“พวกเราสูงศักดิ์ สูงหนักสูงหนาร่อนเร่เคหาไม่มี ค่ำไหนนอนนั่น เราไม่หวั่น เราไม่หวาด รักษาเอกราชเสรี …”

เพลงนกน้อยในไร่ส้มประจำคณะนิเทศศาสตร์ยังดังก้องหู ชีวิตแรกรุ่นของปฐมบทวัยทำงานได้สอนผมกระพือปีกแข็งแรงเร็วมาก

ด้วยความเคยเป็นนักกิจกรรมเข้าคบทำงานกับนักศึกษารุ่นพี่อยู่ในก๊วนเดียวกันกลายเป็นแรงขับเคลื่อนให้ผมเปิดสัมพันธ์เหล่ากระจอกข่าวรุ่นอาบน้ำร้อนมาก่อนไม่ยากเย็น

แถมเป็นน้องใหม่แทบจะเรียกได้ว่า คนเดียวในวงการนักข่าวอาชญากรรม ประจำกองบัญชาการตำรวจนครบาลคว้าสิทธิพิเศษไม่ต้องนั่งข้างมิ๊กเซอร์คอยชงเหล้าให้บรรดาหนุ่มนักเมามากอาวุโสกว่าตามธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติกันมา

สิทธิพิเศษที่สามารถนั่งสนทนาอยู่ในโลกสุราตลอดทั้งคืน เกิดด้วยความบังเอิญที่ผมเป็นคนมือหนัก ไม่ได้ว่า บุญหนักศักดิ์ใหญ่เป็นลูกคุณชาย หรือนุ่มนิ่มสวมบทคุณหนูอะไรหรอก เพราะผมรินเมรัยสีเข้มรสขมตามสไตล์ของผมมาตั้งแต่ไหน แต่ไรอยู่แล้ว

หลายคนในวงถึงเข็ดขยาด

“มึงไม่ต้อง เดี๋ยวกูรินเอง” วาจาประชดประชัดทำผมขำอยู่ในใจ

เป็นเหตุผลให้ผมถือเอกสิทธิเทียบเท่ารุ่นพี่ เลือกตักกับแกล้มอิ่มหมีพีมันรองท้องได้อย่างสบาย และถ้าคืนวันไหนไม่ตะเกียกตะกายแทบคลานขึ้นแฟลตถือว่า บริโภคไม่ถึงลิมิตที่ควรจะเป็น ไม่เช่นนั้นจะต้องนอนสลบเพราะฤทธิ์สุรายันตะวันโด่ง ตื่นงัวเงียโลกในหัวหมุนติ้วขึ้นมาสัญญากับตัวเองเกือบทุกครั้งยามเรียกสติคืนสวมร่างว่า จะหยุดพักสักวัน

พอแดดร่มลมตกทีไร หัวใจมันเขย่าเร้าร้อง ลิ้นส่งสัญญาณเปรี้ยวปากต้องการน้ำขมอมกลั้วกระหาย เดินพล่านวางแผนหาที่ลงหลังภารกิจเก็บข่าวจบสิ้น

“เย็นนี้ฉลองที่ไหนกันดี” ผมเปิดประเด็น

“ฉลองอะไร”

“เลี้ยงฉลองพี่จ๋าได้งานใหม่ไง” ผมให้เหตุผลทัวร์น้ำนรกยกเอากรณีไชยรัตน์ ส้มฉุน ย้ายรังจากเดลิมิเรอร์ไปสู่ค่ายเดอะเนชั่น ตามคำชักชวนของชัยวุฒิ มั่นสิงห์

“อะไรวะ เมื่อวานก็เพิ่งฉลอง วันนั้นก็ฉลองไปแล้ว”

“หรือพี่ไม่ไป”

ปัญญา พันธ์เผือก นักเลงสุราประจำวงแสดงสีหน้าหงุดหงิด “ไปสิโว้ย”

“ถ้าอย่างนั้นพี่ไปหาอุปกรณ์มา”

“ส้นตีน” แกสวนทันควัน “กูจะไปเอาที่ไหนคราวก่อนก็กู”

“ขอนายเวร น.1สิ” บางคนแหย่

“ฝันไปเถอะ” ปัญญาด่วนสรุป

พวกเราเฮฮาวางแผนกันลั่นห้องนักข่าวประจำวังปารุสกวัน ไม่สนเพื่อนร่วมอาชีพหลายสำนักที่กำลังพักผ่อนเอนกายอยู่เบาะโซฟาอันชวนหลับฝัน เสียงวิทยุพิฆเนศแม่ข่ายหลักของค่ายประชาชื่นดังขึ้น “พิฆเนศรายงานเหตุเพลิงไหม้โรงงานตุ๊กตา”

ผมสะดุดเงี่ยหูฟัง

“รับแจ้งจากศูนย์วิทยุกรุงเทพฯ ขณะนี้เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงานตุ๊กตาเคเดอร์ ถนนพุทธมณฑลสาย 4 เพลิงกำลังลุกลามยังไม่สามารถควบคุมได้ มีคนงานติดอยู่ภายในจำนวนมาก”

“มันเขตภูธร หรือนครบาลเนี่ย” ผมสงสัย

ขณะที่รุ่นพี่หลายคนลังเล “ของต่างจังหวัดมั้ง เดี๋ยวมันก็ดับ”

“ดีเหมือนกัน” นั่นเป็นสันดานเสียของผมที่บางครั้งเฉื่อยชาไม่แสดงอาการเป็นเจ๊กตื่นไฟ กระต่ายตื่นตูม มองเรื่องใหญ่เป็นเรื่องเล็ก

ยิ่งในยามที่แดดยามบ่ายกำลังถอยลับฟ้า รสชาติสุรากำลังคืบคลานเข้ามาแทนที่

“สงสัยจะใหญ่” เสียงนักข่าวในห้องหลายคนเตือนสติ

“ท้องที่โรงพักโพธิ์แก้ว สามพราน นครปฐม” อีกคนบอก

“ใครจะไปกับผมบ้าง” ชายชัย กายพันธ์ หนุ่มรุ่นพี่ค่ายมติชนตัดสินใจไม่ลังเล

ผมยึกยักยืนขาแข็งอยู่ไม่นานก็รีบยกมือใช้สิทธิ “ผมขอไปด้วยครับ”

“ถ้านั้นอย่าช้า ไปเร็ว” ตูมตาม โชเฟอร์เสียงเหน่อจากแดนสุพรรณบุรีส่งสัญญาณขับเคลื่อนรถเกาะ ขบวนนั้นนอกจากมติชน สยามโพสต์ แล้วยังมีปัญญา พันธ์เผือก แห่งวัฏจักร ชัยวุฒิ มั่นสิงห์ และไชยรัตน์ ส้มฉุน ของเครือเดอะเนชั่น

มันเป็นวันหายนะของสาวโรงงาน ตรงกับบ่ายวันที่ 10 พฤษภาคม 2536 เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงานตุ๊กตา  บริษัท เคเดอร์ อินดัสเตรียล ไทยแลนด์ จำกัด เลขที่ 22/14-17 ตำบลกระทุ่มล้ม อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เพลิงลุกลามอย่างรวดเร็วเขมือบอาคารโรงงานที่ปลูกติดกัน 3 หลังสูง 4 ชั้นวอดวายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

รถแวนของหนังสือพิมพ์มติชนออกทะยานพาฝูงนักข่าวจากเมืองหลวงมุ่งหน้าไปที่เกิดเหตุเวลาไล่เลี่ยกัน ผมเห็นกลุ่มควันพวยพุ่งออกจากโรงงานกินท้องฟ้าจนมืดมิดน่ากลัวราวมัจจุราชกำลังเอื้อมมือลงไปคว้าดวงวิญญาณของหนุ่มสาวชะตาขาดในอาณาบริเวณนั้นมาแต่ไกล

เมื่อพวกเราไปถึงต่างแยกย้ายกันทำหน้าที่คนละทิศคนละทาง ผู้คนในโรงงานวิ่งหนีตายกันอลหม่านสวนทางกับผม และเจ้าหน้าที่ดับเพลิง ไฟยังคงลามเลียอาคารโรงงานต่อเนื่อง สมัยนั้นไม่มีโทรศัพท์มือถือ แต่เข้าใจว่า พ่อผมคงมาอยู่ในภารกิจบรรเทาสาธารณภัยครั้งใหญ่นี้ด้วย เพราะลำพังรถน้ำจากเทศบาลคงยากแก่การควบคุม

เสียงโหยหวนร้องของความช่วยเหลือดังต่อเนื่อง ผมพยายามแทรกร่างเข้าไปใกล้เหตุการณ์ให้มากที่สุด แม้เพิ่งสวมบทนักข่าวเพียงปีเดียว ผมก็ไม่มีอาการตื่นตระหนกต่อความวุ่นวายตรงหน้า เดินตั้งสติหาคนพูดคุยถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นไปเรียบเรียงเป็นข่าวสลับบรรยากาศอันไม่ต่างจากนรกบนดิน

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเร่งระดมฉีดน้ำเลี้ยงตัวอาคารไม่ให้ไฟลามถึงอาคารสุดท้ายที่เป็นอาคารหลังที่ 4 บรรจุถังแก๊สสำหรับเชื่อมเหล็ก

“ใครไม่เกี่ยวข้องให้รีบออกจากบริเวณอาคารด่วน” เสียงเจ้าหน้าที่แหกปากตะโกน

ไม่นานอาคารทั้ง 3 หลังที่โครงสร้างทำด้วยเหล็กก็ถูกเปลวเพลิงหลอมละลายพังครืนลงมาทั้งหมด มันเป็นภาพอันชวนขนลุกเพราะไม่รู้ว่า มีร่างมนุษย์กี่ชีวิตอยู่ในซากปรักหักพังตรงนั้น

ปรีดา ชูเขาวัง สาวฉันทนาวัย 39 ปี ผู้รอดตายจากเหตุการณ์เสียงสั่นตอบคำถามผมว่า ก่อนเกิดเหตุ มีพนักงานหลายร้อยคนกำลังทำงานกันอยู่ชั้น 4 อาคาร 1 เห็นควันพวยพุ่งขึ้นมาจากชั้นล่าง ได้ยินเสียงตะโกนว่า ไฟไหม้ คนงานหลายคนต่างวิ่งหนีกันลงมา ปรากฏว่า ประตูทางออกเล็กคนเบียดกันอยู่ตรงนั้นแน่นไปหมด ตัวเองเลยตัดสินใจวิ่งย้อนขึ้นชั้นบนออกชั้นลอยที่มีทางเชื่อมระหว่างอาคารได้

“คนงานในนั้นมีประมาณเท่าไหร่” ผมซัก

“หลายร้อยอยู่ค่ะ แต่จำยอดไม่ได้”

“หนีออกมาได้กี่คน”

“ไม่แน่ใจคะ หนูตกใจมาก” เธอเล่าทั้งน้ำตา

กว่าเจ้าหน้าที่จะควบคุมเพลิงได้เป็นเวลาเกือบ 4 ทุ่ม แต่การค้นหาผู้รอดชีวิตยังคงดำเนินการต่อไปหลังมีแจ้งเหตุพบศพคนงานอยู่นับสิบรายแล้ว แต่ยังไม่สามารถสรุปตัวเลขอย่างเป็นทางการได้ พลตำรวจโทสุริยะ โมรานนท์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธร 1 เดินทางมาอำนวยการในที่เกิดเหตุ มีพันตำรวจเอกเชื้อ เหล่าประเสริฐ ผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม เป็นหลักในการสืบสวนสอบสวน ตั้งกรรมการประกอบด้วย พันตำรวจโทอุดม แย้มชื่นพงษ์ สารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอนครชัยศรี พันตำรวจโทสุรศักดิ์ ปิ่นทอง สารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจนครภูธรอำเภอสามพราน พันตำรวจตรีวรพงษ์ ยรรยง สารวัตรสถานีตำรวจภูธรตำรวจกิ่งพุทธมณฑล และพันตำรวจตรีศิริวัฒน์ โมรานนท์ สารวัตรสถานีตำรวจภูธรตำบลโพธิ์แก้ว

รถของมติชนกลับไปแล้ว ส่วนผมขออยู่เกาะติดสถานการณ์ต่อกับกลุ่มของไชยรัตน์ ส้มฉุน ชัยวุฒิ มั่นสิงห์ และปัญญา พันธ์เผือก ขาเก่ากันในวงเหล้านักข่าวจากเมืองหลวง

“ไปนอนพักโรงงานพี่ชายผมไหม” ไชยรัตน์เสนอ

“อยู่ไหนพี่”

“อ้อมน้อย กระทุ่มแบนตรงนี้เอง”

“น่าสน”

พวกเราหารถไปโรงงานพี่ชายของหนุ่มนักข่าวเดอะเนชั่น พี่ป้อมต้อนรับพวกเราอย่างดีตามประสาคนโตภูธร มีธุรกิจใหญ่พอประมาณ

“พักอาบน้ำอาบท่าก่อนแล้วพรุ่งนี้ค่อยไปใหม่” เจ้าของโรงงานร่างท้วมแสดงไมตรี พวกผมเสื้อผ้าชุดเดียวเต็มไปด้วยกลิ่นควันไฟเลยขอพากันออกสำรวจร้านค้าข้างทางเพื่อหาซื้อเสื้อยืดเปลี่ยนควบคู่กับกวาดชายตาหาชายคาร้านจิบสุราดับกระหาย

“โคตรกันดารเลย” ผู้พี่ค่ายวัฏจักรบ่นเมื่อไม่เห็นความเจริญบนถนนเพชรเกษม

“นั่นไง” ผมชี้ไปร้านข้าวต้มข้างทางที่เต็มไปด้วยฝุ่น “ประทังชีวิตกันไปก่อน”

คืนนั้นต่างคนต่างเพลีย ประกอบกับต้องรอรับงานหนักในการตามข่าวระดมค้นหาซากศพในวันรุ่นขึ้นที่โรงงานตุ๊กตาเคเดอร์ ทำให้ทุกคนเลือกจิบเบียร์พอประมาณก่อนซุกตัวลงนอนกันอย่างรวดเร็ว ส่วนผมสะลึมสะลือเอาตอนรุ่งสาง ฟังวิทยุข่ายมูลนิธิรายงานล่าสุดพบยอดผู้เสียชีวิตแล้วเกือบ 200 ราย รีบโทรศัพท์ไปถามย้ำกับที่ศูนย์วิทยุ ผมถึงกับสะดุ้งโหยงรีบปลุกพวกรุ่นพี่อาบน้ำแต่งตัวไปทันที

ผมยอมรับว่า คาดการณ์ตอนแรกผิดไปถนัด คิดไม่ถึงจะมียอดคนตายจากเหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานครั้งนี้มากเป็น 100 กว่าชีวิต เนื่องจากมองว่าเป็นโรงงานใหญ่ เหตุเกิดตอนกลางวันน่าจะมีคนหนีออกมาได้ทัน

มูลนิธิร่วมกตัญญูรับไม้ผลัดมือต่อจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งในการค้นหาผู้รอดชีวิตในซากอาคารเพลิงไหม้ที่พังถล่มลงมา พวกเขารู้ว่า ความหวังริบหรี่เต็มทน แต่อย่างน้อยก็ควรนำร่างไร้วิญญาณที่ตายอย่างทนทุกข์ทรมานด้วยการโดนเผาทั้งเป็นคืนสู่อ้อมไออุ่นของญาตินำทำพิธีตามหลักศาสนา

สาวโรงงานหลายร้อยคนยืนร้องไห้กันระงมอยู่หน้าเพื่อหารายชื่อผู้สูญหาย และเสียชีวิต เป็นภาพความสะเทือนใจยากลืมที่ผมเจอเจอะมา มันเป็นความโหดเหี้ยมของสิ่งที่มนุษย์คาดเดาไม่ได้ แต่ส่วนหนึ่งอยู่ที่ความประมาทของมนุษย์ด้วยกันเอง

“อากาศร้อนแบบนี้ ศพอืดเร็วนะ” บิณฑ์ บันลือฤทธิ์ ดาราจิตอาสาของมูลนิธิร่วมกตัญญูปาดเหงื่อบ่นพึมพำช่วงบ่าย เมื่อช่วยกันรื้อซากอาคารไปถึงประตูทางออกโรงงานจุดสุดท้ายที่คาดจะเจอผู้เสียชีวิต

กลิ่นซากศพเตะจมูกผมเหมือนกัน ทว่าผมชินชาไม่ได้นึกขยะแขยงแต่อย่างใด

“เยอะไหมพี่” ผมถามเจ้าหน้าที่มูลนิธิที่บางคนคุ้นหน้าคุ้นตากันดี เขาส่ายหน้าบ่งบอกความสลดใจ “เป็นร้อยว่ะ”

หลังจากนั้นหน่วยอาสาสมัครต่างทยอยนำร่างไร้วิญญาณของสาวโรงงานขึ้นมาห่อด้วยผ้าดิบวางกองเรียงใกล้อาคารโรงงานเพื่อนับยอด

สาวคนหนึ่งกำลังท้องแก่ต้องมาด่วนจากไปพร้อมลูกในครรภ์ตายทั้งกลมเป็นภาพชวนหดหู่ที่สุด และเกือบทุกรายไปตายกองกันอยู่ตรงประตูทางออกของโรงงาน ทำเอาผู้บริหารบริษัทขยับหนีหน้าไม่กล้าเจอสื่อมวลชน ส่วนผู้จัดการหนุ่มก็แสดงอาการเกี้ยวกราดสะบัดโทสะใส่พวกนักข่าวที่ตั้งคำถามเรื่องความประมาทเป็นเหตุให้คนงานหนีไม่ทัน

“เขาว่ามีการล็อกประตูขังคนงานไว้ข้างในจริงหรือ”

ผู้จัดการไม่ยอมตอบคำถามแล้วยังไล่ตะเพิดนักข่าวออกจากห้อง

ขณะที่กระทรวงมหาดไทยแถลงสรุปยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ไฟไหม้ และตึกถล่มรวมทั้งสิ้น 213 ราย เป็นชาย 13 ราย หญิง 178 ราย ที่เหลือไม่สามารถแยกเพศได้ เพราะถูกย่างเกรียมเป็นตอตะโก  กระทรวงมหาดไทยระบุด้วยว่า ผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุมี 199 ราย และเสียชีวิตที่โรงพยาบาล 14 ราย มีผู้บาดเจ็บอีก 469 คน

ว่ากันว่าเป็นอุบัติเหตุเพลิงไหม้ร้ายแรงเป็นอันดับ 2 ของโลกในรอบ 25 ปี ถัดจากกรณีลอบวางเพลิงโรงภาพยนตร์แห่งหนึ่งของเมืองอะบาดาน ประเทศอิหร่าน เมื่อเดือนสิงหาคม 2521 ทำให้มีผู้ถูกย่างสดเกือบ 400 คน

ชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี เดินทางไปตรวจสภาพกองเพลิงด้วยสีหน้าเคร่งเครียดสั่งให้ทุกฝ่ายสอบสวนข้อเท็จจริงและเอาผิดกับผู้บริหารบริษัท

ผมเกาะติดสถานการณ์อยู่โรงานไปกลับเช้าเย็นนานเกือบเดือน บางวันนึกสนุกขับรถเล่นไปกินไข่ลวก ปาท่องโก๋ตอนเช้ามืดที่องค์ปฐมเจดีย์ บางคืนอากาศกำลังพอดีหนีไปกระดกเหล้าชายทะเลหาดชะอำ จังหวัดเพชรบุรี คลายความอ่อนหล้าและเคร่งเครียดจากตามข่าวโรงงานตุ๊กตานรก

กินนอนเกือบเป็นนักข่าวภูธรเรียนรู้วิชาหนังสือพิมพ์อีกแบบจากรุ่นพี่หลายสำนัก

ทุกวันนี้หากขับรถเข้าถนนพุทธมณฑลสาย 4 ผ่านสถานที่ตั้งโรงงานตุ๊กตาเคเดอร์เก่าแล้วอดย้อนทบทวนความทรงจำวัยหนุ่มได้อยู่เสมอ ถึงขนาดมีการปล่อยข่าวอาถรรพณ์โรงงานตุ๊กตา มีดวงวิญญาณเร่รอนอาละวาดอยู่ทุกค่ำคืนบริเวณหน้าโรงงาน

แต่ผมก็ไม่เคยเจอผีสักตน

ผมว่า คนต่างหากที่น่ากลัวกว่าผี !!!