สนิมเนื้อในถ้าไม่รีบขัดก็จะกัดเหล็กจนผุกร่อน

ตะกอนความดีความชั่วไม่มีตาชั่งตวงวัด แต่ผู้มีอำนาจเลือกที่จะกำจัด “ปลาเน่า” ออกจากบ่อเพื่อไม่ให้เหม็นเน่ากันทั้งฝูง

ทว่าบางทีถูกชักจูงเลือกช้อนทิ้งผิดตัว

กระบวนการตัดไฟตั้งแต่ต้นลมของ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ที่เซ็นคำสั่งให้ออกจากราชการ 6 ตำรวจกองกำกับการสืบสวนนครบาล 1 ประหนึ่งได้ใจสังคม แล้สโยนความระทมทุกข์แก่ 6 นักสืบผู้ปฏิบัติหน้าที่

เป็นการตัดสินใจก่อนตัวเองเกษียณอายุราชการในตำแหน่ง “แม่ทัพนครบาล” ทำตามกระแส ไม่แยแสต่อข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

ว่าด้วย “พิษเรียกส่วย” พ่อค้าสมตำที่โดนข่มขู่ยัดยาเสพติดรีดเงิน 50,000 บาท

ทำเหล่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์มัวหมอง

จริงเท็จอย่างไรปล่อยให้ 6  นักสืบเมืองหลวงไปเผชิญชะตากรรมงมหาหลักต่อสู้คดีด้วยตัวเอง

น่าเสียดาย กองกำกับการสืบสวนตำรวจนครบาล 1 ที่แตกแยกย่อยมาจาก กองกำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจนครบาลพระนครเหนือ อันเลื่องชื่อมาตั้งแต่อดีต ผลิตนักสืบมือปราบแถวหน้าประดับวงการสีกากีไว้มากมาย

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ จเรตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 หรือแม้กระทั่ง พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ก็เคยผ่านสนามยุทธจักรใน “สืบสวนเหนือ” แห่งนี้มาแล้วทั้งนั้น

วันนี้ กลายเป็นสุสานร้างคนที่มี “หัวใจนักสืบ” ปล่อยลูกน้องโดนกระทืบตามอำเภอใจ “ผู้เป็นนาย” ไม่สนอะไรนอกจากกองผลประโยชน์กับเก้าอี้ของตัวเอง

ปล่อยนักเลงหัวไม้เดินมาเหยียบจมูกถึงถิ่น

ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นผู้ใหญ่หลายคนรู้ดี กลับไม่มีใครกล้าสวนกระแส ยกมือยอมแพ้แก่ “โลกยุคดิจิทัล” หันหลังความรับผิดชอบ ไม่มีคำตอบช่วยหาทางออกกับบรรดาคนทำงาน

ทำดีมากกว่าเลว

สุดท้ายล้มเหลวเพราะใคร

ศักดิ์ศรีตำนานนักสืบที่เคยยิ่งใหญ่เกรียงไกรสูญหายหมดสิ้น