ผมบรรเลงเพลง “จับเข่าคุย” ที่เดลินิวส์สี่พระยามากมายหลายร้อยบทตอน เมื่อย้ายค่ายไปอยู่ไทยรัฐ หรือเสียงปวงชน แม้กระทั่งลานนารายวันที่เชียงใหม่ก็เป็นศิลปินเดี่ยวบรรเลงเพลงนี้ด้วยท่วงทำนองฟาดฟันตำรวจน้ำเลวลูกเดียว เพียงแต่เนื้อเพลงเปลี่ยนไปตามเรื่องราวของเหตุการณ์

ไปทำหนังสือพิมพ์ลานนา ผมเปิดคอลัมน์ “ต้อย ต้นโพธิ์” ทันที คิดว่าน่าจะมีคนรู้จักบ้าง  เพราะเพิ่งออกจาก “รายวันสยาม” ของเฮียโส ธนะวิสุทธิ์ มาสด ๆ ร้อน ๆ

เพียงวันแรกผ่านไปก็มีโทรศัพท์มาขอคุยกับ “ต้อย ต้นโพธิ์” เป็นเจ้าของร้านตัดเสื้อกางเกง ร้านอยู่แถวประตูท่าแพ เขาบอกชื่อร้านและชื่อตัวเอง แต่ตอนนี้ผมลืมไปแล้ว

เขาเป็นแฟนคอลัมน์ผมตั้งแต่เดลินิวส์ดีใจที่ผมมาทำหน้าที่ “เขี่ยผงเข้าตา” ให้ชาวเชียงใหม่ ขอต้อนรับผมด้วยการเชิญไปที่ร้าน เขาจะตัดเสื้อและกางเกงให้ผมฟรี 1  ชุด สมัยนั้นเสื้อกางเกงสำเร็จรูปยังไม่แพร่หลาย ต้องไปเลือกผ้าและวัดตัวที่ร้าน

ผมขอบคุณในความปรารถนาดีของเขาบอกว่า จะหาโอกาสไปเยี่ยม แต่จนแล้วจนรอดผมก็ไม่ได้ไปตัดเสื้อกางเกงฟรี ทั้ง ๆสำนักงานลานนารายวันอยู่ถนนช้างคลานไม่ไกลจากประตูท่าแพ ขอโทษขออภัยตรงนี้ก็แล้วกัน

เมื่ออยู่ไทยโพสต์ ผมเปลี่ยนชื่อคอลัมน์ใหม่เป็น “เสียบซึ่งหน้า” ค่อนข้างดุดันตามประสาวัยวุฒิที่ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน

ก็เหมือนรัฐสภาของออสเตรเลีย ที่กรุงแคนเบอร์ร่า วุฒิสภากับสภาผู้แทนราษฎรมีห้องประชุมคนละห้อง ห้องสภาผู้แทนราษฎรจะทาสีฟ้า ดูอ่อนโยนเย็นตา บรรเทาความเลือดร้อนของ ส.ส.วัยหนุ่ม ส่วนผนังห้องวุฒิสภาทาสีฉูดฉาด กวาดสายตาไปทั่วห้องประชุม สีสันอันเร่าร้อนนั้นจะไปกระตุ้นต่อมประสาทผู้อาวุโสให้คึกคัก

ชื่อคอลัมน์ใหม่จึงเหมาะกับวัยของผมครับ

หลายบทหลายตอนของเสียบซึ่งหน้าที่ไทยโพสต์ผ่านมากว่าสิบปีผมยังจำได้

ทุกคนรู้จักโรงพยาบาลกรุงเทพใช่ไหมครับ เป็นโรงพยาบาลเอกชนแถวหน้าของเมืองไทย อยู่ในซอยศูนย์วิจัย เพชรบุรีตัดใหม่ ชื่อเสียงระบือไกลถึงต่างประเทศ หมอดี บริการดี แต่ค่าใช้จ่ายของคนไข้ก็ต้องสมราคา

คนไข้สูงอายุคนหนึ่งเป็นขาประจำโรงพยาบาลนี้เข้าออกหลายครั้ง โรงพยาบาลไม่มีอะไรผิดพลาดให้ถูกตำหนิ แต่แล้ววันหนึ่งลูกสาวของคนไข้เอาใบเสร็จครั้งหลังสุดมาตรวจสอบ

ปรากฏว่า มีการคิดเงินเกินความเป็นจริงไป  1 หมื่นบาท ระบุเป็นค่าออกซิเจน ทั้ง ๆ ที่ไม่มีการให้ออกซิเจนแก่คนไข้

ผมไม่ใช่นักกฎหมาย ไม่รู้ว่าลักษณะอย่างนี้ เรียกว่า “โกงนิ่ม ๆ” หรือเปล่า

ไม่สนใจว่าใครเป็นเจ้าของโรงพยาบาล ผมเขียนเรื่องนี้ด้วยเหตุผล 3 ประการ

ต้องการให้ญาติคนไข้ตรวจสอบใบเสร็จรับเงิน มีรายการแปลกปลอมอย่างนี้บ้างไหม/  ต้องการให้เจ้าของโรงพยาบาลมหาเศรษฐีของเมืองไทย (ไม่รู้เสียภาษีให้รัฐปีละกี่บาท)ได้รับทราบและกวดขันการทำงานของลูกน้อง อย่าให้เกิดความผิดพลาดครั้งละหมื่น หรือหลาย ๆ  หมื่น

และประการสุดท้าย คนไข้สูงอายุรายนั้นเป็น “แม่” ของผมครับ

เคยเขี่ยผงเข้าตาให้คนอื่น คราวนี้ผงเข้าตาตัวเอง ขออนุญาตใช้สิทธิร้องแรกแหกกระเฌอสักครั้งเถิด เงินหมื่นอาจน้อยนิดสำหรับคนมีฐานะ แต่สำหรับครอบครัวผมมันตรงกันข้ามเหมือนกับ “ถูกโกงเงินก้อนใหญ่ไปซึ่งหน้า” คงนิ่งเฉยไม่ได้

แม่เป็นคนไข้ของโรงพยาบาลนี้ น้องสาวผมเป็นคนดูแล น้องผมเป็นคนเจอตัวเลขส่วนเกินเอามาบอกผม

เขียนไปแล้วก็มีเสียงสะท้อนกลับมาฉับพลัน

นักข่าวกีฬามาบอกว่า รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพอยากจะพูดโทรศัพท์กับผม รองผู้อำนวยการคนนั้นถ้าจำไม่ผิดมียศนาวาอากาศเอก เป็นหมอทหารคลุกคลีในวงการกีฬาเลยรู้จักสื่อสายกีฬามากกว่าสายอื่น

รองผู้อำนวยการยอมรับเรื่องที่ผมเขียนเป็นความจริง ท่านบอกเต็มปากเต็มคำว่า เป็นความผิดพลาดของฝ่ายบัญชี หรือฝ่ายการเงินนี่แหละ ทางโรงพยาบาลยินดีคืนเงินส่วนเกิน 1 หมื่นบาทให้คนไข้

ผมถามว่าจะให้ผมแก้ข่าว หรือเขียนอะไรไหม รองผู้อำนวยการบอกไม่ต้อง เพราะที่เขียนไปนั้นเป็นเรื่องจริงก็แค่นั้นไม่มีอะไร

รุ่งขึ้น “อ้น” ภัทรพร สมบูรณ์สินชัย เลขาฯ โรจน์ งามแม้น ซึ่งอยู่คนละอาคาร โทร.มาบอกว่า     ฝ่ายประชาสัมพันธ์โรงพยาบาลกรุงเทพมาพบเธอ ฝากบัตรตรวจสุขภาพฟรีให้ผม 1 ใบ

ก็นี่ไงของฟรีมาอีกแล้ว แม้บัตรกำนัลใบนั้นจะมีมูลค่าหลายพันบาทก็ตาม ผมบอกกับอ้นให้คืนบัตรฟรีไป ผมไม่ต้องการ“น้ำใจเน่า ๆ” อย่างนั้น

อุตส่าห์มาถึงสำนักงานไทยโพสต์ทั้งทีแทนที่จะมาพบผมพร้อมกับคำขอโทษ เพราะเขารู้ดีว่าคนไข้รายนั้นเป็นแม่ผม แต่กลับไปหาคนอื่นซึ่งไม่ใช่เจ้าของเรื่อง เข้าใจว่า เขาและเธอคงไม่อยากเห็นหน้าผม เพราะไม่เคยมีใครหาญกล้าแตะต้องโรงพยาบาลกรุงเทพ

เรื่องมันแล้วก็แล้วกันไป ผมไม่เอามาคิดให้เปลืองสมอง ส่วนโรงพยาบาลนี้เขาจะคิดยังไงกับผม เป็นเรื่องของเขา

ใหญ่แค่ไหน รวยแค่ไหนมันก็หนีความตายไม่พ้น ตายแล้วเอาอะไรไปได้มั่ง

ทุกวันนี้แม้ผมจะเกษียณตัวเอง อยู่กับบ้านดูแลหลาน แต่ก็ติดตามข่าวสารบ้านเมืองตลอดเวลา

บอกตามตรง ชื่นชมและส่งกำลังใจไปถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาที่สร้างเกียรติประวัติและผลงานฝากไว้ในแผ่นดินในช่วงก่อนเกษียณอายุราชการไม่กี่เดือน

พล.อ.ประยุทธ์ไม่ใช่คนลพบุรีก็เหมือนใช่ เพราะเรียนชั้นประถมที่  ร.ร.สหะกิจวิทยา โรงเรียนราษฎร์ของ“ครูประจบ มณิปันตี” เรียนชั้นมัธยม 1 ที่  ร.ร.พิบูลวิทยาลัยแล้วไปจบที่ ร.ร.นวลนรดิศ

ขอชูคอหน่อย ผมก็ศิษย์เก่าสหะกิจวิทยา และพิบูลวิทยาลัย

ผมว่า ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ตัดสินใจ ป่านนี้เมืองไทยไฟลุกท่วมแผ่นดินไปแล้ว

ที่โดนใจผู้คนจำนวนมาก คือการ “เชือดนิ่ม” บรรดาบิ๊กข้าราชการ โดยเฉพาะตำรวจ และคนตาส่อนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ

ข้าราชการยุค “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” กลุ่มสมุนทักษิณ  ก๊วนขี้ข้าทักษิณ เหิมเกริมยโสโอหังขนาดไหน การรับใช้ระบบทักษิณอย่างไม่คำนึงถึงความถูกน้อง สาธุชนรับรู้พฤติกรรมมาเนิ่นนาน     สะอิดสะเอียนกับวาจาและท่าทางของแต่ละคน มันเหมือนมีขยะเข้าไปค้างคาในหัวใจ แต่ไม่มีใครกล้าเขี่ยขยะก้อนนี้

เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คนปากร้ายใจดีมีดนตรีสุนทรีอยู่ในหัวใจ กล้าประกาศกฎอัยการศึก กล้ายึดอำนาจ กวาดล้างระบบทักษิณ เอาจริงเอาจังไม่เหมือนรัฐประหารของ พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน

สาธุชนจึงมีความสุข เพราะพล.อ.ประยุทธ์หยิบความสุขใส่หัวใจประชาชน

มีความสุขที่ตำรวจเสื้อแดง ลูกสมุนและขี้ข้าทักษิณ ถูกเด้งระเนนระนาด

ย้อนกลับไปถึงกาลครั้งนั้น ม็อบเสื้อเหลืองปิดล้อมรัฐสภา ส.ส.พรรคเพื่อไทยเข้าประชุมไม่ได้     ทักษิณ ชินวัตร โกรธตัวสั่นเหมือนถูกตบหน้าซ้ายขวา สั่งการจากต่างแดนให้เด้งผู้บัญชาการนครบาลด่วนจี่

ยังดีที่ พล.ต.ท.วินัย ทองสอง เป็นหลานเขยอดีตเมียตัวเองที่ชื่อ “พจมาน ดามาพงศ์” นายพลวินัยเลยได้ไปอยู่ชายทะเลภาคตะวันออกกระดิกหัวแม่เท้าดื่มด่ำกับลมทะเลเป็นผู้บัญชาการภูธรภาค  2 สบายกว่าอยู่นครบาล

พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง จากภาค  1  มานั่งเก้าอี้แทน ไม่มีใครรู้ว่าทักษิณเป็นคนชี้นิ้วสั่งการ และตั้งแต่มาเป็นเจ้าพ่อนครบาล พล.ต.ท.คำรณวิทย์ไม่เคยเปิดห้องทำงานให้นักข่าวเข้าไปเยี่ยมเยือน

จนกระทั่งเกิดคดีลูกชายมหาเศรษฐีกระทิงแดงซิ่งรถราคาหลายสิบล้านพุ่งชนตำรวจโรงพักทองหล่อตายแล้วบึ่งหนีกลับเข้าบ้าน สวป.ทองหล่อคนหนึ่งคงซดกระทิงแดงวันละหลายลังออกมารับหน้าเสื่อ     และมีการบิดเบือนว่าพ่อบ้านที่รับใช้มหาเศรษฐีกระทิงแดงเป็นคนขับรถคันนั้น

ได้เวลา พล.ต.ท.คำรณวิทย์โชว์ออฟ นายพลสูงยาวเข่าดีก้นปอดยอดตำรวจไทยประกาศก้องลูกน้องตายทั้งคน ถ้าผู้ต้องหาตัวจริงไม่มามอบตัวได้เห็นดีกัน

สีกากีนครบาลเฮกันลั่น พล.ต.ท.คำรณวิทย์ได้ใจลูกน้องไปเต็ม ๆ แล้วก็เปิดห้องทำงานให้นักข่าวเข้าไปสัมภาษณ์เป็นครั้งแรก เป้าหมายต้องการโชว์ภาพขนาดใหญ่ที่แขวนไว้ในห้อง

ก็ภาพนั่นแหละ ทักษิณนักโทษหนีคุก ติดยศพลตำรวจโทให้คำรณวิทย์ มีข้อความใต้ภาพที่ตัวเองคิดว่าเก๋ไก๋ “มีวันนี้เพราะพี่ให้”

แล้วเป็นไงครับ  คดีตีนผีกระทิงแดงชนตำรวจตายไปถึงไหนแล้ว ชาวบ้านไม่มีใครรู้จะตรวจวัดแอลกอฮอล์ไอ้ตีนผีทั้งที ตำรวจก็ทำท่ากระมิดกระเมี้ยนจนสังคมกังขา

ทักษิณคงชื่นชม พล.ต.ท.คำรณวิทย์ สมัยที่ดำรงตำแหน่งผู้การนราธิวาส มีผลงานกำปั้นเหล็กในถุงมือกำมะหยี่เกลื่อนกล่นเมืองนราฯ  จึงสั่งตรงจากดูไบให้มาเป็นเจ้าพ่อนครบาล

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  เด้งตำรวจกลุ่มก๊วน  “พี่ให้มา” เก็บเข้ากรุศูนย์ปฏิบัติการตำรวจ     ด้วยเหตุผลต้องการให้แต่ละจุดแต่ละหน่วยที่มีความขัดแย้งขัดข้อง สามารถทำงานไปอย่างเรียบร้อย

ช่วงมีคำสั่งย้ายหนาตา ผมว่าสังคมคงช็อก เพราะพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.โดนด้วย  ยังดีที่มีตำแหน่งรองหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติเป็นไม้ค้ำอยู่ แม้จะพ้นจากเก้าอี้  ผบ.ตร. แต่ยังเป็น  ผบ.ตร.จนเกษียณ พล.อ.ประยุทธ์คงเห็นพุงพล.ต.อ.อดุลย์ยื่นออกมามากกว่า  ผบ.เหล่าทัพเลยปรานีให้ไปทำหน้าที่กิจการพิเศษ คุมทำเนียบรัฐบาล

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ศิษย์เอก พล.ต.อ.เภา สารสิน เป็นรอง  ผบ.ตร.อันดับ 1รักษาราชการแทน  ผบ.ตร.  คนนี้เก่งครับ จบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยฟลอริด้า สหรัฐอเมริกา เป็นไอ้เสือยิ้มยากไม่ค่อยพูด รุ่นเดียวกับ  พล.ต.อ.อดุลย์ เกษียณปลายปี  2557   พร้อมกัน

สำหรับ  “บิ๊กอู๋” พล.ต.อ.อดุลย์มีต้นทุนสูง ไม่มีประวัติรีดไถขายเก้าอี้ สังคมยกให้เป็นตำรวจน้ำดี

โดยพื้นเพเป็นคนอีสาน ยุคทักษิณเป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทย พล.ต.อ.อดุลย์ถูกเลือกให้ไปทำงานด้านการเมืองภาคอีสาน ร่วมกับเสี่ยวอีสาน พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิต และฝ่ายทหาร พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี   และพล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ  อยุธยา ช่วยกันปั้น ส.ส.ให้ไทยรักไทย

พล.ต.อ.อดุลย์เลยชวดเก้าอี้ผู้บัญชาการนครบาล แต่ไปเป็นผู้บัญชาการภูธรภาค 3คุมอีสานตอนล่างแล้วล่องใต้เป็นผู้บัญชาการภูธร  9

เพราะเป็นคนไม่โอ้อวดตัวเอง สังคมเลยไม่รู้ว่า “บิ๊กอู๋” คนนี้แหละ “พี่ให้มา” ตัวจริงเสียงจริง       ไม่เหมือน พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ที่คุยกระจาย

เหลืออีก 2 เดือน พล.ต.อ.อดุลย์เกษียณ ถ้าเป็นมวยสากล พล.ต.อ.อดุลย์ก็ต่อยมาจนจะครบยก  12 อยู่รอมร่อ คู่ต่อสู้ของเขาก็ คือการทำงานและสู้กับตัวเอง ยก  1 ถึงยก  11 แม้หมัดไม่หนักแต่เป็นมวยฟอร์มสวย ทำคะแนนดีมีเสียงเชียร์จากสังคมตลอด

น้อยคนนักที่จะรู้ว่า พี่เลี้ยงที่ให้น้ำเลี้ยงกับ   พล.ต.อ.อดุลย์ ชื่อ  “ทักษิณ   ชินวัตร”

แต่พอถึงยกสุดท้าย พล.ต.อ.อดุลย์แพ้น็อกตัวเอง ต่อยสะเปะสะปะครับ

ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์จะออกมา กรุงเทพฯ  ระงมด้วยเสียงระเบิด และเอ็ม  79 แทบจะทุกวันและทุกคืน ตำรวจนครบาลไม่มีน้ำยา จับวายร้ายไม่ได้แม้แต่รายเดียว

บิ๊กสีเขียวกระซิบบิ๊กสีกากีให้ย้าย พล.ต.ท.คำรณวิทย์ แต่บิ๊กสีกากีอ้างจะทำให้ตำรวจเสียกำลังใจ     เพราะถ้าย้ายนายพลคำรณวิทย์ มันจะเสียหน้านายใหญ่ดูไบ

พอรู้ว่าสีเขียวเริ่มคันไม้คันมือจึงเปลี่ยนเกมให้ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ไปอยู่ภูธรภาค  5 คุมภาคเหนือตอนบนที่ว่ากันว่าเป็นพื้นที่เมืองหลวงของคนเสื้อแดงเพื่อจัดทัพโยกย้ายตำรวจปลายปีนี้ เดชะบุญ กกต.กินข้าวไม่ได้กินแกลบเลยไม่อนุมัติ

ผลงานอีกชิ้นที่บิ๊กอู๋ฝากไว้กับองค์กร ตามโมเดล “หัวโต พุงโร ก้นปอด”

ขยายอัตรานายเวร  ผบ.ตร.  จาก  สบ 4  (พันตำรวจเอก เทียบเท่ารองผู้บังคับการ) เป็น สบ5 (พลตำรวจตรี เทียบเท่าผู้บังคับการ)

และที่ตำรวจอาชีพยังค้างคาใจจนบัดนี้

ตำรวจตายขณะทำหน้าที่ปกป้องรัฐบาล กำราบม็อบกำนันสุเทพได้รับพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ขณะที่ตำรวจพลีชีพปกป้องความสุขสงบใน  3 จังหวัดชายแดนใต้ได้เพียงพิธีรดน้ำศพราวกับว่า ตำรวจพลีชีพไม่ใช่ลูกน้องตัวเอง

ยกสุดท้ายของบิ๊กอู๋ จบไม่สวยจริง ๆ.