“แล้วแต่มึง” กิจจา ทองเกลา ขยับแว่นทรงกลมหน้ามนเหมือนบิลลี่ โอแกน พระเอกนักร้องลูกครึ่งแห่งยุค กระทั่งเพื่อนพากันเรียกชื่อติดปากว่าบิลลี่ เขาสะบัดเสียงดังห้วนตามสไตล์ลูกพี่ใหญ่ในโต๊ะของร้านซ้ง เป็ดพะโล้ ห้องแถวโกโรโกโสเล็ก ๆ ริมถนนใกล้แยกวังหิน

“ห่า ไอ้เด็กเทพศิรินทร์พี่น้อง 2 คนนี่เป็นอะไรกันวะ ไม่สั่งกันเลย” กิตติพงศ์ นโรปการณ์ ศิษย์เก่าสตรีวิทยา 2 ได้ทีแซว หนุ่มนักข่าวร่างสูงชะรูดชอบสวมเรย์แบนด์กันแดดอำพรางดวงตาเป็นตัวตั้งตัวตีพาพวกเรามานั่งสนทนา หลังจากเฝ้าเกาะคดีฆาตกรรมแม่ลูกตระกูลศรีธนะขัณฑ์ที่กองบังคับการปราบปรามมาทั้งวัน

ผมหน้าเจื่อน ส่วนกิจจาหัวเราะ

“เดี๋ยวไอ้เอ็กซ์กับไอ้สันต์มาพี่” เขาบอกพี่ชายสำนักข่าวเดียวกัน

ผมรู้ทันควันไม่นานคงต้องมีข่าวใหญ่

เอ็กซ์-ฑีฆาวุฒิ วัดบุญเลี้ยง และสันต์-พิสันต์ ใจการุณ ถือเป็นกำลังหลักของนักข่าวตระเวนอาชญากรรมหนังสือพิมพ์ไทยรัฐรุ่นราวคราวเดียวกับผม แต่ผมไม่ได้สนิทสนิมคุ้นเคยกันเลยด้วยความที่อยู่ต่างสนาม สัมผัสเจอหน้ากันบ้างตอนผมลงแวะเยี่ยมเยียนสมโภช ช่วยชูชาติ นักหนังสือพิมพ์จีนอาวุโสที่ห้องชมรมผู้สื่อข่าว-ช่างภาพอาชญากรรม ชั้นล่างของสโมสรตำรวจดับเพลิง

เจ้าหนุ่มฑีฆาวุฒิมักวางมาดขรึม เขาเป็นลูกหม้อหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ สัมผัสกลิ่นน้ำหมึกตั้งแต่ยังฝึกงานข่าวตระเวนคล้ายเส้นทางของผม แต่เขาค่อนข้างโชคดีที่ได้ทำงานบนบ้านเลขที่ 1 ถนนวิภาวดีรังสิตทันทีที่จบจากรั้วมหาวิทยาลัย ส่วนผมก็ได้งานข่าวทันทีเช่นกันทว่าเปลี่ยนฝั่งไปอยู่ห้าแยก ณ ระนอง ตอบสนองอุดมการณ์หนังสือพิมพ์รุ่นลายครามอย่างโรจน์ งามแม้น เจ้าของนามปากกา “เปลว สีเงิน” อดีตหัวเรือใหญ่ของกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ขณะที่ไอ้หนุ่มผมยาวพิสันต์ จะค่อนข้างอารมณ์ดียิ้มเป็นกันเองกับทุกคน เขาเป็นช่างภาพฝีมือดีของค่ายสีบานเย็น หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ก่อนโชคชะตาพามาเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ทีมข่าวอาชญากรรมไทยรัฐ

สุราแสงทิพย์หมดไปค่อนขวด เป็ดพะโล้ถูกละเมียดละไมไปครึ่งจาน ร่างของคู่หนุ่มสำนักข่าวหัวเขียวก็ปรากฏที่โต๊ะ “สวัสดีพี่บิลลี่ พี่เก๋” ฑีฆาวุฒิยกมือนอบน้อมไล่เลี่ยกับพิสันต์

“นั่งเลยมึง” ผู้อาวุโสขยับแว่นอัดบุหรี่แล้วกระดกเหล้าส่งมาทางผมก่อนชักแก้วกลับ เมื่อนึกขึ้นได้ว่าพิษสงในการรินน้ำนรกของผมไม่เหมือนใคร “ไม่ต้อง ไม่ต้อง กูรินเอง”

“สันต์ เอ็กซ์ นี่โต้ง สยามโพสต์ รู้จักกันใช่ไหม”

ทั้งคู่พยักหน้า

ผมก็พยักหน้าแก้เขิน “เห็นกันครับ แต่ไม่ค่อยมีโอกาสคุยกัน”

แล้วพิษสุราก็พาให้วงสนทนาถูกเผาผลาญเวลาไปอย่างรวดเร็ว นาฬิกาส่งสัญญาณข้ามวันใหม่ อำพันขวดใหม่ ขวดที่เท่าไหร่ผมไม่ทันได้นับขยับมาตั้งกลางวง เล่นเอากิจจาสะดุ้งโหยง “เฮ้ย ใครสั่งอีกวะ”

ผมไม่รู้ แต่ตอนนั้นมือบิดเกลียวปลดปล่อยไอแอลกอฮอล์เหมือนยักษ์อะลาดินในตะเกียงวิเศษลงสู่แก้วกระทบก้อนน้ำแข็งเรียกเลือดสูบฉีดอีกครั้ง แม้ทุกคนในโต๊ะกำลังจะคอพับ ผมพอสดับตรับฟังจับใจความว่า ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐกำลังคืบคลานเข้าเด็ดยอดคดีฆาตกรรมดังแห่งปี

“ไม่ต้องห่วงน้าเก๋” พิสันต์เริ่มอ้อแอ้ “ผมเต็มที่ ผมลาพักร้อนแล้วจะได้ช่วยได้ตลอด ไม่มีปัญหา” นักข่าวหนุ่มผมยาวก้มหน้ากอดแก้วแน่น

ผมนึกอิจฉาหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ที่มีทีมงานพร้อม และวางแผนสามัคคีกันแห่บี้ลงมาทำข่าวครึกโครมอย่างขะมักเขม้น นึกน้อยใจตัวเองที่สังกัดฉบับเล็ก อุปกรณ์น้อย คนไม่พอ แต่ไม่ท้อเท่าที่ข้างในกองบรรณาธิการไม่เห็นคุณค่าของข่าวอาชญากรรม

มันยิ่งกว่าลูกคนใช้เสียอีก

“ไม่ไปอยู่ไทยรัฐด้วยกันไหม” คำเชิญชวนของบุญเสริม พัฑฒนะ สมัยเริ่มคลำทางใหม่ๆ ก่อนที่กิจจา ทองเกลาจะปลุกเร้าซ้ำ

ผมดันหยิ่งปฏิเสธเสียงแข็งอ้างมือยังไม่ถึง กำลังเป็นเพียงลูกนกหัดบินในสนามข่าว

“โอเคนะ เอ็กซ์ สันต์” นักข่าวประจำกองบังคับการปราบปรามย้ำปฏิบัติการในไม่กี่วันข้างหน้า “โต้ง มึงตามพี่บิลลี่ไว้” เขาหันมาระหว่างผมกำลังเหม่อ

“พวกเรา หมดแก้ว”

ผมประคองเก๋งบีเอ็มดับเบิลยูกลับแฟลตตำรวจดับเพลิงอย่างทุลักทุเลด้วยความมึนตึ๊บมากกว่ามึนเมา แต่ไม่วายตะเกียกตะกายเกือบจะคลานขึ้นบันไดสู่ห้องหับบนชั้น 4 ไม่ได้อาบน้ำอาบท่ากระโดดขึ้นเตียงกะหลับเป็นตาย

พอเช้ามืดทำท่าหิวกระหายน้ำ ลุกขึ้นงัวเงียลงจากเตียงนอนสมัยพ่อแม่สร้างพยานแห่งรักเป็นผมเมื่อ 20 กว่าปีก่อน หวังจะเลี้ยวซ้ายไปเปิดตู้เย็น จู่ ๆ อาการคลื่นลมตีก็ปรากฏ ส่งร่างผมไปกองอยู่โถส้วมของห้องน้ำคายของเก่ากลิ่นคลุ้งกระจาย

รุ่งอรุณส่องแสงสว่างขึ้น เสียงสั่นของแพ็กลิงก์ถี่ยิบบนหัวเตียง ผมคอแห้งเอื้อมมือหยิบมากดดู ให้ติดต่อเบอร์โรงพิมพ์ “ครับพี่” ประโยคแรกยังส่ออาการแฮงก์

“ยังไม่ตื่นอีกหรือเอ็ง” หัวหน้าอัมพร พิมพ์พิพัฒน์ขยับปากลั่นมาตามสาย

“ครับพี่”

“เอ็งรีบไปช่วยไอ้ยุทธที่กองปราบด้วย” แกว่า

ผมเหลือบเปลือกตาผ่านแดดจ้าที่ส่องผ่านมาจากระเบียงห้องมองนาฬิกาบนฝาผนัง “ฉิบหายจะเที่ยงแล้วหรือเนี่ย” รำพันในใจ “ครับพี่” ตอบด้วยประโยคเดิมอีกครั้ง “ว่าแต่มีเรื่องอะไรครับ” ดันทุรังแหย่รังแตน

“ไอ้เสี่ยสันติมันมาให้การแล้ว”

“ครับพี่” เที่ยวนี้เสียงดังฟังชัด “ผมจะรีบไปครับ”

ใช้เวลาร่วมชั่วโมงเดินทางไปถึงที่หมาย ทัพนักข่าวร่วมร้อยชีวิตเฝ้าสถานการณ์กันอย่างเคร่งเครียด พวกเขาถูกกันด้วยตำรวจคอมมานโดให้อยู่ด้านนอก ห้ามเข้าไปในอาคารที่มีการสอบปากคำเสี่ยสันติ ศรีธนะขัณฑ์ เจ้าของร้านเพชรสันติมณีผู้สูญเสียภรรยาและลูกไปอย่างสยดสยอง

“สวัสดีสันต์” ผมทักทายไอ้หนุ่มผมยาวที่เพิ่งแยกทางกันตอนกลางดึก

เขายิ้มหัวเราะดวงตาคล้ำเหมือนอดหลับอดนอน “หวัดดีโต้ง เรายังไม่ได้นอนเลยนะเนี่ย”

ก่อนหน้าไม่กี่ชั่วโมง พิสันต์ ใจการุณ เพิ่งสร้างวีรกรรมฮือฮาด้วยการโผล่มาจากห้องใต้ดินที่เก็บรถของกลางในอาคารกองบังคับการกองปราบปรามพุ่งเข้าหาสันติ ศรีธนะขัณฑ์ ท่ามกลางการอารักขาของตำรวจคอมมานโดจนเกือบมีการเข้าใจผิดกัน

พิสันต์ ถือกล้องรัวชัตเตอร์ แต่ตำรวจมองเป็นปืนจากผู้ไม่หวังดี นักข่าวหนุ่มเลยถูกจู่โจมหิ้วปีกเคลียร์ออกจากจุดนั้น

มันคือโลกประจำวันของเหล่านักข่าวภาคสนาม

สันติยอมให้ปากคำต่อพลตำรวจตรีวรรณรัตน์ คชรักษ์ ผู้บังคับการกองปราบปราม ทว่าก่อนหน้าคนในครอบครัวฝั่งดาราวดีแอบเปิดปากต่อหนังสือพิมพ์ฐานสัปดาห์วิจารณ์เครือของฐานเศรษฐกิจแฉถึงเกมการต่อรองชีวิตของเหยื่อ

แหล่งข่าวอ้างว่า กลุ่มคนที่จับสองแม่ลูกไปและพยายามปิดเรื่องไม่ให้คนนอกรู้ แม้แต่ญาติที่ใกล้ชิดก็ไม่ยอมแพร่งพรายจนเวลาผ่านล่วงเลยไปเกือบสองอาทิตย์ เขาได้ไปเยี่ยมครอบครัวนี้ในฐานะคนที่รู้จักสนิทสนม เจอพี่น้องของดาราวดีกำลังต่อว่าแม่ว่าไม่น่าพูดมากเดี๋ยวข่าวเกิดรั่วไหลออกไปแล้วจะยุ่งกันใหญ่ “แกมาร้องไห้กับผมบอกว่า ดาราวดีหายไปนานแล้ว ผมก็ตกใจว่า ทำไมไม่ไปแจ้งความ แกก็เล่าให้ฟังว่า โดนจับตัวไป คนที่จับเป็นตำรวจใหญ่มาก คุมหมดเลย แกย้ำกับผมว่า อย่าไปตามเรื่อง ถ้ามันรู้เข้ามันจะส่งศพเด็กมาศพแรก ผมก็ถามถึงสันติ คนในบ้านบอกว่า รู้เรื่องแล้ว และรู้สึกว่าจะกลัวมาก”

ฐานสัปดาห์วิจารณ์อ้างข้อมูลแหล่งข่าวคนเดิมว่า “ผมก็เลยซักต่อว่า หายไปตั้งแต่เมื่อไร แล้วหายไปยังไงก็ได้ความว่า ตอนวันที่ 2 กรกฎาคม ดาราวดีออกจากบ้านตั้งแต่ 9 โมงเช้า ส่วนเด็กชายเสรีก็ออกไปด้วย คนในบ้านไม่ได้ติดใจอะไร เพราะนึกว่าพาลูกไปเที่ยว หรือว่ายน้ำตามปกติ พอวันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม เป็นวันที่คนในครอบครัวโวยวายกัน เพราะดาราวดีเป็นคนถือกุญแจร้านเพชรสันติมณี ถ้าไม่มีกุญแจก็เปิดเข้าร้านไม่ได้ คนที่ร้านก็โทรมาตามที่บ้าน”

ทุกคนในบ้านเริ่มแน่ใจว่า สองแม่ลูกถูกจับตัวไป เพราะติดต่อกับทางสันติ สันติบอกกับคนที่บ้านว่า ได้ติดต่อไปทางคนที่จับตัว เขาบอกว่า ไอ้คนที่เคยเป็นข่าวลงหนังสือพิมพ์นั่นแหละ ทีแรกปฏิเสธ แต่ตอนหลังยอมรับแล้วพูดในทำนองคล้ายว่าต้องมีเงินไปให้ ช่วงที่คนในบ้านติดต่อกับสันติ ทุกคนในครอบครัวศรีธนะขัณฑ์ถูกสั่งให้ปิดปากหมด “ตัวสันติเองเคยโทรมาปรึกษาผมว่าจะเอายังไงดี แล้วก็ไปปรึกษากับพีพวกเขามีทนายคอยวางแผนทุกวันว่า จะเอาอย่างไร ตอนดาราวดีหายไปเขากับพวกก็วางแผนกันแล้ว เรื่องการส่งมอบเงินมีทนายเสี่ยเจ้าของโรงแรม น้องชายดาราวดี น้องชายสันติมาแก้เกมกัน มีอยู่ครั้งทนายไปแล้วยังกลับมาเล่าให้ฟังเรื่องเอาเงินไปมอบให้พวกที่เป็นคนจับตัวไป”

ทนายเล่าว่า ไปรอพวกที่จับตัวตามนัดที่ต่างจังหวัด ไปนั่งรอในรถอยู่ในที่มืดแล้วก็คอยดูลาดเลาเกือบ 2 ชั่วโมงว่าจะมีใครตามมาไหม แล้วก็ติดต่อให้เปลี่ยนที่นัดพบอีก 3 ครั้ง ตามที่พวกมันกำหนด ครั้งนั้นพวกที่เอาเงินไปต้องรอตั้งแต่ 6 โมงเย็นถึงตี 1จนมันแน่ใจแล้วว่า ไม่มีใครจริง ๆ ก็ให้วางเงิน พอวางเงินแล้วให้รีบวิ่งหนีไปอย่าหันกลับมามอง ไม่มีข้อต่อรองอะไรทั้งสิ้น เงินที่เอาไปให้พวกมันทั้งหมด 3 งวด เป็นเงินสดทั้งหมดรวมแล้วประมาณ 3-4 ล้านบาท

“ตอนหลังพวกมันติดต่อเรียกเงินเพิ่มอีก” ข้อมูลที่ถ่ายทอดผ่านฐานสัปดาห์วิจารณ์ระบุและว่า กระทั่งมีปัญหาตอนจะปล่อยตัวสองแม่ลูก พอมันได้เงินงวดสุดท้ายแล้วก็บอกว่าจะปล่อยตัวทันที กลับไม่ปล่อยตามที่ตกลงไว้ครั้งแรก มันอ้างว่า รถที่จะไปส่งยางแตก นัดกันครั้งที่ 2 ก็เหลวอีก คราวนี้มันอ้างว่า คนขับรถท้องเสีย คนในบ้านที่รู้เรื่องก็ชักไม่พอใจจนกระทั่งพบศพสองแม่ลูกในรถเบนซ์ที่สระบุรี มีการติดต่อไปยังที่จับตัว มันก็ปฏิเสธเรื่องฆ่าสองแม่ลูก แต่รู้สึกว่า เรื่องนี้มันจะผิดแผนมีการหักหลังกันเอง คือ อีกฝ่ายหนึ่งไปเอาเงินแล้วไม่ไปส่งให้อีกฝ่ายหนึ่ง

คนในตระกูลศรีธนะขัณฑ์ต่างอยู่ในสภาพที่กลัวมาก หลังจากสองแม่ลูกต้องมาสังเวยชีวิต โดยเฉพาะตัวสันติเอง ดูเหมือนจะตกอยู่ในสภาพหวาดกลัวมากว่าเพื่อน สันติเคยบอกกับคนในบ้านว่า “เขาไม่มีความศรัทธา เชื่อมั่นในรัฐบาลและตำรวจ ยกเว้นคุณประทินคนเดียว” คนในบ้านยังพูดทำนองว่า รัฐมนตรีมหาดไทยก็รู้ อธิบดีกรมตำรวจก็รู้ แต่ไม่เห็นทำอะไร ญาติสันติเคยคิดไปร้องเรียนนายกฯชวน เพราะสันติดเองก็พูดชัดเจนว่า จะปิดข่าวให้เร็วที่สุด ถ้าไม่ต้องการให้มันบานปลายไปเรื่อย ๆ เพราะมันยังมีอีกหลายคน ถ้าเรื่องยังไม่จบก็จะโยงไปถึงอีก

ข้อมูลที่ลงลึกในรายละเอียดผ่านหนังสือฐานสัปดาห์วิจารณ์ก่อนที่เสี่ยสันติ ศรีธนะขัณฑ์ กุญแจดอกสำคัญจะโผล่เข้าพบตำรวจย่อมตอกย้ำความเป็นไปของรูปคดีอันโหดเหี้ยมของคนร้ายใจอำมหิตกลุ่มนี้เป็นอย่างดี

การสืบสวนใช้เวลาเดือนเศษทุกอย่างเริ่มคลี่คลาย

วันที่ 6 กันยายน 2537 พลตำรวจเอกพงษ์อำมาตย์ อมาตยกุล รองอธิบดีกรมตำรวจ มีคำสั่งด่วนให้ย้ายพันตำรวจโทพันธ์ศักดิ์ มงคลศิลป์ สารวัตรสืบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองปราจีนบุรี ไปช่วยราชการที่กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน 42 อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช จ่าสิบตำรวจยงค์ กล่ำนาค ผู้บังคับหมู่สืบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองปราจีนบุรี ไปช่วยราชการที่กองกำกับการตำรวจชายแดนที่ 22 จังหวัดอุบลราชธานี และสิบตำรวจตรีชุมพล พืชคูณ ผู้บังคับหมู่ธุรการ สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองปราจีนบุรี ไปช่วยราชการที่กองบังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค 5 จังหวัดเชียงใหม่

เหตุผลเนื่องจากตำรวจทั้ง 3 นายมีอิทธิพลในพื้นที่เป็นอุปสรรคต่อการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานในคดีฆ่าดาราวดี และเด็กชายสันติ ศรีธนะขัณฑ์ เพื่อเปิดทางให้กองปราบปรามเข้าสะสางคดีได้อย่างเต็มที่

วันรุ่งขึ้น พันตำรวจเอกจุมพล มั่นหมาย รองผู้บังคับการปราบปราม พันตำรวจตรีทวี สอดส่อง สารวัตรแผนก 4 กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม คุมตัวจ่าสิบตำรวจยงค์ กล่ำนาคและ สิบตำรวจตรีชุมพล พืชคูณ ขณะที่ พันตำรวจเอกเพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รองผู้บังคับการกองปราบปราม พันตำรวจเอกสุรศักดิ์ สุทธารมณ์ รองผู้บังคับการปราบปราม พันตำรวจโทกรีรินทร์ อินทร์แก้ว รองผู้กำกับการ 2 กองบังคับการกองปราบปราม พันตำรวจโทเฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้กำกับการ 2 กองบังคับการกองปราบปราม ควบคุมตัว พันตำรวจโทพันธ์ศักดิ์ มงคลศิลป์ เข้าพบพลตำรวจเอกประชา พรหมนอก รองอธิบดีกรมตำรวจ

ทั้งหมดยอมสารภาพพัวพันการสังหารแม่ลูกศรีธนะขัณฑ์ และซัดทอดไปถึงผู้บงการ

ที่กองบังคับการปราบปราม วันที่ 14 กันยายน 2537 ทัพสื่อมวลชนแน่นขนัดคึกคักอีกครั้งในการเผชิญหน้าระหว่างนายพลมือสืบสวนสอบสวนของนครบาล กับนายพลตำนานมือปราบพระกาฬแห่งสอบสวนกลาง

“พี่โสกล้าจับผมหรือ”

พลตำรวจตรีโสภณ วาราชนนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนนิ่งเงียบไม่ตอบ ก่อนยื่นเอกสารบันทึกแจ้งข้อหาให้แก่นายพลตำรวจโทรุ่นน้องนักเรียนนายร้อยตำรวจ