“สำหรับผมต้องใช้คำว่า Born to be…ผมคิดเสมอว่าผมเกิดมาเพื่อเป็นตำรวจ” เป็นประโยคที่เอ่ยมาอย่างภาคภูมิใจของ “สารวัตรเอ๋” พ.ต.ท.นัธทวัฒน์ เจิมปรุ สวป.สภ.ท่าแซะ จ.ชุมพร “ผมเกิดมาเพื่อเป็นสิ่งนี้ ผมรักและศรัทธาในอาชีพตำรวจมาก เพราะเกิดมาก็เจอตำรวจเลย เนื่องจากเกิดมาในครอบครัวตำรวจ คุณพ่อรับราชการเป็นตำรวจ ท่านเป็นตำรวจชั้นประทวน ยศนายดาบตำรวจ ปัจจุบันเกษียณอายุราชการแล้ว ได้ประดับยศ ร.ต.ต. ถือเป็นยศสูงสุดในวันเกษียณราชการ”

พื้นเพเดิมเขาเกิดจังหวัดศรีสะเกษ เติบโตถิ่นอีสานใต้จบมัธยมปลายโรงเรียนสตรีสิริเกศ อ.เมืองศรีสะเกษ ตั้งใจเรียน อ่านติวหนังสือ มุมานะเต็มกำลัง เพื่อเดินตามฝันที่อยากรับราชการตำรวจให้พ่อกับแม่ภาคภูมิใจ กระทั่งทำสำเร็จ สอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 38 โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพรานรุ่นที่ 54ปริญญาตรี. รป.บ.(ตร.) ก่อนเพิ่มศักยภาพความรู้ให้ตัวเองด้วยการจบปริญญาโท  บริหารธุรกิจ (MBA) จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

เคยได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ไปคัดเลือก “ทูตตาวิเศษ” ของสมาคมสร้างสรรค์ไทย สมัยเป็นนักเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 38 ได้รับรางวัลลักษณะทหารดี และการศึกษาดี จากโรงเรียนเตรียมทหาร ทั้ง 2 ชั้นปี และสมัยอยู่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ชั้นปีที่ 3 ได้รับคัดเลือกจากผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมรุ่น ให้เป็นนักเรียนปกครองบังคับบัญชาไปปกครองดูแล นักเรียน นรต.รุ่นน้อง

เมื่อจบการศึกษาในชั้นปีที่ 4 ได้รับรางวัลเรียนดี “โล่ทองคำ” มีผลการศึกษาเรียนดี จากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจฝึกงานสอบสวน สน.ทองหล่อ บรรจุครั้งแรกเป็นตำรวจเต็มตัว มีดาวประดับบนบ่า ปฏิบัติหน้าที่ ตำแหน่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสุพรรณบุรี 2 ปีเปลี่ยนมาปฏิบัติหน้าที่ รอง สวป.สภ.เมืองสุพรรณบุรี หลังจากนั้นขยับเลื่อนไหลปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่ง ส่วนใหญ่ก็เป็นงานด้านปราบปราม ในพื้นที่ บช.ภ.7 และปี 2558 ดำรงตำแหน่ง สวป.สภ.ท่าแซะ ภ.จ.ชุมพร.

นายตำรวจระดับหัวกะทิ บอกว่า ตั้งแต่เกิดมาจนโต เรียนหนังสือ จำความได้ว่าเห็นตำรวจตั้งแต่ลืมตาดูโลก เพราะบ้านข้างๆ คนรอบข้าง คนที่รู้จักก็เป็นตำรวจ เนื่องจากพักอาศัยอยู่ในบ้านพักตำรวจ แฟลตตำรวจ ในหน่วยงานของตำรวจที่พ่อรับราชการ หน่วยปฏิบัติการพิเศษของจังหวัดศรีสะเกษ จำได้ว่า พ่อต้องแต่งชุดฝึกสีเขียว หมวกเบเร่ต์ตำรวจ สะพายเป้ ถือปืนยาว ผลัดกันไปตั้งฐานปฏิบัติการที่ชายแดนเขาพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ. และตามภารกิจ จากนั้นคุณพ่อก็มีการย้ายสับเปลี่ยนหน้าที่ตามวิถีชีวิตราชการ แต่ก็ยังวนเวียนอยู่ในครอบครัวสังคมตำรวจ ทำให้เราได้ซึมซับและจำภาพของความเป็นตำรวจ ชุดตำรวจ การเข้าแถว วิถีชีวิตในสังคมตำรวจอยู่ตลอดเวลา ส่วนแม่ก็เป็นแม่บ้านตำรวจชั้นประทวน ไม่ได้ประกอบอาชีพอะไร ก็จะอยู่ที่บ้านคอยเลี้ยงดูลูกที่บ้าน บางครั้งพ่อก็จะต้องไปอยู่ที่ฐานที่ชายแดน หรือตามภารกิจของตำรวจ ตามที่ได้รับมอบหมายและคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา ตอนยังเล็กคุณพ่อคุณแม่ก็จะเล่าให้ฟังอยู่เสมอว่า มีเหตุการณ์ไม่สงบบ้าง เหตุรุนแรง คนร้ายก่อความไม่สงบหรือเหตุการณ์ในบ้านเมืองสมัยนั้น พ่อจะต้องไปปฏิบัติภารกิจที่ชายแดนอยู่เสมอเป็นประจำ หลายวัน หลายอาทิตย์  ไม่ค่อยได้อยู่ที่บ้านประจำ ทำให้แม่เป็นคนคอยเลี้ยงดูลูก 3 คน คือ เรา พี่ชาย และน้องสาว ตามวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของสังคมครอบครัวตำรวจ ที่รู้ๆกันอยู่ และเป็นกันอยู่ทั่วไปในปัจจุบันนี้ ภารกิจ หน้าที่ย่อมมาก่อนและสำคัญเสมอ ตราบใดที่เรายังเป็นตำรวจ

“จากการที่เราได้อยู่และเห็นความเป็นอยู่ในชีวิตตำรวจมาตั้งแต่เกิด ก็ทำให้ผมไม่เคยมองหรือไม่เคยคิดที่จะใฝ่ฝันเป็นอาชีพอื่น นอกจากที่จะเป็นตำรวจตามรอยที่คุณพ่อ และมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเป็นตำรวจให้ได้เหมือนพ่อ และเหมือนสังคมที่ผมเห็น ได้สัมผัสมาตั้งแต่เกิด มีทั้งข้อดีและข้อเสีย รู้ทั้งรู้ว่าเวลาที่จะให้ครอบครัวมีน้อย บางครั้งด้วยงาน ความรับผิดชอบ เอาแน่นอนไม่ได้กับเวลาที่จะว่างเพื่อดูแลครอบครัว หรือที่จะวางแผนเอาไว้ได้เลยว่า วันหยุดราชการ วันหยุดยาวจะไปไหนดี เพราะตอนที่ผมเป็นเด็กและมีพี่กับน้อง ก็อยากที่จะให้คุณพ่อหยุดงานพาไปเที่ยว เหมือนครอบครัวคนอื่นๆบ้าง พูดง่ายๆว่า วันที่เขาหยุดยาว วันปีใหม่ สงกรานต์ วันหยุดราชการที่ควรจะไปเที่ยวไกลๆ แทบจะไม่ได้ไปเลย หรือถ้าได้ไปบ้างก็คืออาจต้องไปก่อนหรือหลังวันหยุดราชการ หรือเทศกาล แต่นี่ก็ไม่เคยทำให้ผมแปรเปลี่ยนใจ หรือเลิกที่อยากจะเป็นตำรวจ ฉะนั้นทุกวันนี้ทันทีที่ว่างเว้นจากงานราชการผมก็จะทุ่มเทเวลา สร้างความอบอุ่นให้กับครอบครัว ให้เวลากับลูกๆ พากันไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจตามสถานที่ธรรมชาติ ภูเขา น้ำตก ทะเล ทำบุญไหว้พระ เดินห้าง ทำกิจกรรมร่วมกันให้มากที่สุด” สวป.คนเก่งแจกแจง

แม้เวลาน้อยแต่จัดสรรให้ดีก็คุ้มค่ากับงานที่ชอบและครอบครัวที่รัก พอมีเวลาก็ใช้ให้คุ้มถือเป็นความสุขในชีวิต เสมือนการเติมพลังใจให้ทำงานได้ดีชีวิตมีสุข เพราะวันว่างการได้ผ่อนคลายอยู่กับครอบครัว อยู่กับคนที่รัก สารวัตรเอ๋บอกว่า นอกจากทุ่มเวลาว่างพาครอบครัวเที่ยวสนุกสำราญใจแล้ว ยังต้องออกกำลังกายทำร่างกายให้แข็งแรง เพื่อจะได้ปฏิบัติหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพอยู่เสมอ ฝึกฝนทักษะยุทธวิธีการต่อสู้การใช้อาวุธสำหรับความพร้อมเผชิญเหตุ เพราะงานป้องกันปราบปรามต้องใช้ทักษะทั้งบู๊และบุ๋น ไม่รู้ว่าเวลาออกตรวจดูแลทุกข์สุขประชาชนในพื้นที่จะต้องเจอเหล่าร้ายรูปแบบไหนบ้าง ถ้าร่างกายพร้อม จิตใจพร้อม มียุทธวิธีก็มีชัยไปกว่าครึ่ง ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดต้องตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท และต้องขอขอบคุณครอบครัวที่เข้าใจและรักในอาชีพตำรวจที่รักด้วย

พ.ต.ท.นัธทวัฒน์  กล่าวทิ้งท้ายว่า ตำรวจไม่ใช่แค่รัก แต่ทั้งรักและศรัทธา เพราะถ้าเรารักและศรัทธาอะไร เราจะตั้งใจทำและทำด้วยใจ  ในความคิดเห็นส่วนตัวคิดว่าตัวเองเกิดมาเพื่อเป็นตำรวจ อาชีพตำรวจคืออาชีพที่ดีที่สุดในโลก เพราะเป็นอาชีพที่มีผลต่อทุกข์สุขของประชาชน หากเลือกได้ ขอเป็นตำรวจทั้งในชาตินี้ ชาติหน้า และทุกชาติไป…เกิดอีกกี่ชาติก็ขอให้ได้เป็นตำรวจ