่ใจเรื่องจุกจิก

เจ้าตัวทิ้งท้ายว่า ไม่มีเรื่องอะไรที่หนักใจ  เพราะถือว่าโตมาจากหน่วยปฏิบัติ ทีมงานเราแข็งแรง เพราะรู้ตัวคน ถึงได้เปรียบ รู้ว่าจะใช้ใคร ถือหลักว่า ผู้นำนั้น มีภารกิจหลักเพียง 2 ประการ คือ ต้องเป็นแกนแห่งความสามัคคีของข้าราชการตำรวจ และต้องชี้ทิศทางที่ถูกต้องแก่ข้าราชการตำรวจ เพื่อไปบรรลุสู่อุดมการณ์อันสูงส่งอย่างหนึ่ง

“ผู้นำคนใดกุมภารกิจ 2 ประการนี้ได้ และเพียรพยายามปฏิบัติ จนมีความเป็นเอกภาพทั้งกายและใจ หรือที่มักใช้คำว่า ร่วมแรงร่วมใจแล้ว ความสำเร็จย่อมบังเกิดแก่ผู้นำผู้นั้น ในทางตรงกันข้าม หากผู้นำคนใดไม่ใส่ใจกุมภารกิจ 2 ประการ ให้เป็นผลสำเร็จ มัวแต่สาละวนอยู่แต่เรื่องเล็ก จู้จี้ จุกจิก ไหนสิ่งอันไม่เป็นสาระ ย่อมประสบความล้มเหลว และจะต้องสูญเสียฐานะไปอย่างมิต้องสงสัย” ผู้นำทัพสีกากีคนใหม่ฝากข้อคิดเชิงปรัชญา

 

ย้อนปูมเด็ก“โอวี” ร่วมวงรักบี้ ตามรุ่นพี่เข้านายร้อย

ก่อนหน้าสมัยเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ให้เปิดอกลงนิตยสาร COP’S มาแล้วถึงประวัติเส้นทางชีวิตเป็นคนเมืองชลบุรีเกิดเป็นลูกคนที่ 3 ในครอบครัวฐานะปานกลาง พ่อทำงาน อ.ต.ก.ส่วนแม่เป็นแม่บ้าน วัยเด็กเรียนอยู่บ้านเกิดจนชั้น ป.6 ย้ายเข้าโรงเรียนประจำกลางเมืองหลวง “วชิราวุธวิทยาลัย” ตามพี่น้องในตระกูล ชีวิตตอนนั้นอยากเป็นทหารมากกว่าตำรวจ โดนรุ่นพี่กรอกหูแทบทุกวัน เห็นรุ่นพี่เข้าเตรียมทหาร เป็นนายร้อยแต่ละปีเยอะมาก ทำให้มีความรู้สึกอยากเป็น ลงทุนสอบเตรียมทหาร สอบได้วิชาเดียวก็ดันตามเพื่อนไปเดินเที่ยวสยามสแควร์ตามประสาวัยรุ่นยุคก่อน กลับมาพ่อถามว่า สอบได้ไม่ได้ เขาตอบติดตลกว่า คงไม่ได้หรอกสอบแค่วิชาเดียว

“ผมเสียสิทธิไป ถ้าสอบเข้าเตรียมทหารได้ครั้งนั้น คงไม่ได้เป็นตำรวจแล้ว เพราะผมชอบทหาร  กระทั่งจบ ม.ศ.5 ถึงหันมาสอบใหม่ เลือกสอบตำรวจ ตามกัมปนาท โสภนันดร ที่เล่นรักบี้วชิรวุธด้วยกันติดนายร้อยตำรวรุ่น 36 ระหว่างเรียนก็เล่นรักบี้ทีมนายร้อยตำรวจตามรุ่นพี่ กับสโมสรอีก 2-3 ปี คว้าแชมป์อุดมศึกษาให้ทีมตำรวจ ไปเป็นส่วนหนึ่งของพี่ ๆ สุดท้ายไปเล่นสปอร์ตคลับ เป็นหัวหน้าทีม ทุกวันนี้ยังเป็นเมมเบอร์สปอร์ตคลับด้วย” พล.ต.อ.จักรทิพย์ลำดับเริ่มต้นชีวิตสู่เส้นทางเครื่องแบบสีกากี

จบปริญญาโทจากอเมริกา ย้ายมาอยู่ในตำนานสืบสวนเหนือ

บรรจุครั้งแรกเป็นรองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองบุรีรัมย์  ก่อนทำเรื่องขอลาไปเรียนปริญญาโทบริหารรัฐกิจ ประเทศสหรัฐอเมริกานาน 2 ปี กลับมาลงรองสารวัตรฝ่ายแผนภูธรจังหวัดนครราชสีมา และย้ายลงกองกำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครเหนือ เหตุเพราะตอนนั้น “คำนึง ธรรมเกษม” นักเรียนวชิราวุธรุ่นพี่ที่รู้จักนับถือเป็นผู้กำกับอยู่พอดีเลยอยากขอไปทำงานด้วย

“สมัยก่อน กองสืบสวนเหนือ ใต้ และธน เป็นที่ใฝ่ฝันของนักสืบทุกคน ผมพูดได้อย่างนั้นเลย แต่ก็ขึ้นอยู่กับวาสนาของคน เพราะคนส่วนใหญ่ที่อยู่กองสืบจะค่อนข้างประสบความสำเร็จในด้านการสืบสวน ทุกวันนี้กระจัดกระจายไปอยู่แต่ละที่ ล้วนมีความรู้ความสามารถ ถ่ายทอดให้น้อง ๆ ได้ทุกคน สุดยอดของนักสืบ ผมถึงอยากไปอยู่ด้วย อยากเป็นนักสืบ”

เขาได้ย้ายสมความฝัน ทำงานอยู่ในชุด พ.ต.อ.วีระศักดิ์ บูรพากาญจน์ เป็นสารวัตร เคียงข้างทีมนักสืบระดับพระกาฬ อาทิ ประมวลศักดิ์ ศรีสมบุญ ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา กฤษฎา พันธุ์คงชื่น วิวัฒน์ วรรธนะวิบูลย์ มี สุชาติ ธีระสวัสดิ์ เพื่อนร่วมรุ่นที่ตอนนั้นเป็นนายเวร พล.ต.ต.ประสงค์ วาสิกานนท์ ผู้บังคับการตำรวจนครบาลพระนครบาลเหนือ ไปอยู่ด้วยเหมือนกัน   เรียนรู้ทำงานสืบสวนคลี่คลายคดีอาชญากรรมในเมืองกรุงมากมาย

 

จับตายมือปืนเมืองเพชร ร่วมคดีเด็ดกับมือปราบรุ่นพี่

“สมัยนั้นมีคดีก็แห่กันลงไปช่วย ผมได้ไปวิสามัญฯ คนบ้านลาด มือปืนยังเด็กอยู่ แต่เหี้ยมเกรียมใช้เอ็ม16 ยิงพระขณะบิณฑบาตที่เพชรบุรี การข่าวทราบว่า มันจะมาดักยิงเจ้าของรถแท็กซี่ที่ดอนเมือง ตำรวจสืบสวนเหนือจึงไปซุ่มดักรอแถวโรงแรมม่านรูดย่านบางซื่อ การข่าวรู้หมดเป็นมันแน่ มีหมายจับครบ บ้านเหยื่อก็อยู่แถวนั้น ตำรวจวางแผนกันตอนตี 3 กองสืบสวนยุคนั้นทำงานเป็นทีมแบบลงแขก ช่วยกันทำ แบ่งงานกัน ยังมี วินัย เปาอินทร์ วันชัย วิสุทธินันท์ สมศักดิ์ แสนชื่น ระดมกันไป”

“รู้ว่าอยู่ห้องนี้แน่ ก็เคาะประตู คนร้ายยิงสวนมาเลย ผมอยู่ข้างหน้า มีท่านวินัย เปาอินทร์อยู่ข้างหลัง กระสุนไม่โดนใครจนเกิดการยิงต่อสู้กัน ผมกับท่านวินัยจัดการเป่าคนร้ายดับคาที่ เหมือนเป็นการต้อนรับน้องใหม่ผม เป็นการจับตายศพแรกในชีวิต โชคดีที่ผมมีพี่เลี้ยงดี รองผกก. สารวัตรแข็งทุกคน  แม้อยู่ปีเดียว เก็บเกี่ยวประสบการณ์เรียนรู้งานนักสืบที่สืบเหนือมากมาย ทำคดีใหญ่ ๆ ร่วมกันตลอด ปีเดียวที่สืบสวนเหนือผมถือว่า อยู่น้อยไป แต่ก็ภูมิใจนะ เพราะปัจจุบันมันไม่มีกองสืบเหนือแล้ว มันกลายเป็นตำนานแล้ว” พล.ต.อ.จักรทิพย์รำลึกความหลัง

จากดาวรุ่งสู่ “ดาวร่วง”  ดวงตกไปอยู่ตำรวจหมา

เป็นนักสืบเพียงปีเดียว พล.ต.อ.วุฑฒิชัย ศรีรัตนวุฑฒิ เรียกเขาไปเป็นนายเวร แม้ตัวเองไม่เต็มใจเพราะอยากอยู่เป็นนักสืบคลุกกับนักเลงมือปืน แต่เมื่อผู้ใหญ่ต้องการให้เป็นนายเวร ทั้งที่สไตล์ตัวเองไม่ใช่นายเวรอยู่แล้วก็จำเป็นต้องไป ทำหน้าที่อยู่ 2 ปี ได้สิทธิขึ้นสารวัตรแผนก 2 กองกำกับการ 1 กองปราบปราม มี พล.ต.ต.สุรศักดิ์ สุทธารมณ์ เป็นสารวัตร เรียนรู้งานกองปราบ เป็นงานอีกแบบแต่คุมพื้นที่กรุงเทพฯ ทำหน้าที่ทั้งสืบสวนสอบสวน ออกหมายจับเองได้ เทียบเท่าสารวัตรใหญ่

อยู่ปีเดียวย้ายโยก พล.ต.อ.พจน์ บุณยะจินดา ตอนนั้นเป็นรองอธิบดีกรมตำรวจช่วยย้ายกลับเป็นสารวัตรรถสายตรวจวิทยุ 191 เรียนรู้งานสายตรวจคุมทั่วเมืองกรุง “เขาเรียก สวป.กรุงเทพฯ คุมหมดทั้งเหนือ ใต้ ธน เป็นงานคนละหน้าสืบสวน ดูแลลูกน้อง คุมรถสายตรวจวิทยุกว่า 100 คัน ผมยอบรับว่า ใครมาอยู่ถือว่าเป็นคนของนายทั้งนั้น ตัวผมก็ไม่ปฏิเสธ ดูรายชื่อสารวัตรเก่า ๆ ในวงการก็รู้หมด เป็นตำแหน่งที่ใครก็อยากเป็น แต่ไม่ง่าย ผมก็มาจากตำแหน่งที่ไม่เล็ก คุมกรุงเทพฯเหมือนกัน”

ปรากฏว่า เขานั่งเก้าอี้อยู่ได้ปีเดียวมีเหตุให้ต้องย้ายอีก เมื่อ พล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ ถูกรัฐมนตรีมหาดไทยปลดจากตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจ พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ ขึ้นแทนแล้วมีการล้างบางโยกย้ายครั้งใหญ่ “จากสายตรวจกระเด็นไปเป็นสารวัตรตำรวจสุนัข เคยคุมรถอยู่นับร้อยคันกลับต้องไปมีหมาอยู่ 7 ตัว ตอนนั้นก็ไม่รู้จะตอบลูกเมีย และสังคมอย่างไร ผมไม่ได้ผิดอะไร ในเมื่อคนหนึ่งจะมา ผมก็ต้องไป โชคดีที่ผมเป็นคนรักหมา”

 

ติดอาร์มกองปราบปราม ตามเป็นนายเวรอธิบดีกรมตำรวจ

คลุกอยู่กับหมา 1 ปี ตอนนั้นเป็นสารวัตรมาหลายปีแล้วเลยเลื่อนขึ้นเป็นรองผู้กำกับการ กลับไปอยู่กองกองกำกับการ 1 กองปราบปราบปราม รวมดาวนักสืบนครบาลที่ตาม “คำนึง ธรรมเกษม” ไปในชุด 13 อรหันต์ สร้างผลบู๊ล้างผลาญกระฉ่อนกองปราบปราม เมื่อร่วมกับ “ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย” เพื่อนซี้ร่วมรุ่นนายร้อยตำรวจจับตายแก๊งโจรกรรมรถในพื้นที่ปราจีนบุรีทีเดียว 7 ศพ  ก่อนขึ้นชั้นเป็นนายเวร พล.ต.อ.พจน์ บุณยะจินดา อธิบดีกรมตำรวจ ติด พ.ต.อ.เร็วกว่าเพื่อนในรุ่น

เพียงเดือนเดียวอธิบดีกรมตำรวจถูกปลด ตัวเขาพลอยฟ้าพลอยฝนถูกหางเลขเข้ากรุนาน 4 ปี ทั้งที่คนอย่างเขาสามารถทำประโยชน์ให้แก่พี่น้องประชาชนได้เยอะ เด้งไปอยู่กองวิชาการ 1 ปี อีกปีย้ายไปอยู่กองงบประมาณ และจเรตำรวจอีก 2 ปี ดองอยู่ในกรมตำรวจ แต่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ยอมรับสภาพ เป็นระยะเวลา 4 ปีที่หายไปจากวงการมือปราบ

พ้นพงหนามเผชิญวิกฤติ นักโทษจี้ติด ผบ.เรือนจำ

กระทั่ง ลงตำแหน่งรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสงคราม แค่วันแรกที่ไปรายงานตัวเกิดเหตุการณ์นักโทษพม่าแหกคุกเรือนจำจังหวัดสมุทรสงครามจี้เอาผู้บัญชาการเรือนจำและเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ไปเป็นตัวประกันหลบหนี

“ผมกำลังจะกลับจังหวัด ฟังวิทยุสื่อสารตลอด คนร้ายหนีมาตามถนนพระราม 2 มุ่งหน้าสมุทรสงคราม ผมต้องเอากำลังไปตั้งด่านดักไว้เพื่อเจรจาต่อรองตามนโยบายผู้บังคับบัญชา ระหว่างเจรจาคนร้ายไม่ยอมปล่อยตัวประกัน และให้เปิดด่าน พี่อ๊อด-ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ติดต่อมาบอก แป๊ะเดี๋ยวให้ไปทำงานด้วยกัน ตอนนั้นปืนไม่ได้พกต้องยืมของลูกน้อง แต่สวมเสื้อเกราะ ผมขึ้นรถไปกับชุดนเรศวร 261 มีภาณุพงศ์เป็นหัวหน้าทีม เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ตามเกาะรถคนร้ายไปตลอดทาง จอดแวะเจรจาไปเรื่อย เพราะต้องบีบคนร้ายปล่อยตัวประกันให้เหลือน้อยที่สุดเพื่อสะดวกแก่แผนปฏิบัติการ ตอนนั้นก็รู้แล้วว่า คนร้ายต้องมุ่งหน้าออกชายแดนทางสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรีแน่” นายพลหนุ่มไม่เคยลืมวิกฤติเหตุการณ์วันนั้น

มีการประสานทหารช่างตามยุทธวิธีต้องหยุดรถคนร้ายให้ได้ ด้วยการส่งชุดปฏิบัติการส่วนหน้าโปรยตะปูเรือใบ ยางรถคนร้ายเริ่มลมออกไปหยุดใกล้แยกทับศิลา จังหวัดกาญจนบุรีพอดี พล.ต.อ.จักรทิพย์เล่าถึงนาทีตัดสินใจขั้นเด็ดขาดว่า เมื่อรถคนร้ายยางแตก ชุดนเรศวร261 และเฉพาะกิจ 90 ของทหารเริ่มซุ่มเข้าไปฝังตัวตามข้างทางตามแผน คนร้ายร้องขอรถอีกคันเพื่อจะไปต่อเพราะเหลืออีกประมาณ 50 กิโลเมตรเป็นชายแดนฝั่งพม่าแล้ว ที่เกิดเหตุตำรวจจอดห่างจากคนร้าย 80 เมตร มีการกั้นรถไม่ให้ใครผ่านเข้าออก ก่อนจัดการดับนักโทษแหกคุก 9 ศพ แต่ใช่ว่าทีมงานจะพอใจ เหตุเพราะผู้บัญชาการเรือนจำตัวประกันคนสำคัญเสียชีวิตด้วย

ลุยสมรภูมิชายแดนใต้ ไม่วายเจอชะนักติดหลัง

ใช้ชีวิตภูธรปีเดียว พล.ต.ท.จักรทิพย์ย้ายไปรับงานหน้าใหม่อีก เป็นรองผู้บังคับการตำรวจน้ำช่วยไล่จับขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนขยายผลเอาผิดยึดทรัพย์ตามกฎหมายฟอกเงินช่วยเศรษฐกิจของประเทศไปจำนวนไม่น้อย ปีถัดมาบินข้ามโลกไปเรียนต่อหลักสูตรเอฟบีไอ ที่สหรัฐอเมริกา นาน 4 เดือน ระหว่างเรียนมีคำสั่งย้ายคืนถิ่นเก่าเป็นรองผู้บังคับการกองปราบปราม กระทั่งปี 2547 มีคดีปล้นปืนค่ายทหารพัฒนา จังหวัดนราธิวาส จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน 3 จังหวัดภาคใต้ เขาจึงมีโอกาสติดตามลงไปปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ภาคใต้ปีเต็ม ๆ ไปจับกำนันอนุพงษ์ พันธชยางกูร หรือกำนันโต๊ะเด็ง จนเป็นเรื่องเป็นราวถูกร้องเรียน

“ที่ลงไปทำงานภาคใต้คิดว่า หมู คิดว่า ปล้นปืนกันเป็น 100 คนเอามาสอบสักคนน่าจะออกหมดแล้ว แต่ที่จริงไม่ใช่เลย เอาวิชาสืบสวนคดีอาชญากรรมในเมืองหลวงไปใช้ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ไม่ได้ มันต่างกันฟ้ากับเหว มันตัดตอนกันหมด ถ้าโจรห้าร้อยธรรมดาจะเรียกรวมตัวกันหมดแบ่งหน้าที่กันเสร็จสรรพ พอถูกจับคนเดียวตำรวจก็รู้หมดว่า ขบวนการมีใครบ้าง แต่ที่นั่นไม่ใช่ ปล้นเสร็จ ตัดต้นไม้ โรยเรือใบขวางถนน คนละชุดกันหมด ถามว่า ถ้าได้คนตัดต้นไม้มา จะรู้ไหมว่า คนปล้นปืนไปไหน ไม่มีทางรู้ นี่คือแผนประทุษกรรมทางภาคใต้ ทำเอานักสืบเมืองหลวงไปไม่ถูก”

“อยู่ภาคใต้ปีเต็ม ๆ ผู้บังคับบัญชาสั่งให้ถอน แถมยังตกเป็นผู้ต้องสงสัยพัวพันการหายตัวไปของทนายสมชาย นีละไพจิตร ฝั่งนั้นพยายามชี้ผม ทุกวันนี้ที่ติด คือ ติดคดีสมชาย แต่ผมยืนยันตรงนี้เลย ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง  ตอนทนายสมชายหายตัวไป ผมอยู่ที่ตำรวจน้ำ ปัตตานี สมชายเขาหายที่กรุงเทพฯ มันก็อยู่ที่พยานหลักฐาน ใครจะว่าอะไรก็ว่ากันไป”

ขยับปีกติดเครื่อง ทำทุกเรื่องถ้าไม่ผิดศีลธรรม

หลบมาเลียแผลได้ไม่นานได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้บังคับการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง 2 คุมสนามบินดอนเมืองในสมัยนั้น เป็นงานอีกหน้าที่เขาเคยถามผู้บังคับบัญชาว่า ทำไม เอาเขามาทำอะไรที่นี่ เขาไม่เคยอยู่ตรวจคนเข้าเมือง ไม่มีความรู้เรื่องการรับนักท่องเที่ยว นายบอกว่า “กูจะให้มึงมาดูพวกลูกแพะ ลูกแกะ ลูกหมู มันเป็นภัยร้ายแรงเกี่ยวกับอาชญากรรมข้ามชาติ มึงทำได้หรือเปล่าแป๊ะ” เขาก็ต้องรับคำ ได้ครับ

“และผมก็ทำได้ เอาจนอยู่ เงียบเลย พวกแก๊งข้ามชาติลูกแพะ ลูกหมูเงียบทันที ฝรั่งยังชื่นชมว่า ยุคผมเป็นยุคที่เงียบสุดแล้วขบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติเหล่านี้ ทำกันจนพวกมันย้ายฐานไปอยู่มาเลเซีย จับได้เยอะมาก และพยายามสอนงานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองให้เรียนรู้วิชาสืบสวน คือ หลังจับกุมแล้วต้องมีการสืบสวนขยายผลล้างเครือข่ายขบวนการที่อยู่ในเมืองไทย”

ทำหน้าที่คุมด่านสนามบินดอนเมืองห้วงเวลาคาบเกี่ยวกับท่าอากาศยานนาชาติสุวรรณภูมิเปิดให้บริการพอดี แต่เพียง 3 เดือนถัดจากคุมสนามบินประวัติศาสตร์ชาติไทย พล.ต.อ.จักรทิพย์ขยับเก้าอี้อีกครั้ง เที่ยวนี้เข้าถิ่นเก่านครบาล นั่งเป็นผู้การ 191  เผชิญสถานการณ์ม็อบเหลืองปิดถนนยึดทำเนียบรัฐบาลพักใหญ่ เจ้าตัวรับว่า ส่วนตัวสนิทกับสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ด้วยความที่ตัวเองไม่เคยมีปัญหาอะไรกับใคร สนิมสนมกันหมด รู้จักตั้งแต่ตอนอยู่กองปราบ  “ใครใช้อะไรผม ผมทำให้หมดถ้ามันไม่ผิดศีลธรรม ใครจะมองเราว่า ติดอยู่กับใคร ไปห้ามความคิดเขาไม่ได้หรอก ถ้าได้สัมผัสตัวผมจริง ๆจะรู้ ผมเป็นคนยังไง ผมไม่มีอะไรหรอก”

ฝ่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เก้าอี้ผู้นำนครบาลไม่ธรรมดา

ทำงานจนขยับนั่งเก้าอี้แม่ทัพเมืองหลวง พล.ต.อ.จักรทิพย์ว่า คนได้เป็น น.1 ไม่ธรรมดา แต่ธรรมชาติของการแต่งตั้ง มีทั้งคนรัก คนเกลียด ผสมกันไป หลายคนอาจวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นรองผู้บัญชาการปีกว่า ๆ แล้วขึ้นผู้บัญชาการ อยากชี้แจงว่า ตำแหน่งตรงนั้นเป็นตำแหน่งเฉพาะตัวเราก็ทำงานหนักกว่าคนอื่นอยู่แล้ว

” สิ่งที่ผมทำ คนอื่นไม่รู้ มีแค่ผู้ใหญ่รู้ ใช้คนอย่างมัน ได้งาน ในทุกเรื่อง ๆ เหมือนที่บอกไว้ ผมไม่ทำอะไรผิดศีลธรรมอยู่แล้ว ถามว่า ใช้งานแล้วได้งาน ไม่ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ บางคนใช้ไป นายครับติดไอ้โน้น ติดไอ้นั่น เขาก็เลิกใช้แล้ว แต่ผมถ้าใช้มา ผมก็ทำให้ ได้ไม่ได้ ผมก็ครับไว้ก่อน”

พล.ต.อ.จักรทิพย์ว่าไว้เมื่อ 5 ปีก่อนยังยึดหลักมาถึงปัจจุบัน “ผมรู้อยู่ ผมจะโตแบบไหน แต่ถามว่า ทำได้ไหม ผมมันนักกีฬา เป่านกหวีดปี๊ด ผมเล่นได้ทุกตำแหน่ง เล่นเต็มที่ เล่นได้สัก 10 นาที 20 นาทีเจ็บผมก็ออก ยอม ถ้าบอกมึงไปไม่ไหวแล้ว ออกก็ออก หมดเวลาก็กลับ จบ ผมไม่มาเจ๊าะแจ๊ะหรอก ก็เหมือนโค้ช เขาเชื่อว่ามึงเล่นได้ กูเชื่อว่ามึงยิงประตูได้ ไปลองเล่นดูซิ ถ้าผมยิงไม่ได้ก็ปรับออก เขาเชื่อว่า ผมยิงได้ คนอื่นยิงไม่ได้ ก็จบ”