คุณเหมียว-หนึ่งฤทัย ราชกิจเจริญ ภรรยาสาว พ.ต.ท.อุปดิศย์ ราชกิจเจริญ รองผู้กำกับการ (สอบสวน) สถานีตำรวจภูธรพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 58

เธอเป็นชาวสมุทรปราการ ลูกคนโตของบ้าน มีพี่น้อง 3 คน พ่อเคยเปิดค่ายมวยอยู่จังหวัดน่าน ส่วนแม่เป็นอดีตหัวหน้าส่วนงานของบริษัทซีพี วัยเด็กเข้าโรงเรียนเอี่ยมสุรีย์ ก่อนต่อมัธยมโรงเรียนประจำจังหวัดสมุทรปราการ จบแล้วไปสอบเข้าสถาบันเทคโนโลยียานยนต์ที่บริษัท โตโยต้า จำกัด เนื่องจากสนใจงานวิศวกรรมเครื่องกล มีรุ่นพี่แนะนำว่า โตโยต้าเปิดสอนโปรแกรมออกแบบ ที่สำคัญยังได้มีโอกาสไปทำงานบริษัทแม่ถึงประเทศญี่ปุ่น

เจ้าตัวเล่าว่า ตั้งใจจะเข้าให้ได้ ทั้งทีใจหนึ่งก็อยากเป็นแอร์โอสเตส แต่ตัวเองออกจะห้าวๆ งานด้านนี้น่าจะรุ่งกว่า ตัดสินสมัครเข้าเทคโนโลยียานยนต์โตโยต้า อยู่จังหวัดฉะเชิงเทรา ใช้เวลา 2 ปีจบออกไปทำงานประเทศญี่ปุ่นตามฝัน ที่เมืองนาโกย่าแบบไปกลับ 2 เดือนครั้ง อยู่ในส่วนของการวิจัยสี เกี่ยวกับสีของรถนาน 3 ปี บริษัทมีโครงการจะให้ไปอยู่ถาวร

“มันทำให้เหมียวลังเลว่าจะดีหรือไม่ เพราะไม่มีทำสัญญาจะได้กลับเมื่อไหร่ เหตุผลตอนนั้นบริษัทต้องการพนักงานผู้หญิงไปช่วยทำงาน เลยคุยกับที่บ้านว่า ถ้าไปแล้วไม่มีสัญญา หรืออยู่ในสัญญาว่าจะต้องทำตามเงื่อนไขบริษัท พอดูแล้วรู้สึกไม่โอเค ไม่เอาดีกว่า ก่อนขอลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัวเปิดร้านเสื้อผ้า หลังใช้เวลาปรึษาครอบครัวและแฟนอยู่ประมาณ 2-3 เดือน”

สำหรับเรื่องราวความรักของเธอเริ่มต้นราวกับพรหมลิขิต คุณเหมียวรำลึกวันอันแสนประทับใจว่า ไปนั่งทานอาหารร้านคนรู้จักกันแถวหลังมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เจอเขาไปเล่นดนตรี เป็นนักร้องนำของวงCOMMON DUDE รวบรวมพรรคพวกเตรียมทหารมาเล่นผ่อนคลาย ยอมรับว่า ตอนแรกไม่รู้ว่าเขาเป็นตำรวจ นึกว่า เป็นคนทำงาน เจ้าของร้านแนะนำให้รู้จักว่า เป็นน้องชายที่เป็นวันเกิดเขาพอดี ทำให้มีโอกาสได้คุยทักทายกัน

คุณเหมียวสารภาพว่า ฝ่ายชายเป็นคนร้องเพลงที่มีเสน่ห์ในตัวเอง แถมมีพี่ ๆ ช่วยเชียร์ ด้วยเพราะเห็นว่า ต่างคนต่างไม่มีแฟน ยุให้เอาดอกกุหลาบไปให้บนเวที ก่อนลงมานั่งคุยกัน ถือเป็นความประทับใจครั้งแรกที่พบ กระทั่งผ่านไปสักประมาณสัปดาห์ เราเริ่มสงสัยทำไมเขาทำงานไม่ค่อยตรงเวลา โทรศัพท์คุยกันบางครั้งเขามักบอกไม่สะดวกเดี๋ยวโทรกลับ ยิ่งทำให้เรางง ถึงขนาดบอกปัดไม่เลยว่า ถ้าไม่สะดวกคุยกันเราพักทำความรู้จักกันก่อนไหม

ตรงนั้นเลยทำให้ฝ่ายหญิงรู้ความจริงว่า เขาเป็นรองสารวัตรสืบสวนอยู่โรงพักพลับพลาไชย 2  “เหมียวอึ้งไปเลย เขาพยายามจะอธิบายว่า ที่น้องโทรมา วันนั้นพี่กำลังตามจับคนร้ายอยู่ ยุ่งๆ มากขอโทษครับ มีส่วนให้เราได้ศึกษาเขามากขึ้น เพราะเหมียวไม่รู้ ไม่เคยสัมผัสชีวิตตำรวจเลย ไม่ถึงกับไม่ชอบ แต่รู้สึกเหมือนเขาจะเก็กๆ นิดหนึ่ง เคมีจะไม่เท่าไหร่ แต่พอรู้ พอได้สัมผัสรู้ว่า เขามีมุมอ่อนโยนอยู่นะ”

พอได้คุยกันไปสักพักหนึ่ง คุณเหมียวว่า เริ่มลงลึกรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องเวลาของเขา มักไม่ตรงกันกับเรา หลายๆ ครั้ง เขาก็เหมือนจะทดสอบว่า ผู้หญิงคนนี้จะโอเคกับเขาหรือไม่ เพราะเขามาเฉลยทีหลัง นั่งกินข้าวอยู่บางที โทรศัพท์เข้าต้องไปทันทีเลย บางทีดูหนังอยู่ก็ต้องออกไป เพราะนายเรียก ตอนแรกทะเลาะกันไปบ้าง ตามความรู้สึกยังคิดว่า ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่แน่ๆ เลย เหมือนแบบเรายังไม่ไว้ใจเขาร้อยเปอร์เซ็นต์ คิดว่า งานเขาเป็นอย่างนี้หรือ คือ ถ้างานจริงๆ ไม่เป็นไร

สุดท้ายนายตำรวจหนุ่มพิสูจน์ให้ฝ่ายหญิงเห็นถึงการทำงานด้วยการพาเธอนั่งไปด้วยเวลาไล่ติดตามแกะรอยคนร้าย เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำเธอหมดข้อกังขา หรือสงสัยในตัวเขาเมื่อพูดว่า ไปทำงาน บ่มรักปรับเข้าหาดูใจกันนาน 3 ปี ถึงลงเอยด้วยการแต่งงาน เธอบอกว่า เขามาขอเพราะหาคนที่เข้าใจในงานของเขายาก  แต่เราเข้าใจ ประกับกับนิสัยเรา ไม่ใช่คนเรื่องเยอะ ออกจะแมนๆ อยู่แล้ว ใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวจนกำเนิดพยานรัก 2 คน คือ น้องชินบี-พลอยชมพู และน้องจีเดย์- ภาคิน

“การใช้ชีวิตแต่งงานถามว่า มีปัญหาหรือไม่ ก็จะมีอยู่แล้วในการใช้ชีวิตด้วยกัน แต่เขาก็จะสอน เหมียวได้เรียนรู้จากเขานะ คือ เวลาทะเลาะกันอย่าใช้เหตุผล เราควรใช้ความรักที่มีต่อกันมาคุยกันดีกว่า ถ้างัดกันด้วยเหตุผลก็พังแน่ๆ เหมียวเลยทำตามเขามาตลอด เขาสอนอะไรหลายๆ อย่าง อาจเพราะเหมียวอายุห่างจากเขา 6 ปี ความคิดและปัญหาย่อมมีอยู่แล้ว ก็ยอมรับตรงนี้ เพราะเวลามาใช้ชีวิตร่วมกัน เขาก็จะเป๊ะ มีระเบียบมาก เหมือนกับเหมียวได้เข้าค่ายยังไงอย่างนั้น” แม่บ้านสาวอธิบายภาพชีวิตครอบครัว

เธอยังบอกว่า ได้มุมมองหลายอย่างจากสามี เวลามีคนมาถามเราว่า เป็นแฟนตำรวจต้องทำตัวแบบไหน มีการจัดการอย่างไรกับเรื่องเวลา เวลาเจอพี่ๆ หรือมีน้องๆ ที่เป็นแฟนตำรวจมาปรึกษา  เราจะบอกให้คิดว่า ต้องเข้าใจกัน ไว้ใจกัน แค่มีสองอย่างนี้ชีวิตคู่จะรอด ที่สำคัญ ต้องอย่าใช้เหตุผลเวลาทะเลาะกัน ไม่พูดถึงเรื่องอารมณ์ ถ้าอารมณ์หมายถึงเวลาโมโหก็มีบ้าง อย่างเราทะเลาะกันส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับลูก หรือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับความคิดทัศนคติที่เราจะไม่ค่อยทันเขา เหมือนต้องมาปรับให้เข้ากันมากกว่า เถียงกันบ้าง อะไรกันบ้าง แต่สามีจะสอนว่าเสมอ อย่าใช้เหตุผลเวลาทะเลาะกัน เพราะเรามีเหตุผลของเรา เขาก็มีเหตุผลของเขา ก็จะไม่มีใครยอมใคร

ถึงกระนั้นก็ตาม รู้จักคบหากันมาเข้าปีที่ 8 ภรรยาสาวนายตำรวจหนุ่มเพิ่งรับรู้ถึงความเครียดเรื่องงานของสามีหลังมีคำสั่งโยกย้ายออกไปอยู่ภูธรเป็นครั้งแรก  “คืนวันมีคำสั่ง เขาอึ้งไปหมือนกัน เหมียวก็เห็นเขานิ่ง ไม่พูดอะไร เลยเดินเข้าไปจับมือเขา บอกว่า พี่เป็นห่วงใช่ไหม เป็นห่วงหนูกับลูกใช่ไหม เหมียวเองก็รวบรวมสติของตัวเองพักใหญ่ คิดว่าจะอยู่ยังไง เพราะไม่เคยแยกกันเลย เหมียวเลยบอกไปว่า พี่ไม่ได้ต้องห่วงหนูนะ หนูเลี้ยงดูลูกได้ พี่ทำงานไปเลย ถึงเวลาก็ค่อยกลับมา เหมือนกับเขาได้กำลังใจจากเรา ใจเขาฟูขึ้นมา”

แม่บ้านคนเก่งเล่าต่อว่า สามีคลายกังวลได้บ้าน ค่อยๆ หันมาคุยกับเรา รับว่า ไม่เคยไปอยู่ภูธรเลย และเป็นห่วงเรื่องรับส่งลูกจะทำกันอย่างไร เลยมานั่งคุยกัน ถือเป็นอีกประสบการณ์หนึ่งของชีวิตครอบครัวตำรวจที่ทำเอานอนไม่ได้ การแต่งตั้งโยกย้าย แต่เหมือนไม่ได้ย้ายแค่คนเดียว ทว่าสิ่งที่เรียนรู้ก็คือ เราต้องเป็นหลักให้ได้ในวันที่เขาไม่อยู่ดูแล ซึ่งก็พร้อมแล้ว หลังจากนอนคิดทั้งคืน

สะใภ้บ้านราชกิจเจริญระบายความรู้สึกว่า สามีจะเป็นอะไรที่คิดถึงครอบครัวมาก ถ้าว่างจะอยู่กับลูกตลอด เห่อลูกด้วย เราต้องพูดให้เขาผ่อนคลายไป เขาก็มานั่งขอบคุณเรา ทำให้เขาลดความกังวลอะไรบางอย่างลงไปได้ ถามว่า ทำไมไม่ย้ายครอบครัวตามไป เราทั้งคู่คิดแล้ว่า ลูกต้องเรียนที่กรุงเทพฯ ไม่อยากให้ต้องเปลี่ยนสภาพแวดล้อมบ่อย ๆ เพราะฉะนั้นเราเอาลูกเป็นหลักดีกว่า แต่เราต้องเป็นกำลังใจให้กันอย่างหนัก

“ งานตำรวจมันจะเครียดอยู่แล้วในแต่ละวัน  ไปเจอคดีอะไรมาอีกบ้างก็ไม่รู้  สิ่งหนึ่งที่เหมียวจะทำได้ในฐานะภรรยา คือ เป็นน้ำเย็นให้เขา จะไม่ถามว่า เขาเป็นอะไร แต่จะทำอาหารอร่อยๆ ให้เขา อันนี้คือ ทางออกของครอบครัวเรา เหมือนเวลาไม่เข้าใจกัน พอเขาหาย เขาก็จะมาขอบคุณ รู้สึกผิดก็จะมาขอโทษกัน มันก็จะทำให้ประคองชีวิตคู่ไปได้ แม้บางครั้งเหนื่อยนะ” คุณเหมียวทิ้งท้าย