สียงวี้ดว้าย กระตู้วู้ ลั่นมาจากหน้าห้องประชาสัมพันธ์ผนังเดียวกับห้องนักข่าวประจำกองบัญชาการตำรวจนครบาล วังปารุสกวัน สร้างความรำคาญในยามแฮงก์จากของมึนเมาเมื่อรุ่งสางต่อเนื่องตอนสายของผมที่กำลังงีบอยู่บนโซฟาปลิดวิญญาณของห้องชั้นในสุดไว้สำหรับเหยี่ยวขาประจำจริง ๆ

“เฮ้ย ตื่น ๆ  มึง” ปัญญา พันธุ์เผือก ผู้มากอาวุโสมาเช้ากว่าปกติเข้าสะกิด

“อะไรพี่ ผมจะนอน”

“มีน้องใหม่มา”

“แล้วยังไง”

“ผู้หญิงด้วย”

ผมเผยอเปลือกตาเห็นร่างเด็กสาวสูงชะรูดนุ่งกระโปรงยาวเกือบถึงข้อเท้า สวมแว่นตาหนาเตอะ ทำตัวกะเปิ๊บกะป๊าบไม่กล้าเดินเข้ามาในห้องที่เต็มไปด้วยฝูงผู้ชายหน้าตาหาสารรูปความไว้เนื้อวางใจแทบไม่เจอ

“เข้ามาสิ” ไชยรัตน์ ส้มฉุน นักข่าวหัวเห็ดที่เพิ่งระเห็จย้ายสำนักเข้าสังกัดเดอะเนชั่นเชื้อเชิญ “ไม่ต้องเขิน มารู้จักพี่ ๆ เขา”

“นี่พี่วุฒิ เนชั่น พี่ปัญญา วัฐจักร” ทำท่าเหมือนต้อนหมูเข้าเล้า “แล้วนี่พี่โต้ง อยู่สยามโพสต์”

“สวัสดีค่ะ” นักข่าวหญิงประจำนครบาลคนแรกในประวัติศาสตร์วังปารุสกวันยกมือไหว้

“มีแฟนหรือยังน้อง” ปัญญาปากไวทันทีเล่นเอาเธอมองค้อน ทำตาฉุนเชียวผ่านแว่น

“ชื่ออะไร อยู่ที่ไหนล่ะ” ผมดับบรรยากาศอึมครึม

“หนูค่ะ” เธอว่า “อยู่สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น” เสร็จสรรพมีการซักประวัติตามประสาคนกำลังว่างงานฆ่าเวลา ชื่อจริงของเธอทำพวกเราตลกขบขัน “สมบูรณ์ ปรุงแต่งกิจ” สาวเมืองระยองพกพาใบปริญญาจากมหาวิทยาลัยเกริกก้าวเข้าสู่ดงนกน้อยในไร่ส้มแล้วถูกต้นสังกัดส่งลงประเดิมสายข่าวอาชญากรรม

“ชื่ออย่างกะผู้ชาย แถมไม่เหมาะกับรูปร่างเลย” ผมแซวบ้าง

“ใช่สิ ใครจะไปสู้นักข่าวแปซิฟิกได้ยังไงล่ะ” บางคนติดเบรก

“เรื่องมันจบไปแล้ว ไปพูดถึงน้องเขาทำไม น้องเขาไปได้ดิบได้ดีแล้ว” ผมหันมาตอบโต้ สาวคนข่าววิทยุป้ายแดงหน้าเจื่อนไม่เข้าพวก

หลังจากวันนั้น สมบูรณ์ ปรุงแต่งกิจ ได้เข้ามาอยู่ในทีมเดียวกับพวกผม เสริมความคมในการเจาะประเด็นหาข่าวแบบทะลุทะลวงสะท้านทั้งซอยนายพล มีบิลลี่-กิจจา ทองเกลา แห่งสำนักข่าวหัวเขียวยักษ์ใหญ่แห่งวงการหนังสือพิมพ์คอยชงอีกที

“แต่มีข้อแม้นะ” ผมตั้งกติกาแก่แม่สาวน้องใหม่ “ถ้าพวกเราได้ข่าวเดี่ยวมา หนูอย่าเพิ่งออกวิทยุ ให้ไปออกตอนค่ำ ประมาณ 3 ทุ่ม หรือ 4 ทุ่ม ให้หนังสือพิมพ์ปิดกรอบก่อน โอเคไหม” หญิงสาวพยักหน้ายอมรับไม่อิดออด

ความเหี้ยมอำมหิตเลือดเย็นกับการที่จะเอาชนะคู่แข่งในสมรภูมิข่าวฝังหัวผมตอนไหนไม่รู้เหมือนกัน แต่ผมคิดเสมอว่า สิ่งที่พวกผมเหน็ดเหนื่อยสร้างแหล่งข่าว หาข่าวกันมา ไม่สมควรที่จะมีใครมาชุบมือเปิบเอาไปดื้อ ๆ ทั้งที่ไม่ได้เดินด้วยกัน

“กูไม่ขอใคร” กิจจา นักเรียนเก่ารุ่นพี่เทพศิรินทร์เขย่าสติผมตลอด “เพราะฉะนั้นใครก็ไม่มีสิทธิมาขอกู”

ปณิธานของกลุ่มแน่วแน่ชัดเจน แต่พวกกันไม่เคยโกรธกัน ตกเย็นดื่มด่ำร่ำสุรา เช้ามาถูกตีหัวแตก มีแค่เสียงหัวเราะแบบขำ ๆ “ไม่เป็นไร” ผมบอกตัวเอง “แต่จะจำไว้ วันพระไม่ได้มีหนเดียว”

บ่ายอ่อน ๆ ของวันที่ 19 พฤษภาคม 2537 หนังท้องอิ่ม หนังตาเริ่มหย่อน ก้นหนักจมโซฟาเคลิบเคลิ้มไอแอร์เย็นฉ่ำห้องนักข่าวในดินแดนวังปารุสกวัน ผมสะบัดหัวเรียกความสดชื่นฝืนลุกยืนบิดขี้เกียจหันไปกระซิบไชยรัตน์ ส้มฉุน นักข่าวรุ่นพี่ “ไปเดินเล่นข้างบนกันเหอะ”

แกไม่ปฏิเสธ “เฮ้ย ไอ้หนู ไปข้างบนกัน” จัดแจงเกี่ยวเหยี่ยวหญิงแว่นค่ายวิทยุไอเอ็นเอ็นติดสอยห้อยตามไปอีกคน ลัดเลาะเข้าซอยนายพลบนชั้น 2 เข้าห้องโน้นออกห้องนี้ ส่วนใหญ่ไร้เงานายตำรวจใหญ่เจ้าของห้อง สาวเท้าต่อไปยังชั้น 3 ผ่านสำนักงานพลตำรวจตรีพิทยา เจริญพานิช ผู้บังคับการตำรวจนครบาลพระนครเหนือ ทักทายนายเวรพอหอมปากหอมคอมุดต่อรังรวมเหล่ารองผู้บังคับการ

“รองวินัยอยู่ไหม” ไชยรัตน์ถามหมวดตำรวจหญิงหน้าห้อง

“อยู่ค่ะ เชิญเลย”

พวกผมชอบมาแช่ห้องพันตำรวจเอกวินัย เปาอินทร์ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาลพระนครเหนือ อดีตผู้กำกับสืบสวนเหนือคนดังสลับกับห้องพันตำรวจเอกคงเดช ชูศรี รองผู้บังคับการตำรวจนครบาลพระนครเหนือ ยอดมือปราบแห่งยุคอีกคน

แกเป็นคนสนุกสนาน ตลกโปกฮาเสมอ เหมาะสำหรับเรียกน้ำย่อยละลายอาหารที่เต็มท้องในยามบ่ายได้อย่างดี

“อ้าว…สวัสดีไอ้น้อง” นายตำรวจมือปราบสวมชุดซาฟารีสีครีมตัวโปรดทัก “ไปอย่างไง มายังไง” แกยังคงเอกลักษณ์ประจำตัวด้วยการอัดบุหรี่ตอง 5 เข้าเต็มปอดแล้วแหงนหน้าขึ้นเพดานพ่นควันฟุ้งกระจายทั่วห้อง โบกมือสะบัดเหมือนอยากให้ควันจางคล้ายเกรงใจแขกผู้มาเยือน เขี่ยบุหรี่บนจานแก้วเซรามิกเสร็จ น้องชายอดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาลบ้านอยู่อ่างทองสแหยะยิ้ม “มีอะไรว่ามา”

“เปล่าครับ แค่มาเดินเล่น” ผมสารภาพ

“พี่สบายดีนะคะ” สมบูรณ์เสริม

“ไม่มีอะไรจริง ๆ หรือ” นายพันตำรวจเอกหรี่ตาเหมือนนักสืบจ้องจับผิดคำโกหกของผู้ต้องหา

“มีอะไรหรือครับ” ผมชักสงสัย

“รู้แล้วสิ”

“รู้อะไรครับ”

“ไม่รู้จริง ๆ หรือ” แกสูดควันเข้าเต็มคู่จมูกอีกครั้ง หย่อยลมหายใจสักพัก “ทหารถูกอุ้มหายตัวไป ไม่รู้หรือ ราวอาทิตย์กว่าแล้วยังไม่มีวี่แวว”

พวกเราหน้าเหลอหลา “ยังไงครับรอง”

“ข่าวใหญ่เลยนะ” พันตำรวจเอกวินัยว่า “ไปหาเอาที่พญาไท นายทหารหายไปตั้งหลายคน มีระดับเสนาธิการด้วย”

“ขอบคุณมากครับ” ผมไม่ลังเลต่อความยาวสาวความยืด มองนักข่าวรุ่นพี่และสาวน้องใหม่ไอเอ็นเอ็น “ไปพญาไทกัน”

“อ้าวจะไปกันเลยหรือ ไม่กินน้ำกินกาแฟกันก่อนล่ะ” เจ้าของห้องหัวเราะ “แหม… ไอ้พวกนี้”

“แล้วท่านรองมีรายละเอียดให้พวกผมหรือเปล่าครับ”

แกอัดบุหรี่ยิ้มกวน “ไปโรงพักพญาไท ลองไปหารายละเอียดเอง”

ผมพร้อมด้วยจ๋า-ไชยรัตน์ ส้มฉุน และหนู-สมบูรณ์ ปรุงแต่งกิจ ลิงโลดออกจากห้องไม่ปริปากบอกข่าวใคร ก่อนเก็บสัมภาระออกไปเรียกรถสามล้อเครื่องหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาลมุ่งหน้าโรงพักพญาไท แต่คิดหนักมาตลอดทาง หวั่นจะแกะรายละเอียดข่าวสำคัญชิ้นนี้ไม่ได้ เกรงตำรวจจะปิดบังข้อมูล เพราะตามที่พันตำรวจเอกตระกูลเปาอินทร์แย้มว่า เกิดเหตุมากว่า 7 วันแล้ว ไม่ยักมีใครเล่นเป็นข่าว พอสามล้อเครื่องจอดหน้าโรงพัก ผมชะงักทำสมาธิเล็กน้อย สูดเอาออกซิเจนเข้าร่างเรียกความมั่นใจ เดินขึ้นบันไดมองซ้ายมองขวา

“จะเริ่มตรงไหนดีวะพี่” ผมถามผู้อาวุโสในสนามมากกว่า

“ป๋า” ไชยรัตน์ยิงตรงเข้าสิบเวรประจำวัน “พอรู้เรื่องทหารหายตัวไปไหม”

สิบเวรทำท่าจะปฏิเสธ “ลองไปถามสารวัตรหัวหน้างานเอา” ชี้มือไปยังห้องสอบสวนบนชั้น 2 ที่มีนายพันตำรวจโทเจ้าของห้องหน้าตาเคร่งเครียดคาบบุหรี่ตรวจสำนวนอยู่ลำพัง พวกเรายกมือไหว้อย่างนอบน้อมตามธรรมเนียมคนไทยแล้วแนะนำตัวระบุถึงวัตถุประสงค์การขึ้นมาเหยียบโรงพักเก่าแก่ใจกลางกรุงครั้งนี้

พันตำรวจโทเมธา ทังสุบุตร สารวัตรสอบสวนหัวหน้างาน สถานีตำรวจนครบาลพญาไท มองลอดแว่นส่งสายตาดุดันบ่งถึงประสบการณ์งานสอบสวนที่ผ่านมาอย่างโชกโชน “รู้ได้ยังไง ใครบอก” ลุกขึ้นยืนเอามือข้างซ้ายลวงกระเป๋ากางเกง มือขวาคีบบุหรี่ที่ถูกเผาเกือบถึงก้นกรองยกขึ้นดูดเป็นครั้งสุดท้ายแล้วทิ้งลงพื้นใช้เท้าขยี้อย่างหน้าตาเฉย

“ตกลงเรื่องมันเป็นยังไงครับ” ผมแข็งใจกระแทก

“อยากรู้จริงหรือ” หัวหน้าพนักงานสอบสวนฉายแววตาเป็นมิตรมากขึ้น “ไม่มีอะไรหรอก”

ผมห่อเหี่ยวทันที

“นั่งลงก่อน” นายพันผ่อนความตึงเครียด “ไม่มีอะไรมาก แค่นายทหารหายไป 4 คนเป็นอย่างน้อย ยังไม่รู้ชะตากรรม”

“ขอรายละเอียดได้ไหมครับ” พวกเราหยิบสมุดขึ้นมาเตรียมจดเดินหมากกดดัน

“ไอ้ห่า” เขาพึมพำ “แล้วนายจะด่ากูไหมเนี่ย” ระเบิดความอัดอั้น

“ไม่หรอกครับสารวัตร” ผมว่า

พันตำรวจโทเมธา ทังสุบุตร ถอนหายใจ “ถ้าอย่างนั้นนั่งรออยู่ตรงนี้ก่อน” เขากำชับแล้วเปิดประตูเดินออกจากห้อง ไม่นานก็เดินกลับเข้ามาพร้อมแฟ้มคดีเปิดฉากลากรายละเอียดข่าวครึกโครมที่ถูกแช่เงียบนานนับสัปดาห์

ตามบันทึกประจำวันระบุเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2537 เวลา 17.45 นาฬิกา ร้อยเอกหญิง กอบกาญจน์ จารุวัสตร์ อายุ 32 ปี สังกัดกรมสารวัตรทหารบก พักอยู่ห้องเลขที่ 107 แฟลตสารวัตรทหารบก ถนนโยธี แขวงทุ่งหญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร แจ้งว่า พันตรีเฟื่องเฉลย จารุวัสตร์ ฝ่ายเสนาธิการกองทัพน้อยที่ 1 กองบัญชาการกองทัพบก ซึ่งเป็นสามีได้หายออกจากบ้านพักตั้งแต่เวลา 13.00 นาฬิกาของวันที่ 13 พฤษภาคม 2537 แล้วไม่มีการติดต่อมาอีกเลย

ร้อยเอกทหารหญิงแจ้งด้วยว่า สามีออกไปพร้อมร้อยโทชวลิต เดชณรงค์ ร้อยโทชรัส รู้แผน และสิบเอกวิชัย ชมพูนาค ทหารสังกัดกรมสารวัตรทหารบก ขึ้นรถเก๋ง ยี่ห้อนิสสัน สีขาว ทะเบียน 1 ช-9025 กรุงเทพมหานคร บอกจะไปทำธุระที่ซอยสุขุมวิท 30 เขตท้องที่สถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ ก่อนที่ทั้งหมดจะหายตัวไร้ร่องรอย

หลังจากภรรยาพันตรีเฟื่องเฉลย จารุวัสตร์ เข้าแจ้งความแล้ว นางสาวฉวีวรรณ มีชำนาญ ภรรยาของร้อยโทชวลิต เดชณรงค์ เจ้าของรถ นางเรวดี ชมพูนาค ภรรยาของสิบเอกวิชัย ชมพูนาค และนางละเอียด รู้แผน มารดาร้อยโทชรัส รู้แผน ได้ตามกันมาแจ้งความไว้เป็นคดีคนหายด้วย เท่ากับมีนายทหารกองทัพบกล่องหน 3 คน ชั้นประทวนอีกคน

“เอาอะไรอีก” พันตำรวจโทเมธาทำท่าห่วง

“สารวัตรคิดว่ายังไงครับ เรื่องนี้”

“ทั้งสืบพญาไท สืบเหนือ ออกหาข่าว เมื่อมาถึงวันนี้ ผมคิดว่า ไม่น่าจะเป็นคนหายออกจากบ้านธรรมดาเสียแล้ว” หัวหน้าพนักงานสอบสวนให้ความเห็น

“ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวพวกผมขอตัวกลับเข้าวังปารุสฯก่อนล่ะกันครับ เผื่อไปถามพวกนาย ๆ อีกที กราบขอบพระคุณมากครับสารวัตร” ผมนำทีมเอ่ยลา ใจชื้นขึ้นเป็นกอง ผิดกับตอนมาลิบลับ

ข้อมูลข่าวเด็ดเบื้องต้นอยู่ในกำมือ แวบหนึ่งนึกได้ “ชิบหาย พี่บิลลี่ล่ะ” ผมห่วงรุ่นพี่หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ไทยรัฐที่เผ่นกลับไปก่อน ขืนหล่นข่าวนี้หวังบานบรรลัยแน่ ยิ่งสมัยก่อนระบบการติดต่อสื่อสารไม่ได้ล้ำยุคเหมือนปี 2557 ที่ปั่นข้อเขียนอยู่ขณะนี้

“เอ่อ…นั่น ไอ้เล็กมาพอดีโว้ย” เหลือบเห็นวรพจน์ สีดา ศิษย์เก่านิเทศศาสตร์บ้านกล้วยรุ่นน้องนั่งรถตระเวนสังกัดหัวเขียวเลี้ยวเข้าโรงพัก ผมเดินไปบอกรายละเอียดบางส่วน “ข่าว ว.5 นะ อย่าให้ใครเป็นอันขาด” ผมกำชับ

กลับถึงกองบัญชาการตำรวจนครบาล พวกเราแยกย้ายเดินเก็บรายละเอียดเพิ่มเติม ตัวผมย่องเข้าง้างปากพันตำรวจเอกคงเดช ชูศรี รองผู้บังคับการตำรวจนครบาลพระนครเหนือ แกตกใจเล็กน้อยที่รู้ว่า ข่าวแตกแล้ว แต่ด้วยความสนิทสนมกันมานาน เจ้าของฉายาอาจารย์คงไม่เคยปิดบังมีความลับอะไรกับผม “เสธ.เฟ่ย หรือ” แกเรียกชื่อเล่นพันตรีเฟื่องเฉลย “ผมพอรู้จักอยู่บ้าง เป็นทหารกลุ่มนักเที่ยว นักเล่น บ่อยครั้งเข้าไปมีปัญหาในสถานบริการ ผมเคยเรียกมาตักเตือนเห็นเป็นเตรียมทหารรุ่นน้อง คิดว่าคงไม่มีปัญหาอะไร พวกนี้อาจไปบินเที่ยวต่างประเทศเพื่อเล่นการพนันก็ได้” มือปราบหนุ่มใหญ่หัวเราะทีเล่นทีจริงเหมือนรู้อะไรลึกกว่านั้น

เมื่อเห็นว่าอยู่กันลำพัง แหล่งข่าวคนสำคัญกระซิบว่า เสธ.เฟ่ยเป็นลูกน้องของพลโทบัณฑิตย์ มลายอริศูนย์ ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ก่อนหายตัวได้ร่วมกับพวกทหารนายหน้าค้าที่ดินแถบชายทะเลภาคตะวันออกมูลค่าประมาณ 200 ล้านบาท โดยจะได้เปอร์เซ็นต์จำนวน 25 ล้านบาท ไม่รู้ว่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้หายตัวหรือไม่

“ขอเวลาสืบสวนก่อนนะโต้ง วันนี้คงได้แค่นี้”

“ขอบคุณมากครับ”

ข่าวใหญ่ชิ้นแรกที่แกะด้วยมือของตัวเองทำผมหัวใจพองโต

“พรุ่งนี้วัดกันที่แผงนะพี่น้อง” ผมผยองขึ้นทันที ภายหลังเรียบเรียงพิมพ์ข่าวหยดย้อยส่งโรงพิมพ์พาดหัวตัวเป้ง

4 พันตรี-สห.ทบ. ล่องหนปริศนา นานกว่าสัปดาห์ !!!