ณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ หรือเรียกแบบสั้นๆว่า “กต.ตร.” ซึ่งมีที่มาจากเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 (มาตรา 76) ที่มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนมีบทบาทและภารกิจในการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ ดังนั้นเพื่อให้ประชาชนมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบติดตามการบริหาร งานของตำรวจในทุกระดับ ตลอดจนให้ข้อเสนอแนะในการกำหนดนโยบายการพัฒนาและบริหารงานรัฐบาล เพื่อปรับปรุงกิจการตำรวจให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มีการกระจายอำนาจและเปิดโอกาสให้สังคมมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและติดตามการ บริหารงานตำรวจ และให้ข้อเสนอแนะอย่างเป็นระบบ โดยมี กต.ตร. ฉะนั้นสาระสำคัญของการทำหน้าที่คือต้องปรับทัศนคติของตำรวจ ประสานให้ประชาชนในพื้นที่มีความรู้ความเข้าใจ แล้วให้ประชาชนมามีส่วนร่วม และเป็นเจ้าของกิจการอย่างยั่งยืน

เช่นเดียวกับ นายกฤษฎา ลิมปนะถาวร หนุ่มใหญ่วัย 54 ปี อีกหนึ่งในส่วนภาคประชาชน ที่ขันอาสามารับทำหน้าที่กิจสาธารณะ มาขับเคลื่อนพัฒนางานระหว่างตำรวจกับชาวบ้าน ในฐานะ ประธาน.กต.ตร.สน.ท่าข้าม ก่อนหน้านี้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา กต.ตร.สน.ท่าข้าม จึงได้รู้จักและสัมผัสการปฏิบัติงานของตำรวจ จนเกิดความเห็นอกเห็นใจ มีความเข้าใจตำรวจมากขึ้น เขาอธิบายว่า ตำรวจมีหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุข ในเมื่อตำรวจเดือดร้อนจะไปช่วยใครได้ จึงเห็นว่าควรพัฒนาตำรวจให้มีความพร้อม ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ รวมถึงอุปกรณ์การปฎิบัติหน้าที่ จึงระดมเงินทุน จัดกิจกรรมต่าง เพื่อช่วยเหลือในหลายๆด้านไม่ว่าจะเป็นทุนการศึกษาบุตร อุปกรณ์ บูรณะสถานที่ทำการ ห้องประชุม และอื่นๆ เพื่อให้ตำรวจทุกนายใน สน.ท่าข้ามได้มีความพร้อมเพื่อจะออกไปรับใช้ประชาชน พร้อมจะเป็นโซ่ข้อกลางประสานความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างประชาชนกับตำรวจ ด้วยการใช้ใจแลกใจ เอาใจเขามาใส่ใจเรา

“รู้สึกภูมิใจที่มีโอกาสได้ทำงานรับใช้สังคม ถือเป็นการตอบแทนคุณแผ่นดิน เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้สังคมมีความสงบสุขไม่มากก็น้อย สิ่งไหนที่ทำแล้วเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ยืนยันว่าจะทำ อย่างไรก็ตามการเข้ามามีบทบาทประธาน กต.ตร. นั้น จะทำงานคนเดียวไม่ได้ ต้องมีทีมงานที่ดี เข้าใจซึ่งกันและกัน ไม่เอาประโยซน์ส่วนตัวเป็นที่ตั้ง แต่จะเน้นส่วนรวมเป็นหลัก” นายกฤษฎา ระบุ

สำหรับคณะ กต.ตร.สน.ท่าข้าม มีทั้งหมด 9 คนได้แก่ นายกฤษฎา ลิมปนะถาวร เป็นประธาน นายสมศักดิ์ ศรีวิมลศิริ เป็นรองประธาน นายนราวิชญ์ ยี่คิ้ว รองประธาน นายชูเกียรติ อนุศรี เป็น กต.ตร. นายเกยูร สุขทอง เป็น กต.ตร นายณะฤทธิ์ สุนทรารชุน เป็น กต.ตร. นายสัมพันธ์ ฟองอรุณรุ่ง เป็น กต.ตร นายประสิทธ์ จงจุลกลาง เป็น กต.ตร. และ นายจิราธร บุญอิ่ม เป็น กต.ตร. ขณะเดียวกันก็ยังมีที่ปรึกษา กต.ตร.อีกหลายคน ที่คอยสนับสนุนต่างๆนานา เพื่อให้การดำเนินงาน การดำเนินกิจกรรม  โครงการต่างๆ ของสน.ท่าข้ามกับคณะ กต.ตร. สัมฤทธิ์ผลเพื่อประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่

“จะทำอย่างไรที่ไม่ให้เกิดคดีขึ้นในพื้นที่ และนั่นคือเป้าหมายสูงสุด เป็นเป้าหมายของ กต.ตร. สน.ท่าข้าม เพื่อคิดหาแนวทางป้องกัน และพัฒนาองค์กรตำรวจ สน.ท่าข้าม ให้มีพร้อมที่จะช่วยเหลือประชาชนพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็งปลอดจากการกระทำผิดทางกฎหมาย แม้แต่คดีจราจรก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น หากทำได้ตามเป้าหมาย นั่นก็แสดงว่าประชาชนได้เข้าใจ และยอมที่จะปฏิบัติตามกฎหมาย แต่เป้าหมายที่ตั้งธงไว้ในครั้งนี้ มันเป็นไปได้ยาก เพราะ สน.ท่าข้าม ถือได้ว่าเป็นหน่วยที่มีพื้นที่ดูแลเป็นวงกว้าง มีชุมชนที่อยู่ในความรับผิดชอบถึง 22 ชุมชน และมีประชากรเป็นจำนวนมาก ซึ่งแน่นอนครับว่าตำรวจทุกนายต้องพยายามสอดส่องควบคุมดูแลให้ทั่วถึง แต่ก็เห็นๆกันอยู่ คดีทะเลาะวิวาท ลัก วิ่ง ชิง ปล้น รวมถึงตีนแมวทั้งหลาย ยังคงมีให้เห็นกันอยู่ทุกพื้นที่ เพราะกำลังตำรวจที่มีก็ไม่สามารถดูแลให้ทั่วถึงได้ตลอดเวลา แต่ขอเพียงแค่พยายามทำให้ไปถึงจุดหมายที่ตั้งไว้ หากเป็นไปไม่ได้ ก็ขอให้ได้ใกล้เคียงที่สุด ก็ถือว่าพัฒนาแล้ว” นายกฤษฎา กล่าวด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ

นายกฤษฎา บอกอีกว่า ขณะเดียวกันภารกิจอีกด้านทางทีมงานของ กต.ตร.ยังเห็นความสำคัญของการพัฒนาชุมชน จึงร่วมกับตำรวจ สน.ท่าข้าม ลงพื้นที่ชุมชน เพื่อสอบหาข้อมูลเป็นการสนับสนุนงานตำรวจ และสร้างความเชื่อมั่นของตำรวจ กับประชาชน จัดกิจกรรมร่วมกันอยู่บ่อยครั้ง เช่น การเปิดหมวกร้องเพลง นักร้องก็จะเป็นตำรวจระดับผู้กำกับสถานี เพื่อช่วยระดมเงินช่วยเหลือผู้ที่ยากไร้ หรือเดือดร้อนจากเหตุการณ์ต่างๆ เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้บ้าน เป็นต้น ส่วนกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นเร็วๆนี้ คือการจัดมวย ป้องกันแชมป์ พงษ์ศักดิ์เล็ก นครหลวงโปรโมชั่น กับนักมวยต่างชาติ เพื่อนำรายได้มาทาสีบูรณะอาคาร ซ่อมแซมที่อยู่อาศัยบ้านพักข้าราชการตำรวจ กล้อง และสนับสนุนอุปกรณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกด้วย นอกจากนี้ยังได้ดูแลเรื่องอาสาตำรวจประจำพื้นที่จุดเสี่ยงต่างๆ เพื่อป้องกันเหตุ ช่วยสนับสนุนกำลังตำรวจไปอีกหนึ่งทาง รวมถึงในยุคสมัยนี้ เป็นยุค 4.0 เทคโนโลยี กำลังมีบทบาททางด้านการสื่อสารเป็นอย่างยิ่ง ตำรวจเองก็ต้องพัฒนาระบบ ก้าวตามให้ทัน ซึ่งขณะนี้ได้จัดตั้งกลุ่มไลน์ สำหรับผู้ปะกอบการ ห้างร้าน ต่างๆ ให้เป็นระบบการแจ้งเตือนภัยโดยฉุกเฉิน ต้องพัฒนาระบบ ให้ประชาชนทั่วไปสามารถแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายได้เร็วที่สุด

การเข้ามาทำหน้าที่มีบทบาทเป็น กต.ตร. ก็ไม่วายที่จะเป็นขี้ปากชาวบ้านหรือคนที่ไม่เข้าใจบางส่วน จึงมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันในวงการ ที่ต่างก็เข้าใจกันไปเองว่า กต.ตร. คือ “เป็นกระเป๋าตังค์ให้ตำรวจ” สำหรับประเด็นความคิดเห็นตรงนี้ นายกฤษฎา ยืนยันว่า กต.ตร.สน.ท่าข้าม ไม่มีนโยบายหาเงินให้ตำรวจใช้ และไม่ยุ่งกับผลประโยชน์ หรือรับเงินสนับสนุนจากธุรกิจสีเทาใดๆทั้งสิ้น แต่อยากให้เข้าใจว่า การสนับสนุนตำรวจ เป็นการสร้างความพร้อมให้กับตำรวจในสิ่งที่ขาด เพื่อเพิ่มเติมให้กับพวกเขา เพราะจะได้มีแรงดูแลประชาชนได้อย่างเต็มที่ โดยคณะกต.ตร.ชุดนี้ทั้งหมด มาด้วยใจ ไม่มีธุรกิจสีเทา พยายามทำให้เจัาหน้าที่ตำรวจเป็นที่ยอมรับจของประชาชนจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น จัดแจกทานถุงยังชีพ จัดงานบุญปล่อยโคกระบือ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มากที่สุด

ด้าน พ.ต.อ.ธนันท์ธร รัตนสิทธิภาคย์ ผกก.สน.ท่าข้าม หรือ “ผู้กำกับไก่ดำ” ย้ำว่า พร้อมตอบรับนโยบายของ กต.ตร.ชุดนี้ เพื่อพัฒนาภาพลักษณ์ของตำรวจนครบาลท่าข้ามให้ดูดีทั้งภายนอกและภายใน ดูแลประชาชน พัฒนาชุมชนได้จริง หากหลายๆหน่วยงาน และประชาชนให้ความร่วมมือ เชื่อว่าคดีเกี่ยวกับอาชญากรรม ในพื้นที่จะลดลงไปได้ ตามเป้าหมายของ กต.ตร.ชุดนี้อย่างแน่นอน

ท้ายนี้ นายกฤษฎา ลิมปนะถาวร ประธาน.กต.ตร.สน.ท่าข้าม ระบุว่า คุณสมบัติของคนที่มารับหน้าที่เป็น กต.ตร. นั้น ต้องมีจิตอาสา มีความเป็นนักพัฒนาสังคมเป็นที่ตั้ง รวมทั้งต้องเป็นบุคคลที่รู้จักเสียสละแบบไม่มีเงื่อนไข ทั้งเวลา กำลังกาย สติปัญญา และกำลังทรัพย์ ไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัว มุ่งเน้นเห็นแก่ส่วนรวมเป็นหลัก ไม่เป็นบุคคลทำธุรกิจเทาและดำ สามารถเป็นสื่อกลางสร้างความรู้ความเข้าใจระหว่างตำรวจกับประชาชนอย่างแท้จริง ที่สำคัญการทำงานทุกสิ่งอย่างต้องมีความซื่อสัตย์สามัคคี