ว่า 10 ปีแล้วที่ต้องกำพร้าพ่อ

“เอม”สุทธาทิพย์ ศรีละคร ลูกสาว ด.ต.มาโนช ศรีละคร ตำรวจกองกำกับการสืบสวนนครบาล 1 ลูกหม้อสืบสวนเหนือที่พลีชีพอย่างวีรบุรุษในปฏิบัติการจับกุมคนร้ายค้ายาเสพติด ส่งผลให้ถูก พ.ต.ชานนท์ ชิณวงศ์ หรือ “เสธ.น็อต” นายทหารประจำกองบัญชาการทหารสูงสุด ยิงเสียชีวิต พร้อม ส.ต.ท.ไสว อาจหนองหว้า ตำรวจนักสืบรุ่นน้อง

เธอเป็นลูกคนที่ 2 ที่ผู้พ่อแสนรักแสนห่วง ส่วนพี่สาว ร.ต.ท.(ญ)วัลยา ศรีละคร รับราชการตำแหน่งรองสารวัตรด่านตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานภูเก็ต จบประถมศึกษาโรงเรียนสันติสุขวิทยา ไปต่อมัธยมโรงเรียนสตรีวิทยา 2 สอบเข้าคณะมนุษยศาสตร์ เอกวรรณคดีภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งที่ก่อนหน้ามีความฝันอยากเป็นไกด์

จบออกมากลับได้งานทำเป็นเลขานุการอยู่บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด เนื่องจากผู้บริหารเป็นชาวอินเดีย ต้องการใช้ผู้มีความรู้ด้านภาษาอังกฤษตรงกับสเปกเธอพอดี “จริง ๆ อยากแล้วหนูอยากทำงานเกี่ยวกับภาษา โดยเฉพาะภาษาญี่ปุ่นถึงอยากเรียนไปต่อ แต่ก็ยากเกินเลยจำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษทำงานไปก่อน” เธอว่า

ตลอด 10 ปีที่พอจากไป เอมรับว่า ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะ โดยเฉพาะช่วงแรก ๆ ที่บ้านวุ่นวายไปหมด เรากำลังจะขึ้นมัธยม 5 จำวันนั้นได้ดี รู้สึกตกใจ ช็อก พ่อถูกยิงวันที่ 11 เมษายน ไปนอนยื้ออยู่ที่โรงพยาบาลก็สิ้นลมเมื่อวันที่ 13 เมษายน เสียวันเกิดย่าพอดี อีก3 เดือนถัดมาย่าก็มาเสีย แถมเสียในวันเกิดพ่อด้วย เหมือนพ่อกับย่าจะผูกพันกันมาก ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด

ทายาทสาวนักสืบผู้วายชนม์เล่าว่า ตอนนั้นสับสน ไม่รู้จะปรับตัวยังไง ไม่มีพ่อแล้ว ดีที่แม่ และพี่สาวอยู่ มีญาติ ๆ เข้ามาอยู่คอยเป็นกำลังใจช่วงแรก ทำให้บ้านไม่เหงา พอต่างคนต่างแยกย้ายก็เหลือเรากับแม่ เพราะพี่สาวได้สิทธิเป็นตำรวจตามพ่อ เราต้องกลายเป็นหลักของบ้าน และพยายามตั้งใจเรียนให้ดีเพื่อรักษาทุนของสหกรณ์ออมทรัพย์ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ที่ต้องรักษาเกรดแต่ละเทอมไม่ให้ต่ำกว่า 3 ถ้าไม่ถึงก็จะถูกตัดทุนทิ้ง ขยันถึงตอนจะจบมหาวิทยาลัยเกือบได้เกียรตินิยมอันดับ 2 เสียดายมาก เทอมสุดท้ายยากจริง ๆ

ระยะเวลาที่ผ่านมาครอบครัวศรีละครติดตามข่าวคืบหน้าของการพิจารณาคดีอยู่ตลอด แต่เธออดน้อยใจไม่ได้ว่า ช่วงที่ตามข่าวนาน ๆ จะมีสักครั้ง และรู้สึกว่า ไม่ค่อยมีใครมาอัพเดทให้ครอบครัวเท่าที่ควร เหมือนเราต้องไปตามความคืบหน้าเอาเอง บางทีมีอาโทรมาบอกเห็นข่าวไหม ข่าวพ่อ เราก็งง เป็นเจ้าทุกข์แท้ ๆ ไม่มีใครโทรมาบอกอะไรเลย ผู้บังคับบัญชาของพ่อก็ไม่เคยมาติดต่ออะไรอีกเลย ชีวิตลำบากพอสมควร สงสารแม่ต้องหาเลี้ยงลูก ต้องหากู้เงิน ไหนจะหนี้สินของพ่ออีก

“เวลานี้คดีจบถึงชั้นฎีกาประหารชีวิตแล้วโล่ง แต่แม่จะบอกว่า อย่าไปอาฆาตอะไรเลย อโหสิให้ดีกว่า มันเป็นวิบากกรรม เวรกรรมเขา แต่ไอ้ข้อที่เราจะได้ความยุติธรรมในสิ่งที่เราเรียกร้อง เช่น ค่าเลี้ยงดูที่ต้องฟ้องแพ่งจากผู้ต้องหา เมื่อฎีกาออกมาแล้วก็ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ แม่ก็ไม่รู้ ต้องไปทำเรื่องยังไง เพราะไม่มีใครมาช่วยดูหรือปรึกษาตรงนี้ ไม่รู้ขั้นตอนวิธีการอย่างไร พี่สาวก็ถอดใจบอกไม่หวังแล้ว มันยาก ไม่มีใครมาดูแล แม่ได้เงินบำนาญของพ่อมาแต่ละเดือน ก็เรียกว่า ไม่พอใช้หนี้”

เอมยังย้อนภาพความหลังเมื่อครั้งดาบตำรวจนักสืบแห่งตำนานยังมีลมหายใจว่า สนิทกับพ่อมากอาจด้วยความเป็นลูกสาวคนเล็ก ส่วนพี่สาวไม่ค่อยอ้อน พ่อเลยชอบมากอดมาหอมเรา เราอยากได้อะไร อยากขออะไรก็ไปอ้อนพ่อเลยสนิทมาก บางวันก็โทรไปหาให้ช่วยสอนการบ้านตอนเย็น พ่อก็ช่วยสอนให้พ่อยังสอนการใช้ชีวิต หวงด้วย ห่วงด้วย กำชับตลอดว่า เลิกเรียนตะวันตกดินต้องเห็นนะว่าอยู่บ้าน เพราะเห็นเราเป็นผู้หญิงนะ ผิดกับพี่สาวที่ออกแนวไปทางผู้ชายจะไปเที่ยวกลางคืนก็ได้พ่อพาไปเองด้วย

แม้เหตุร้ายจะผ่านไปนาน 10 กว่าปี เธอยังเล่าน้ำตาคลอบอกว่า พ่อเป็นคนเกลียดยาเสพติดมาก ถึงห่วงลูก ๆ กลัวจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวยาเสพติด ขนาดแถวบ้านมีลูกหลานติดยาเสพติด พ่อยังเอายามาเผาต่อหน้าและประกาศเตือนไว้เลยว่า ไม่ให้ยุ่ง ถ้าไม่เลิก มีอะไรเกิดขึ้นจะไม่รับผิดชอบ ไม่ช่วย “หนูภูมิใจมาก เวลาใครถามว่า พ่อทำงานอะไรจะบอกเลยว่าเป็นตำรวจสายสืบ น่าภูมิใจมาก เพราะพ่อคนอื่นนั่งออฟฟิศ ทำงานนั่งโต๊ะ แต่พอหนูไม่ใช่ คนละแบบกันเลย ไม่เหมือนใคร กล้าหาญชนิดที่คนอื่นไม่กล้า”

“แต่หนูก็ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ แม่บอกว่า มันเป็นชะตาชีวิตของพ่อ ตำรวจมีความเสี่ยงทางอาชีพสูงอยู่แล้ว หนูเคยคิดเล่นๆ ว่า พ่อออกจากบ้านไปทำงานแล้วจะได้กลับมาหรือไม่ บางทีไปจับคนร้ายโอกาสพลาดสูง แต่ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นจริง ๆ กับพวกเรา วันสุดท้ายตอนเช้ายังเจอพ่อเลย พ่อว่า ตอนเย็นให้รีบกลับจะพาไปกินเลี้ยงวันเกิดย่า ไม่มีลางสังหรณ์อะไรเลย พูดคุยกันปกติ”

 

ทุกวันนี้ หญิงสาวหัวใจแกร่งยืนยันว่า ทำใจได้แล้ว อาจจะชิน เพราะแม่เปิดธรรมะให้ฟังตลอดช่วงใหม่ ๆ เพื่อให้ปลง ทุกวันนี้เหมือนกับว่าพ่อยังอยู่ใกล้ ๆ เราปกติ ทำให้เราสบายใจขึ้น