ห้องโถงขนาดย่อม ซุกตัวอยู่ในชั้น 2  ของตึกแถวเก่าแก่ริมถนนสี่พระยา เนื้อที่จำกัดจึงค่อนข้างแออัด แต่คนทำงานไม่เคยคิดถึงสิ่งนั้น มีผนังปูนกั้นครึ่งหนึ่งตรงกึ่งกลาง ด้านซ้ายขวามีห้องทำงานแค่ 4 ห้อง ผ่านผนังปูนเข้าไปก็เจอโต๊ะยาวของหัวหน้าข่าวหน้า 1 มีห้องฝ่ายข่าวบันเทิงกับข่าวการเมืองอยู่ขวามือ…..นี่คือสภาพกองบรรณาธิการเดลินิวส์ในอดีต

เก้าอี้ผู้ช่วยหัวหน้าข่าวหน้า 1อยู่ด้านขวามือของโต๊ะหัวหน้าข่าวหน้า 1ผมนั่งอยู่ตรงนั้น    มีชีวิตอยู่กับการทำงานจะเรียกว่าหามรุ่งหามค่ำก็ไม่ผิดนัก แม้วันที่ไม่ได้เข้าเวรผมก็มาทำงาน    เพราะต้องเขียนคอลัมน์ “ต้อย ต้นโพธิ์” สัปดาห์ละ  6  วัน แถมฉบับวันอาทิตย์ผมยังมีภาระ    จัดทำ “ภาพเปรียบเทียบ” ที่หน้า  5

ภาพที่ว่านั้นเป็นอย่างไรหรือ

ก็แค่เอาภาพ 2  ภาพมาประกบกันแล้วบรรยายใต้ภาพ แต่มันไม่ง่ายอย่างนั้น

ผมมีภาพลูกสาวตัวเล็ก ๆ สองคนยืนคู่กัน สวมกระโปรงยาวกรอมขาถึงตาตุ่ม เมียผมถ่ายภาพนี้ที่เขาดินวนา มองแล้วเกิดความคิด น่าจะลงวันอาทิตย์ได้ แต่จะเอาภาพอะไรมาเปรียบเทียบ

บอกกับ “แสวง” พนักงานห้องมืดให้หาภาพนักร้องสาวถือไมค์ร้องเพลงอยู่ในชุดสั้นจู๋     จะเป็นกระโปรง หรือกางเกงก็ได้ สั้นชนิดเลยหัวเข่าขึ้นไปเกือบ  2  คืบ

วางภาพลูกสาวเป็นภาพแรกแล้วบรรยายใต้ภาพว่า “หนูเป็นเด็กต้องนุ่งยาว”

ส่วนนักร้องสาวเป็นภาพถัดไป พร้อมคำบรรยาย “น้าเป็นสาวต้องนุ่งสั้น”

ภาพเปรียบเทียบในลักษณะตัดกันอย่างนี้ มีประจำทุกวันอาทิตย์ที่ด้านล่างของหน้า  5

ผมมีหน้าที่รับข่าวเขียนข่าวอาชญากรรม ส่งให้หัวหน้าข่าวหน้า  1 อยู่ประมาณ 2 ปี     ซึมซับการทำงานของหัวหน้าข่าวทั้ง 3 คน “พี่ทัศน์ สนธิจิตร…..พี่สมาน คำพิมาน……พี่เติบโต   วิสุทธิศิริ” ที่ผมต้องหมุนเวียนเข้าเวรทำงานกับหัวหน้าข่าวทั้งสาม ซึ่งมีลีลาการ  “เข้าหน้า – พาดหัวข่าว” แตกต่างกันไป

แล้ววันหนึ่งในยุคของ “ประสิทธิ์ เหตระกูล” ผู้อำนวยการ….. “ประพันธ์ เหตระกูล”   บรรณาธิการ….. “ประภา เหตระกูล” ผู้จัดการ….. “ประทักษ์  เหตระกูล”  ฝ่ายยานพาหนะและจัดจำหน่าย …… “สุเทพ เหมือนประสิทธิเวช” หัวหน้ากองบรรณาธิการ

เมื่อหัวหน้าข่าวหน้า 1 ทั้งสามคนต่างโรยราไปตามกาลเวลา ผมก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าข่าวหน้า  1

ถามว่ารู้สึกอย่างไร จากนักข่าวบ้านนอกความรู้แค่มัธยมศึกษาใช้เวลาไม่กี่ปีในเมืองหลวง    ก้าวมายืนอยู่หัวแถวของหนังสือพิมพ์รายวันระดับยักษ์

ตอบอย่างจริงใจไม่ดัดจริต ก็ดีใจเป็นของธรรมดา ไม่ค่อยตื่นเต้น เพราะมั่นใจว่าวิทยายุทธ์ที่ฝึกปรือมา  ตัวเองสามารถเป็นหัวหน้าข่าวหน้า  1 ได้

เพียงแต่ต้องแบกภาระเพิ่มบนบ่าหลายอย่าง

ประการสำคัญที่สุด ต้องบริหารงานให้หนังสือพิมพ์ออกได้ตรงเวลา ตามเวลาของหนังสือพิมพ์กรอบเดียวที่จะออกสู่ตลาด

หัวหน้าข่าวหน้า  1  คัดเลือกข่าวทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นข่าวอาชญากรรม รองลงไปเป็นข่าวการเมือง ส่วนข่าวอื่น ๆ เศรษฐกิจ, บันเทิง, การศึกษา, ต่างประเทศ มีหน้าของตนอยู่ในฉบับ      นอกจากเป็นข่าวสำคัญจึงส่งให้หน้า  1

เดิมทีรูปแบบของหน้า   1 ที่เรียกว่า  “ดัมมี่” หัวหน้าข่าวหน้า  1 จะเป็นคนตีดัมมี่เอง     วางภาพและข่าวให้สวยงาม แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยสดสวย เพราะหัวหน้าข่าวไม่ชำนาญด้านศิลปกรรม สุดท้ายต้องให้ฝ่ายศิลป์เป็นคนตีดัมมี่ ทำให้ทุ่นเวลาการทำงานของหน้า  1

หัวหน้าข่าวหน้า 1 ต้องคำนวณความยาวของข่าวที่ส่งไปให้ช่างเรียง โดยมี “สถิตย์”   หัวหน้าช่างเรียงควบคุมอยู่ ถ้าข่าวใกล้เกินอัตรา สถิตจะมาบอกหัวหน้าข่าวว่า ข่าวจวนเกินแล้วนะพี่ และถ้าข่าวเกิน หัวหน้าข่าวก็มีหน้าที่หั่นส่วนเกินออกให้พอดีกับเนื้อที่

นอกจากพิจารณาข่าวใหญ่ข่าวรองแล้ว หัวหน้าข่าวหน้า  1 ยังต้องใช้พรสวรรค์เฉพาะตัว     ในการใช้อักษรพาดหัวตามจำนวนที่กำหนด อย่างเช่นหัวใหญ่เต็ม 8 คอลัมน์ 3แถวบนตัวเล็ก    แถวกลางตัวยักษ์ และแถวล่างตัวเล็ก แต่ละแถวมีกี่ตัว หัวหน้าข่าวต้องพิถีพิถันใช้ถ้อยคำให้ลงตัว     อักษรทั้ง 3 แถวต้องกลมกลืนไม่แน่น และไม่หลวมเกินไป ระวังสระอุ สระอู สระไอ สระโอเอาไว้ให้มาก พยายามหลีกเลี่ยงไว้ เพราะสระเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการพาดหัวอย่างยิ่ง

ส่งข่าวครบตามดัมมี่แล้ว หัวหน้าข่าวหน้า  1 ยังต้องเลือกภาพที่จะนำลง ห้องมืดจะอัดภาพขนาดเท่าฟิล์มของฟิล์มทุกม้วนมาให้หัวหน้าข่าวใช้กล้องส่องพระดูภาพขนาดเล็กนั้น เลือกภาพดีที่สุด สั่งห้องมืดอัดภาพตามขนาดที่ระยในดัมมี่ เขียนคำบรรยายภาพส่งให้ฝ่ายศิลป์ สมัยนั้นฝ่ายศิลป์จะเขียนคำบรรยายลงในภาพ

เสร็จสิ้นภารกิจปิดข่าวสุดท้ายไม่เกิน 5 ทุ่ม ต่อไปเป็นหน้าที่ของฝ่ายผลิต และฝ่ายจัดจำหน่าย ต้องผ่านกรรมวิธีเรียงพิมพ์ด้วยตัวตะกั่ว…. ตรวจปรู๊ฟ…..ทำเพลท

เมื่อแท่นพิมพ์เริ่มเดินเครื่อง หัวหน้าข่าวหน้า  1 ไปตรวจความเรียบร้อยอีกครั้ง ช่างแท่นจึงเร่งความเร็ว หนังสือพิมพ์ไหลจากแท่นซึ่งเป็นแผ่นใหญ่ “ช่างพับ” ที่นั่งเรียงลำดับอยู่ใกล้แท่น    รวบหนังสือพิมพ์แผ่นใหญ่ทำการ “กระทุ้ง” พอเสมอกันดีแล้วใช้ไม้ยาวกะทัดรัดประมาณ  1  คืบเป็นไม้แบนหนาแต่ไม่มีเหลี่ยม พับหนังสือพิมพ์ครึ่งหนึ่งแล้วกรีดซ้ำให้เรียบจากนั้นใช้ความชำนาญหยิบหนังสือพิมพ์ออกมาคลี่ทีละคู่ส่งต่อให้พนักงานอีกชุด ซึ่งนั่งเรียงรายเป็นแถวเป็นแนว      สอดหนังสือพิมพ์จนครบทุกหน้าเป็นฉบับสมบูรณ์

พนักงานอีกกลุ่มมีหน้าที่นับจำนวนตามที่ระบุไว้ในใบปะหน้าห่อจะส่งให้เอเย่นต์แต่ละร้านแต่ละจังหวัด ร้านละเท่าไหร่ มัดห่อเรียบร้อย แบกขึ้นรถตู้ พนักงานประจำรถจะเอาห่อหนังสือพิมพ์  สำหรับส่งให้จังหวัดปลายทางวางอยู่ด้านในสุด  ตามด้วยจังหวัดถัดมาตามลำดับ    เมื่อครบถ้วนไม่มีอะไรตกหล่น รถส่งหนังสือพิมพ์ก็ใส่เกียร์เดินหน้าลูกเดียว

ครับ กว่าจะถึงมือคนอ่าน แค่ขั้นตอนกรรมวิธีก็เหนื่อยแล้วละครับ ไม่เหมือนสมัยนี้เทคโนโลยีก้าวหน้า หนังสือพิมพ์ไหลจากแท่นออกมาเป็นฉบับ ไม่ต้องพับไม่ต้องสอด ทุกอย่างควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์

ผมไม่มีปัญหาในการทำหน้าที่หัวหน้าข่าวหน้า  1 และโชคดีมีผู้ช่วยหัวหน้าข่าวหน้า  1   เก่งมากหาตัวจับได้ยาก เขียนข่าวไม่มีที่ติ กะทัดรัดได้ใจความไม่เยิ่นเย้อ ชนิดที่ผมไม่ต้องตัด ต้องแก้ หรือต่อเติม แถมเชี่ยวชาญเรื่องตำรวจ แม่นยำทั้งยศ ชื่อ นามสกุล และตำแหน่ง

เขาชื่อ “สมบัติ คูณสมบัติ”  หรือ “จ่าเสี่ย” รู้จักกันดีในวงการ ร่างสันทัดสวมแว่นตา    มีน้ำเสียงเป็นเอกลักษณ์ ได้ยินเสียงก่อนเห็นตัวก็รู้ว่าเป็นจ่าเสี่ย

น่าจะเป็นตำรวจเก่า ผมไม่ได้ถามเขา รู้แต่ว่า เขาเกิดในครอบครัวตำรวจ พ่อเป็นจ่าอยู่โรงพักกลาง (พลับพลาไชย) พ่อตั้งชื่อเล่นว่า  “เสี่ย” เพราะตอนเขาเกิด พ่อถูกล็อตเตอรี่รางวัลใหญ่กลายเป็นเสี่ย  ถือว่าลูกคนนี้ให้โชคลาภ

จ่าเสี่ยมีน้องชายเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่ประสบความสำเร็จในวิชาชีพ “ประหยัด คูณสมบัติ” ระดับผู้บริหารของเดลินิวส์ปัจจุบัน ประหยัดมีชื่อเล่นว่า “เอี๋ยว”  มีชื่อนี้ เพราะพ่อให้มา     พ่อชอบมวยเป็นชีวิตจิตใจ ประหยัดเกิดมาในช่วงที่นักมวยเอก “กิมเอี๋ยว ศิษย์ผล” ดังเป็นพลุ        กิมเอี๋ยวเป็นนักมวยในดวงใจของพ่อ ชื่อเอี๋ยวจึงเหมาะกับลูกชายตัวน้อยอย่างยิ่ง

แต่ก็แปลก คนที่ชอบมวยชนิดเข้ากระดูกดำ ไม่ใช่เอี๋ยว กลับเป็นจ่าเสี่ย

อีกหนึ่งคนเก่งของเดลินิวส์สี่พระยา มะขามข้อเดียวพูดเสียงเหน่อ “เสนอ ถนัดสอน”    รีไรเตอร์ฝ่ายการเมือง ที่มี “ชะลอ อยู่เย็น” คนบางพลี สมุทรปราการเป็นหัวหน้าข่าว

เสนอมักเข้าเวรข่าวการเมืองตรงกับผม พอ 5  โมงเย็นผมให้จ่าเสี่ยดูแลข่าว ผมกับเสนอเดินเลาะใต้ชายคาตึกแถวสี่พระยามุ่งหน้าไปข้างโรงพักบางรัก มีร้านเล็ก ๆ  อยู่ตรงนั้น

เหล้าแบนโซดาสอง เนื้อย่างหนึ่งจาน ผมกับเสนอมีความสุขกับน้ำสีทอง กระดกใส่ปาก    ตามด้วยเนื้อย่างรสเลิศ ทั้งสองเข้าไปผสมกันในกระเพาะ หยิบซองบุหรี่เกล็ดทองออกจากกระเป๋า     เคาะออกมาหนึ่งมวนใส่ปาก จุดไฟแช็กพอลามปลายบุหรี่ สูดควันเข้าปอดอย่างไม่เกรงกลัวมะเร็ง    พ่นควันออกมาเล็กน้อยจะมีอะไรที่สุขล้ำยิ่งกว่านี้

พอมึน ๆ ไม่ถึงกับเมาโซเซแล้วเราก็เดินกลับสำนักงาน  ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัว

ครั้งหนึ่ง ผมเคยนอกใจฝ่ายอาชญากรรม มีข่าวซื้อเก้าอี้นายตำรวจระดับผู้กำกับการ    สมัยนั้นสนนราคาแค่  5 หมื่นบาท ต้นตออยู่ที่อยุธยา  ผมให้เสนอไปเจาะข่าวนี้แล้วก็ไม่ผิดหวัง      เสนอทำข่าวมาอย่างสมบูรณ์แบบทุกขั้นตอน มีตัวละครครบถ้วน เจรจากันอย่างไร จ่ายเงินกันที่ไหน จนกระทั่งมีการดำเนินคดีกับสีกากีผู้ทำผิด

เป็นสกู๊ปเจาะลึกละเอียดยิบของเดลินิวส์ฉบับเดียว

ทั้งจ่าเสี่ยและเสนอล่วงลับไปหลายปีแล้ว เหลือไว้แต่ตำนานที่ผมนำมาเล่าขานบางส่วน

ผมไปเคารพศพจ่าเสี่ยที่วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน กราบขออโหสิกรรมในสิ่งที่ผมล่วงเกินในอดีต

ตลอดเวลาที่ผมอยู่เดลินิวส์ ผมเก็บจ่าเสี่ยไว้ในตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าข่าวหน้า  1  ทั้ง ๆจ่าเสี่ยสมควรที่จะเติบโตขึ้นหัวหน้าข่าวหน้า 1 ผมขอสารภาพบาปต่อหน้าหีบศพ ผมหวงแหนคนขื่อ สมบัติ คูณสมบัติ เหมือนกับเป็นสมบัติของผมคนเดียว

ผมไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้บังคับบัญชาที่ดี ไม่ได้ส่งเสริมผู้ใต้บังคับบัญชาให้ก้าวหน้าตามวิถีทาง เพราะจ่าเสี่ยเป็นคนเก่งเป็นคนมีฝีมือที่ผม มันเป็นความผิดอย่างมหันต์ของผม

จ้องมองพิมพ์ดีดเก่าคร่ำคร่า อาวุธคู่มือของจ่าเสี่ยที่ครอบครัวเอามาวางหน้าหีบศพเป็นสัญลักษณ์

เกิดมโนเห็นสิบนิ้วจ่าเสี่ยประพรมอยู่บนแป้นพิมพ์ดีดเหมือนนักเปียโนผู้ยิ่งใหญ่ เสียงพิมพ์ดีดระรัวเป็นข้าวตอกแตกไม่ขาดระยะราวกับบทเพลงจากสวรรค์ กลายเป็นผลงานชิ้นแล้วชิ้นเล่า ช่วยรดน้ำพรวนดินให้เดลินิวส์เจริญเติบโตกระทั่งปัจจุบัน

สำหรับเสนอขาดการติดต่อกันนาน เพิ่งรู้ตอนหลังเสนอไปเป็นบรรณาธิการแนวหน้า    แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ผมไปเผาศพเสนอที่วัดจำชื่อไม่ได้อยู่ในจังหวัดปทุมธานี นอกจากญาติพี่น้องและผู้คนในละแวกนั้นที่รู้จักเขาไปร่วมกันส่งวิญญาณ

ก็มีผม พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก  และประหยัด คูณสมบัติเป็นแขกที่ไปด้วยใจรัก

ขอคารวะวิญญาณนักรบน้ำหมึก ที่ปราศจากเหรียญตรา “สมบัติ คูณสมบัติ – เสนอ   ถนัดสอน”