ยุค พลตำรวจโทโสภณ วาราชนนท์ ขึ้นนั่งผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พอเอาบรรยากาศในวังปารุสกวันกลับมาครึกครื้นอีกครั้ง เลือดนักสืบและมือสอบสวนของนายพลท่านนี้มีดรีเป็นลูกหม้อตำรวจเมืองหลวง ผ่านคดีสำคัญมาอย่างโชกโชน

เป็นสมัยผ่องถ่ายอำนาจผู้นำปทุมวันพร้อมกัน เมื่อพลตำรวจเอกพจน์ บุณยะจินดา นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 13 รุ่นเดียวกับพลตำรวจโทโสภณ ก้าวเป็นอธิบดีกรมตำรวจ ต่อจาก พลตำรวจเอกประทิน สันติประภพ ที่เกษียณอายุราชการไป

และเป็นธรรมดาที่มีการผลัดมือเปลี่ยนเก้าอี้ผู้นำหน่วยทีไร ย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในแต่ละองค์กร ส่วนจะดี หรือเลว ขึ้นอยู่กับภาวะผู้นำ

ท่ามกลางเสียงกระเซ็นเรื่องวิ่งเต้นใช้เส้นสายไปวาดลวดลายเก้าอี้สำคัญ ผมเริ่มเรียนรู้เส้นทางราชการของแต่ละคนก้าวขึ้นมาอย่างไร แบบไหน ทว่าสมัยนั้นส่วนใหญ่ ผู้เป็นนายยังเรียกใช้คนทำงานด้วยการตอบแทนไปอยู่ตำแหน่งเหมาะสมกับฝีมือ ไม่ได้หลับหูหลับตาถือเอาเกณฑ์คนสนิทมาปิดหัวเก้าอี้ให้มือไม้ที่ใช้ปฏิบัติงานถอดใจ

การเปลี่ยนแปลงภายในรั้ววังปารุสกวัน เจ้าของรหัส น.1 คนใหม่ให้คนใกล้ตัวอย่าง พันตำรวจตรีสุจิตร อินทร์กง ที่อยู่สำนักงานมานานขึ้นเป็นนายเวร ได้ร้อยตำรวจเอกณัฐ บัณฑุรัตน์ นายตำรวจหนุ่มรูปหล่อนักเรียนนายร้อยรุ่น 43 ขยับเป็นผู้ช่วยนายเวรติดสายขาวคอยจัดคิวหน้าห้องไม่ให้นักข่าวผีรายสะดวกเดินยุ่มย่ามเกาะแกะผู้เป็นนาย

ระดับกองบังคับการ โยกพลตำรวจตรีนิทัศน์ เศวตนันทน์ พี่นักเรียนนายร้อยรุ่น 12 จากผู้บังคับการตำรวจนครบาลพระนครใต้นั่งคุมอำนวยการ ส่วนกองบังคับการตำรวจจราจรหยิบเอาพลตำรวจตรีอุกฤษฎ์ ปัจฉิมสวัสดิ์ มาเป็นหัวหน้าหน่วยปิงปอง พลตำรวจตรีธวัชชัย พรหมประสิทธิ์ เป็นผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ พลตำรวจตรีเอนก ว่องวานิช เป็นผู้บังคับการตำรวจดับเพลิง พลตำรวจตรีอนันต์ ภิรมย์แก้ว นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 18 ผงาดขึ้นเป็นผู้บังคับการตำรวจนครบาลพระนครเหนือ  พลตำรวจตรีบรรเจิด จุฑามาศ เพื่อนนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 13 ของอธิบดีกรมตำรวจและผู้บัญชาการตำรวจนครบาลขยับออกจากอำนวยการเป็นผู้บังคับการตำรวจนครบาลพระนครใต้ ขณะที่ พลตำรวจตรีพงษ์ศักดิ์ โรหิโตปการ นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 16 เป็นผู้บังคับการตำรวจนครบาลธนบุรี

โฟกัสอยู่ที่กองสืบสวนวงการสื่อมวลชนสายตำรวจต่างจับตาว่าจะสมราคาผู้บัญชาการตำรวจนครบาลคนใหม่จัดทัพหรือไม่ เริ่มต้นจากกองกำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครเหนือ ดันพันตำรวจเอกกฤษฎา พันธุ์คงชื่น ขึ้นเป็นรองผู้บังคับการตำรวจนครบาลพระนครเหนือ เปิดทางให้ พันตำรวจโทวิวัฒน์ วรรธนะวิบูลย์ ลูกหม้อที่ทำงานมานานติดยศพันตำรวจเอกเป็นผู้กำกับการแทน มีทีมงานระดับรองผู้กำกับการ ประกอบด้วย พันตำรวจโทฉัตรกนก เขียวแสงส่อง พันตำรวจโทวีระศักดิ์ บูรพากาญจน์ พันตำรวจโทสำเริง สุวรรณพงษ์ พันตำรวจโทปรีชา ธิมามนตรี และพันตำรวจโทสฤษฎ์ชัย เอนกเวียง ที่ขยับจากสารวัตรสืบสวนสถานีตำรวจนครบาลดินแดงคืนถิ่นเก่ามาเสริมเขี้ยวเล็บ มีพันตำรวจตรีสุเทพ ภูยานนท์ เป็นสารวัตรแผนก 1 พันตำรวจโทคณิศร์ชัย มหินทรเทพ เป็นสารวัตรแผนก 2 พันตำรวจโทบันลือศักดิ์ ขลิบเงิน สารวัตรแผนก 3 พันตำรวจโทวีระ มีมุข สารวัตรแผนก 4 และพันตำรวจโทประยนต์ ลาเสือ เป็นสารวัตรแผนก 5

กองกำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครใต้ก็ใช่ย่อย โยกพันตำรวจเอกสมศักดิ์ แสนชื่น หลุดเวย์ไปเป็นผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลประเวศ ผู้มาแทนเป็นลูกหม้อของสืบสวนเหนือเก่าอย่างพันตำรวจเอกไพจิตร อ่องศรี ทีมงานรองผู้กำกับการ มี พันตำรวจโทภาณุรัตน์ มีเพียร พันตำรวจโทพิสิษฐ์ เปาอินทร์ พันตำรวจโทเอื้อพงศ์ โกมารกุล ณ  นคร พันตำรวจโทวิศิษฐ์ นิมิตรกุล พันตำรวจโทชาติชัย พิทักษากร ได้พันตำรวจตรีชูศักดิ์ แจ้งบำรุง เป็นสารวัตรแผนก 1 พันตำรวจโทธัมรงค์ วงศ์แป้น สารวัตรแผนก 2 พันตำรวจตรีศตวรรษ หิรัญบูรณะ  สารวัตรแผนก 3 พันตำรวจโทเจริญ ศรีศศลักษณ์ สารวัตรแผนก 4 พันตำรวจโทสมโภชน์ ทัศนา สารวัตรแผนก 5 และพันตำรวจโทวิชัย สังข์ประไพ เป็นสารวัตรประจำ

ส่วนกองกำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลธนบุรี ปรับเปลี่ยนพันตำรวจเอกวุฒิ พิพัฒน์บวรกุล ไปนอกหน่วย ทำให้พันตำรวจโทโกสินทร์ หินเธาว์ รองผู้กำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครเหนือ มีโอกาสข้ามฝั่งเจ้าพระยามาแจ้งเกิดตำแหน่งผู้กำกับสืบสวนธน ได้ทีมงานรองผู้กำกับประกอบด้วย พันตำรวจโททรงวุฒิ ถวัลย์กิจดำรงค์ พันตำรวจโทสมศักดิ์ ภัคพยัต พันตำรวจโทบรรดล ตัณฑไพบูลย์ พันตำรวจโทสมชาย เจริญนิติกุล พันตำรวจโทวิทยา ประยงค์พันธ์ สารวัตรมี พันตำรวจตรีสุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น คุมแผนก 1 พันตำรวจวรวิทย์ ไวถนอมสัตว์ แผนก 2 พันตำรวจตรีภูริฉัตร เชิดชู แผนก 3 พันตำรวจโทรณศิลป์ ภู่สาระ แผนก 4 พันตำรวจโทเสถียร ดีเหมาะ เป็นสารวัตรแผนก 5 และพันตำรวจโทสุทัศน์ พันแนบ ไปช่วยราชการอีกคน

เรียงหน้าคาตา ผมรู้จักบ้าง ไม่รู้จักบ้าง อาศัยถามเอาจากนักข่าวรุ่นเดอะที่เคยเจอะเจอปะทะฝีมือกันมาแล้ว หลายคนยกนิ้วการจัดทัพนักสืบนครบาลของพลตำรวจโทโสภณ วาราชนนท์ ที่ให้โอกาสคนทำงานได้แสดงบทผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เต็มเครื่อง ชื่อชั้นส่วนใหญ่มีประสบการณ์ผ่านหน้างานสืบสวนมาแล้วทั้งนั้น

น่าเป็นยุคหนึ่งที่กองสืบสวนนครบาลจะกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง เมื่อผู้ใหญ่คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ไม่ได้ปล่อยทิ้งขว้างเหมือนหลายปีที่ผ่านมา

ผมอาศัยความคุ้นเคยขึ้นลงกองกำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครเหนือเป็นหลัก หลังรุ่นพี่อย่างกิจจา ทองเกลา ปูทางไว้ก่อนหน้า พันตำรวจเอกกฤษฎา พันธุ์คงชื่น ยังคงใช้ที่ว่างหน้ากองเป็นห้องทำงานระดับรองผู้บังคับการตำรวจนครบาลพระนครเหนือ คอยเป็นที่ปรึกษาพันตำรวจเอกวิวัฒน์ วรรธนะวิบูลย์อีกชั้น

เช่นเดียวกับผม ยังคงปักหลักยึดซุ้มมะรุมคุมร้านเจ๊เป้ากระเดียดเหล้าเข้าคอเกือบทุกยามค่ำคืน บางครั้งได้เจ้าของรถบีเอ็มดับเบิลยู สีบรอนซ์เงิน ทะเบียนเบิ้ล 3322 กรุงเทพมหานคร ส่งสัญญาณให้เจ้าของร้านแสดงตัวเป็นเจ้าภาพ กระทั่งพวกผมเกรงใจมักแอบหลบฉากอยู่เป็นประจำ

“ขึ้นไปขอเหล้าพี่ตุ๊หน่อยสิ” ใครบางคนยุส่งยามขัดสน

ผมปฏิเสธ แม้เปรี้ยวปาก คิดว่า ถ้าลำบากไม่มีเงินแชร์แสงทิพย์กันคนละร้อยก็อย่ากินมันเลย

“เปลี่ยนรสชาติบ้างจะเป็นไรไป” ใครคนนั้นยังนำมาเป็นข้ออ้าง

ทำให้บ่อยครั้ง เรามีโอกาสปรับลิ้นเปลี่ยนสัมผัสความนุ่มละมุนของสุราไวท์ ฮอร์ส ประดับหัวข้อการสนทนา ถ้านับตัวตุ๊กตาสัญลักษณ์ม้าขาวที่แขวนติดมากับขวดเหล้า ผมเชื่อว่า พวกเราคงมีม้าอำพันตัวขาวทำเป็นคอกใหญ่เลยทีเดียว

มื้อค่ำผ่านไปอย่างโลดโผนโจนทะยาน เกือบทุกคืนวันศุกร์ ศักดา เจ๊กจั่น ชัยวุฒิ มั่นสิงห์ ปัญญา พันธ์เผือก มักเป็นฝ่ายจัดคิวท่องราตรี นานทีวัลลภ ชัดแววศรี ลูกพี่ใหญ่แห่งค่ายเดลินิวส์จะพาไปหาเจ้าภาพแจม ถ้าไม่ถนนรัชดาภิเษกก็จะพากันไปเอนกเขนกที่พาราเดช์ดิสโก้เธค เชิงสะพานอรุณอัมรินทร์ ฝั่งธนบุรี

จากที่เคยเป็นนักข่าวป้ายแดงน้องใหม่ไม่รู้ประสีประสา ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาเริ่มกล้าก้าวบินอย่างนกปีกแข็ง

“พวกเราสูงศักดิ์สูงนักสูงหนาร่อนเร่เคหาไม่มี ค่ำในนอนนั่นเราไม่หวาดรักษาเอกราชเสรี” เพลงนกน้อยในไร่ส้มสมัยชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัยกลับมาก้องหู “เราเหล่าสกุณา  ร่มไม้ใบหญ้า เราก็กล้านอน บ่ห่อนเกรงภัยใด ๆ ค่ำลงบันเทิงเริงใจ ฮะฮะเริงใจ ชีวิตชะเอยสดใส  เหมือนนกอยู่ในไร่ส้ม เราไม่ปรารมภ์ต่อสิ่งใด ๆ เราปรารมภ์ต่อสิ่งใด ๆ  มีกินมีใช้เป็นพอ ไม่ขอรบกวนผู้ใด มีเงินมีทองไม่คิดอะไร  ซื้อเหล้าใส่ไหไว้กินก็พอ”

ผู้ชายว่า “กับแกล้มไม่ต้อง”  ผู้หญิงเสริม “เป็นของไม่ดี”

ซ้ำกันอีกรอบ

“สิ้นเปลืองใช่ที่ถ้ามีก็เอา”

ผมเพิ่งเข้าใจความหมายและอารมณ์ของเพลงอย่างถ่องแท้ นอกจากชาวนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพนำมาร้องแล้ว นักหนังสือพิมพ์รุ่นดึกต่างนำมาคร่ำครวญยามพิษสุรากัดกร่อนอารมณ์สุนทรี ทั้งที่เป็นข้อถกเถียงถึงต้นตำราเนื้อร้องอ้างกันว่า ดัดแปลงมาจากของชาวคณะสัตวแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สำหรับผม ไม่สนว่าจะมาจากไหน เพราะมันอยู่ใจของผมไปแล้ว

ทอดน่องท่องเสพชีวิตเสเพลอยู่ในวงเหล้ายามเหงาหลังเลิกงาน ผมยังได้ยินเพลงหนุ่มพเนจรร้องออกมาจากปากพันตำรวจโทสฤษฎ์ชัย เอนกเวียง รองผู้กำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครเหนือ ขึ้นจับไมค์บนเวทีงานเลี้ยงรับกำลังเขี้ยวเล็บของหน่วยที่นักข่าวอาชญากรรมประจำกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้รับเทียบเชิญเป็นปากเปล่ากระซิบบอกกัน

“บน ถนนหนทางซูปเปอร์ ไฮเวย์” เกริ่นประโยคแรกบรรดาลูกน้องต่างปรบมือชื่นชม และส่งเสียงเคลียคอตาม “หนุ่มพเนจร ท่องไปกลางฝัน ฝันของเจ้าดูเลิศล้ำลาวัณย์ ฝันเจ้าฝันว่าโลกพิสุทธิ์ เมลืองมลัง….” ผมฟังแล้วชอบในอารมณ์ของรองผู้กำกับนักสืบน้องใหม่ แต่ประวัติไม่ธรรมดา จบนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 30 เพื่อนสนิทร่วมรุ่นพันตำรวจโทปรีชา ธิมามนตรี รองผู้กำกับการที่เพิ่งขึ้นในโผเดียวกัน

“นายโก้เป็นคนเก่ง ลูกน้องทุกคนรัก” ดาบตำรวจคนหนึ่งนินทา “แกเคยถูกยิงเกือบตายสมัยเป็นรองสารวัตรที่นี่แหละ ครั้งนั้นมีตำรวจลูกน้องแกตายด้วย”

“จริงดิพี่ เรื่องเป็นยังไงหรือ”

“อย่าให้ผมเล่าเลย มันเป็นความผิดพลาดที่ไม่น่าเกิดขึ้น” ดาบตำรวจรุ่นเก๋าทิ้งปริศนาก่อนยกแก้วขึ้นชนแสดงมิตรภาพ

“บน ถนนหนทางซูปเปอร์ไฮเวย์ หนุ่มพเนจรกระเป๋าเดินทาง มุ่งไปเถิดสุดขอบฟ้าลางๆโลกไม่ร้างเพราะชีวิตเจ้ายังเดิน โลกไม่ร้างเพราะชีวิตเจ้ายังเดิน โลกไม่ร้างเพราะชีวิตเจ้ายังเดินนนนนนนนนนนนนนนนน” จบเพลงฮิตของพงษ์สิทธิ์ คัมภีร์ ใบหน้ารองผู้กำกับหนุ่มแดงกร่ำ แต่เต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข

งานเลี้ยงเลิกรา ได้เวลาขับเคลื่อนงานตามนโยบายผู้นำนครบาลคนใหม่ แต่ละกองสืบสวนเริ่มต้นแกะรอยสะสางแฟ้มบัญชีค้างเก่าตีคู่กับหางานใหม่มาแสดงแสนยานุภาพว่า ยังเป็นตำรวจสืบสวนที่ดีสุดของกรมตำรวจ แม้บางส่วนถูกถ่ายเลือดไปเสริมพลังความคมให้แก่กองบังคับการปราบปรามเป็นมือไม้ตั้งแต่สมัยพลตำรวจตรีวรรณรัตน์ คชรักษ์ ต่อเนื่องพลตำรวจตรีคำนึง ธรรมเกษม ผู้บังคับการปราบปรามคนใหม่ที่น่าจับตาว่าจะเป็นยุคทองของกำลังติดอาร์มสังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้หรือไม่

อดีตผู้กำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครเหนือ นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 15 โยกจากรองผู้บังคับการตำรวจนครบาลพระนครใต้ นั่งเป็นใหญ่ในกองบังคับการปราบปรามตามคำสั่งของพลตำรวจเอกพจน์ บุณยะจินดา อธิบดีกรมตำรวจ เป็นอีกยุคที่กองบังคับการปราบปรามเต็มไปด้วยมือพระกาฬที่ย้ายจากนครบาลไปก่อนหน้าและพาเหรดตามมาต่อเนื่อง

มี พันตำรวจเอกภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา รองผู้บังคับการปราบปราม เป็นรุ่นน้องที่รักรับบทมือขวาทำงานร่วมพันตำรวจเอกอัศวิน ขวัญเมือง และพันตำรวจเอกจุมพล มั่นหมาย ในการปราบปรามอาชญากรรม กองกำกับการแต่ละกองสะสมขุนพลดาวรุ่งเลื่องชื่อในด้านสืบสวนสอบสวนของกรมตำรวจสมัยนั้นไม่แพ้กัน

พันตำรวจเอกสุรสีห์ สุนทรศารทูล เป็นผู้กำกับการ 1 ทีมงานอาทิ พันตำรวจโทวิชัย รัตนยศ พันตำรวจโทเมธี กุศลสร้าง พันตำรวจโทไพศาล เชื้อรอด พันตำรวจโทชวลิต แสวงพืชน์ พันตำรวจโทพิสิฏฐ์ พิสุทธิ์ศักดิ์ พันตำรวจโทจักรกริช กองกันภัย พันตำรวจโทจักรทิพย์ ชัยจินดา พันตำรวจโทพีระ บุญเลี้ยง พันตำรวจตรีไชยา คงทรัพย์ พันตำรวจตรีจรุงวิทย์ ภุมมา พันตำรวจโทชาญเทพ เสสะเวช

พันตำรวจเอกประมวลศักดิ์ ศรีสมบุญ เป็นผู้กำกับการ 2 คุมพื้นที่ทั่วประเทศ มี พันตำรวจโทอลงกรณ์ หทัยยุทธ์ พันตำรวจโทชูชาติ สุวรรณาคม พันตำรวจโทเฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน พันตำรวจโทวีระศักดิ์ มีนะวาณิชย์ พันตำรวจโทชัยวัฒน์ เกตุวรชัย พันตำรวจโทฐิติราช หนองหารพิทักษ์ พันตำรวจโทเฉลิมพันธ์ อจลบุญ พันตำรวจตรีมาโนช รัตนโชติ พันตำรวจตรีทวี  สอดส่อง และพันตำรวจตรีกฤษณะ ศิริปิยะวัฒน์ คุมกำลังหน่วยคอมมานโด

ส่วนกองกำกับการ 3 ดูแลภาคกลางและภาคเหนือ พันตำรวจเอกวิชัย เย็นสุดใจ ได้มือไม้ เช่น พันตำรวจโทสกลรัฐ ธีระสวัสด์ พันตำรวจโทสุรพงศ์ ศิริภักดี พันตำรวจโทฐนพล มณีภาค พันตำรวจโทกิตติ สะเภาทอง พันตำรวจโทวันชัย วิเชียรสรรค์ พันตำรวจโทสมศักดิ์ จันทะพิงค์ และพันตำรวจตรีดำรง เพ็ชรพงศ์ ภาคอีสานเขตรับผิดชอบกองกำกับการ 4 พันตำรวจเอกทัศนัย ศิริสนธิ เป็นผู้กำกับ ทำงานร่วมกับ พันตำรวจโทวรนิต ทองมี พันตำรวจโทสุชาติ ธีระสวัสดิ์  พันตำรวจโทวิสิษฐ์ นาคะตะ พันตำรวจตรีวชิระ สร้อยศรี พันตำรวจโทดาวลอย เหมือนเดช พันตำรวจตรีสุเทพ ชนะสิทธิ์

สุดท้ายกองกำกับการ 5 คุมภาคใต้ พันตำรวจเอกอังกูร ขยันการ คุมทีมพันตำรวจโทกรีรินทร์ อินทร์แก้ว พันตำรวจโทชัยยะ ศิริอัมพันธ์กุล พันตำรวจโทอดิศร งามจิตสุขศรี พันตำรวจโทอดิเรก บือราเฮง พันตำรวจโทสมภพ พงษ์ฤกษ์ พันตำรวจโทเจนภพ กระหม่อมทอง พันตำรวจโทสุรชัย ควรเดชะคุปต์  เป็นต้น

เสี้ยวตอนหนึ่งของชีวิตนักข่าวอย่างผม ถึงจะเดินเป๋เสเพลด้วยการเมาเมไปตามเรื่อง แต่มันก็ทำให้ผมรู้เรื่องความเป็นไปในวงการตำรวจ

มีนักสืบ มือปราบน้อยรายที่จะมานั่งเล่นบทจำอวดเหมือนในยุคสิบปีต่อมา