รั้งนั้นของ “เดลินิวส์” ตึกแถวทรงโบราณสองชั้นริมถนนสี่พระยา ตรงข้ามกรมสรรพสามิตเก่า ยังมีอาคารขนาดเล็กของกรมตั้งอยู่ มีลานกว้างที่เดลินิวส์อาศัยเป็นที่จอดรถส่งหนังสือพิมพ์ มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย

การสื่อสารระหว่างโต๊ะข่าวหน้า 1 กับรถตระเวนข่าวอาชญากรรม ในยุคที่ไม่มีแพคลิ้งค์     ไม่มีโทรศัพท์มือถือจึงมีวิธีเดียวคือ นักข่าวทั้ง 3 สาย (น.เหนือ น.ใต้ และ น.ธนฯ)เมื่อไปถึงโรงพักไหนให้โทรศัพท์เข้ามาที่โต๊ะข่าวหน้า 1 ทุกครั้งทุกโรงพักเพื่อรับคำสั่งการติดตามข่าวจากหัวหน้าข่าวหน้า 1 และผู้ช่วยหัวหน้าข่าวหน้า 1

กองบรรณาธิการมีวิทยุสื่อสารอยู่เครื่องเดียว รับฟังคลื่น “ผ่านฟ้า”  ของตำรวจรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเขตนครบาล ผู้ช่วยหัวหน้าข่าวหน้า  1 จะบันทึกเหตุการณ์แล้วสั่งงานเมื่อนักข่าวแต่ละสายโทรศัพท์เข้ามา

ตอนที่ผมเป็นผู้ช่วยหัวหน้าข่าวหน้า 1 ต้องศึกษาและจดจำรหัสเรียกขานเท่าที่จำเป็น   สามารถติดต่อสั่งงานกับรถตระเวนข่าวได้ อย่างเช่น

ว. 5 เป็นความลับ, ว. 9 มีเหตุฉุกเฉิน, ว. 19 อยู่ในภาวะคับขัน ถูกยึดหรือถูกโจมตี,   ว. 20  ตรวจค้น ค้นหา ตรวจสอบ,  ว. 25 ขอทราบที่หมาย, ว. 29 มีราชการ มีธุระ, ว. 30 ขอทราบจำนวนคน สิ่งของ อาวุธ ว. 610   คิดถึง

รหัส ว. 5  ดังสุดขีด ในสมัยรัฐบาล  “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”เหตุเกิดที่โรงแรมโฟร์ซีซั่น    ราชดำริ เมื่อนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย “ยิ่งลักษณ์” นางสาวลูกหนึ่ง สร้างพฤติกรรมใหสังคมสงสัย….. สร.1ไป ว.5 ที่นั่นทำไม

อย่างที่เคยเล่าไปแล้ว บรรดาสมุนไทยรักไทยดาหน้าออกมาแก้ตัวให้เจ้าแม่นายทุนของพวกเขา แต่ไม่มีเกินหน้าท่าน ส.ส.จิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีตนักข่าวโทรทัศน์สายยานยนต์ ท่านพูดชัดถ้อยชัดคำและชัดเจน

“โฟร์ซีชั่นไม่ใช่โรงแรมม่านรูด”

ว. 5 ที่โฟร์ซีซั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบของคนชื่อ “เอกยุทธ อัญชันบุตร” บังเอิญไปนั่งอยู่ในล็อบบี้โฟร์ซีซั่นแล้วเอาเรื่องนี้มาปูดเลยทำให้ ว. 5ไม่เป็น ว. 5 กลายเป็นเหตุ  241

ฟังวิทยุสื่อสารคลื่นผ่านฟ้า ยังต้องจำตัวเลขรายงานแจ้งเหตุการณ์ด้วย

เหตุ 100  ประทุษร้ายต่อทรัพย์สิน, 110 เกี่ยวกับทรัพย์, 111 ลักทรัพย์, 121 วิ่งราวทรัพย์, 131 ชิงทรัพย์, 141 ปล้นทรัพย์,   200  ทะเลาะวิวาท,   241 ฆ่าคนตาย,  300 การพนัน, 510 วัตถุต้องสงสัยเกี่ยวกับระเบิด

แม้ไม่ได้เข้าเวรหัวหน้าข่าว  นั่งที่โต๊ะทำงานผมเองก็ต้องคอยเงี่ยหูฟังวิทยุสื่อสาร แต่ถ้าอยู่นอกที่ทำงานจะไม่รู้เหตุการณ์อะไรเลย

ฟังวิทยุสื่อสารของโรงพิมพ์มานาน พอดี “เฮียโก” โกวิท สีตลายัน ซึ่งตอนนั้นผันตัวเองจากยักษ์ใหญ่สีเขียวมาอยู่ชายคายักษ์เล็กสีบานเย็นจะไปเที่ยวญี่ปุ่น ผมเอ่ยปากฝากเฮียโกช่วยซื้อวิทยุสื่อสารขนาดเล็กมาด้วย ราคาเท่าไหร่ค่อยจ่ายภายหลัง ผมจะเอาไว้ฟังที่บ้าน

เฮียโกกลับจากย่ำญี่ปุ่น หิ้ววิทยุสื่อสารยี่ห้อ  “โซนี่” สีดำ รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าทรงสูง    ขนาดกะทัดรัดชนิดตั้งโต๊ะ ถ้าพกพาไปไหนต่อไหนต้องใช้หิ้วหรือสะพาย นอกจากรับคลื่นวิทยุตำรวจได้หลายคลื่นยังฟังเพลงฟังข่าวจากสถานีวิทยุทั้ง เอ.เอ็ม. และ เอฟ.เอ็ม.ได้ด้วย

ผมถามราคาเพื่อจ่ายเงิน เฮียโกบอกให้เป็นของขวัญของฝาก ผมยกมือไหว้ขอบคุณ    และวันนี้ต้องยกมือไหว้วิญญาณเฮียโกที่รักษาของขวัญของเฮียไม่ได้ เมื่อผมย้ายบ้านมาอยู่ อ.ปากเกร็ด โซนี่เครื่องนั้นมันเสีย  นักข่าวท้องถิ่นเมืองนนท์ 3 คนมากินเหล้าที่บ้านผม คนหนึ่งอาสาเอาโซนี่ไปซ่อมให้ จากวันนั้นจนวันนี้ นักข่าวคนนั้นไม่โผล่หน้ามาให้เห็น เขาหายไปพร้อมโซนี่ที่ผมทนุถนอม เพราะเป็นสิ่งของที่คนเคารพนับถือเขาให้มาด้วยใจ ผมไม่รู้ชื่อเขาและไม่รู้จักมาก่อน    เพียงแต่นักข่าวท้องถิ่นคนหนึ่งที่ผมคุ้นเคยพามาที่บ้าน

ต่อมามิช้ามินาน รถตระเวนข่าวอาชญากรรมของไทยรัฐก้าวหน้าไปอีกขั้นด้วยการติดวิทยุสื่อสารกับรถทุกคัน ความสะดวกในการทำงานย่อมเพิ่มขึ้น รับทราบเหตุอย่างฉับพลัน ไม่ต้องรอฟังคำสั่งจากหัวหน้าข่าว บึ่งไปที่เกิดเหตุได้ทันที และสามารถติดต่อกับโต๊ะข่าวหน้า  1 ได้ทุกเวลา

แต่รถตระเวนข่าวของเดลินิวส์ไม่มี ผมเป็นหัวหน้าข่าวอาชญากรรมคงนิ่งเฉยไม่ได้

ตรงนี้เคยเล่าไปแล้วในตอนแรก ๆ  ขอฉายหนังซ้ำอีกครั้ง

เอาเรื่องนี้ไปปรึกษากับ “ประทักษ์   เหตระกูล” ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลยานพาหนะของเดลินิวส์ อธิบายถึงความจำเป็น  เพราะเราต้องแข่งต้องสู้กับไทยรัฐ เราไม่ต้องการเป็นยักษ์ใหญ่    แต่ก็ไม่ปรารถนาเป็นยักษ์ง่อย

ครั้งแรกประทักษ์อิดเอื้อน อ้างว่าต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อย

ผมพูดประโยคเดียว ไม่ติดก็ไม่เป็นไรผมไม่เดือดร้อน แต่การทำงานมันจะอยู่ในสภาพเดิม แต่ถ้าติดก็จะเพิ่มประสิทธิภาพ และวิทยุสื่อสารทุกเครื่อง มันก็เป็นสมบัติของเดลินิวส์     ไม่ใช่สมบัติของผม

ลูกคนสุดท้องของประมุขเดลินิวส์  หน้าตึงอีกครั้งหลังจากครั้งแรกที่เขาตัดพ้อต่อว่า     ทำไมผมไม่บอกเขาเรื่องคอลัมนิสต์เดลินิวส์คนหนึ่ง มีพฤติการณ์รีดไถ ผมตอบไปว่ามันไม่ใช่หน้าที่ของผมที่ต้องรายงานพฤติกรรมของใครต่อใคร

แต่ในที่สุด รถตระเวนข่าวอาชญากรรมของเดลินิวส์ก็มีวิทยุสื่อสารประจำรถทุกคัน โดยที่ผมไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวในทุกขั้นตอนของการติดตั้ง

นอกจากรถตระเวนข่าวอาชญากรรม ผมในฐานะหัวหน้าข่าวอาชญากรรม มีส่วนร่วมในการบังคับบัญชาดูแลการทำงานของคนขับ ยังมีรถประจำกองบรรณาธิการทุกวันอีกหนึ่งคัน   ที่ผมต้องรับผิดชอบโดยปริยาย  ทั้ง ๆ ไม่มีใครแต่งตั้ง

รถกอง บก.ที่เรียกกันนั้น เป็นรถเอนกประสงค์ในการใช้สอยของกองบรรณาธิการ สุดแล้วแต่การใช้งาน รับส่งเอกสารก็ได้  เป็นรถสนับสนุนการทำข่าวเป็นกรณีพิเศษก้ได้ และประการสำคัญ มีหน้าที่ไปส่งหัวหน้าข่าวหน้า  1 กลับบ้านหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจเข้าเวร

ผมมีสมุดเล่มหนึ่งสำหรับคนขับรถกอง บก. บันทึกวันเวลาในการปฏิบัติงาน รถออกจากโรงพิมพ์กี่โมง กลับกี่โมง ไปกับใครและไปทำอะไรที่ไหน

หัวหน้าข่าวหน้า  1 มาบอกผมว่า เมื่อคืนเขาออกจากเวรจะกลับบ้าน ไม่มีรถกอง บก.   เขาต้องนั่งแท็กซี่กลับ  ผมเปิดสมุดรายงานเล่มนั้นพบว่า คนขับไปส่งหัวหน้าข่าวหน้า  1 อีกคน    แต่ไม่มีบันทึกเวลากลับโรงพิมพ์

เรียกคนขับมาสอบถามได้ความว่า ไปส่งหัวหน้าข่าวคนนั้นที่จังหวัดสระบุรีเป็นการออกนอกเส้นทางโดยไม่ได้รับอนุญาต ผมทำเรื่องส่งให้ “ประทักษ์ เหตระกูล” สุดแล้วแต่จะลงโทษคนขับรถอย่างไร

อีกด้านหนึ่งผมทำรายงานถึงพี่เทพสิงโต “สุเทพ เหมือนประสิทธิเวช” กรณีเหตุที่เกิดขึ้น    เพราะมันทำให้ระบบการทำงานขัดข้อง

หัวหน้าข่าวคนที่เอารถกอง บก.ไปสระบุรีโดยพลการเป็นเพื่อนผมเอง เคยหาข่าวที่ลพบุรีด้วยกัน ผมรู้ทั้งฝีมือและเรื่องส่วนตัว

ก่อนหน้าที่เพื่อนคนนี้จะเข้าเดลินิวส์  “พี่เทพสิงโต” บอกผมว่า ไปพบเพื่อนผมที่ขอนแก่นกำลังว่างงานจะเอามาเสริมทัพที่เดลินิวส์ดีไหม  ผมตอบว่าเพื่อนผมมีความสามารถสูงในการทำงาน ผมรู้ฝีมือดีและเห็นด้วย แต่ถ้าพี่เทพสิงโตเอามาจริง พี่ต้องดูแลเรื่องอื่น ๆ ที่พี่รู้ดีเอาเอง

สำหรับการรายงานเหตุที่ไม่ปกติ แม้หัวหน้าข่าวหน้า  1  คนนั้นจะไม่ใช่เพื่อนผม ผมก็ต้องทำ ส่วนคนที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ นินทาผมลับหลังว่าผมเป็น “จอมรายงาน”

ไม่ปฏิเสธครับ ผมทำรายงานถึงพี่เทพสิงโตหลายฉบับ แต่เป็นงานเกี่ยวกับสายอาชญากรรม ใครตกข่าวผมเรียกมาสอบถามแล้วรายงานหัวหน้ากองบรรณาธิการให้พี่เทพสิงโตจัดการลงโทษ หรือถ้าใครได้ข่าวพิเศษเหนือกว่าฉบับอื่น ผมรายงานถึงพี่เทพสิงโตพิจารณาให้รางวัลเป็นกำลังใจ เน้นกำลังใจนั้นเป็นเงินจำนวนหนึ่งไม่มากไม่น้อยไม่ใช่คำชมเชยซึ่งกินไม่ได้ดมไม่ได้และกอดไม่ได้

แม้เดลินิวส์จะยกเลิกเงินโบนัสกลางปี แต่ทุกชีวิตใต้ชายคาสีบานเย็นฃยังทำงานอย่างสนุกมีความสุขไม่ย่อท้อย่อย่น โดยเฉพาะกองบรรณาธิการที่มีหัวหน้าระดับเซียนเรียกพี่อย่าง “สุเทพ   เหมือนประสิทธิเวช” นำทัพ

นอกจากนั้น หัวหน้าข่าวทุกสายงานก็ล้วนแต่ระดับยอดฝีมือ อย่างข่าวการเมืองก็แข็งโป๊ก   จาก  “สว่าง ลานเหลือ” ไปถึง“ชลอ  อยู่เย็น” “วิภา สุขกิจ”  “สมชาย ฤกษ์ดี” รวมทั้งคอลัมนิสต์อย่าง “สิงโตฮึ่มฮึ่ม” “ชมพู ชูพวง” “รามสูร”  “ไก่อ่อน” “ปรีชา สามัคคีธรรม” “กระเบนธง”  “เปลว  สีเงิน” “ใหญ่ ท่าไม้” และการ์ตูนนิสต์ “ชัย   ราชวัตร”

สกู๊ปข่าวเด็ด ๆ ออกมาเป็นระลอก ข่าวพระราชาคณะรูปหนึ่งพัวพันกับขบวนการนำรถเบนซ์เถื่อนหนีภาษีกำลังฮือฮาในทุกวงการ มีเดลินิวส์ฉบับเดียวเท่านั้นที่กล้าเปิดโปง

และแล้ววันนั้นก็มาถึง วันที่เดลินิวส์ถูกสั่งปิด ถ้าจำไม่ผิด วันที่  30 กันยายน 2521 มีคนไปแจ้งความกับตำรวจ สน.บางรักว่าเดลินิวส์หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ อันเนื่องมาจากคอลัมน์สังคมภูมิภาค คนเขียนเอาภาษิตฝรั่งเกี่ยวกับ  “ผู้ปกครองประเทศ” มาตบท้ายเป็นข้อความพาดพิงถึงสถาบันเบื้องสูง

น่าจะเป็น  “ชัย ราชวัตร” ที่อ่านเจอข้อความนี้ หลังจากหนังสือพิมพ์ออกจากแท่นไปหมื่นกว่าฉบับจึงมีการหยุดแท่นแล้วล้อมกรอบ “ขอพระราชทานอภัยโทษ” ในหนังสือพิมพ์ทันที

แท่นพิมพ์เดินเครื่องได้ครู่เดียวก็มีหนังสือจากกระทรวงมหาดไทยสั่งปิดหนังสือพิมพ์เดลินิวส์เป็นเวลา 15  วันเป็นอันต้องหยุดพิมพ์ทันที ตรวจสอบคนที่ไปแจ้งความแล้ว เราก็รู้ว่าเป็นลูกน้องของพระราชาคณะรูปนั้น พระคุณเจ้าแน่จริง ๆ อ่านเดลินิวส์ทุกตัวอักษร โดยเฉพาะคอลัมน์สังคมที่มีโอกาสเจอข้อหาหมิ่นประมาทได้ง่ายที่สุด

เจ้าของคดีคือ “ร้อยตำรวจโทวันชัย ศรีนวลนัด” รอง  สวส.สน.บางรัก นรต.รุ่น 26    รุ่นเดียวกับ “ทักษิณ ชินวัตร” กำลังหนุ่มฟ้อและหล่อเฟี้ยว

เดลินิวส์ก็ส่งสาวโสดสวยสดไปประสานงานกับตำรวจในฐานะเป็นผู้ต้องหา “ประภา เหตระกูล” ตำแหน่งผู้จัดการเดลินิวส์ เธอขึ้นลงโรงพักบางรักหลายครั้ง แน่ละระหว่างสอบปากคำก็ต้องมีการสบตากัน และสายตาคือสื่อบ่งบอกความในใจ

โชคดีของนายห้างเดลินิวส์ “แสง เหตระกูล” มีลูกชายเป็นนายตำรวจใหญ่ “พลตำรวจตรี ประเสริฐ เหตระกูล” ยังได้ลูกเขยเป็นตำรวจอีกคน “วันชัย   ศรีนวลนัด” ซึ่งเกษียณอายุยศพลตำรวจเอก

อีกด้านหนึ่งนั้น “เจ๊วิภา สุขกิจ” กับ “ประหยัด  คูณสมบัติ” ไปติดต่อประสานกับปลัดกระทรวงมหาดไทย “ชลอ   วนะภูติ” อธิบายความจริงและความจำเป็นของธุรกิจหนังสือพิมพ์ให้ทราบ รวมทั้งยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

แท่นพิมพ์เดลินิวส์จึงได้เดินเครื่องตามปกติตราบจนทุกวันนี้

ขออนุญาตผู้อ่านครับ “COP’S”  ฉบับที่แล้วเป็นตอนที่  20 ไม่ใช่ตอนที่  19  ที่ปรากฏอยู่ ต้องขออภัย เป็นตอนที่ผมหงุดหงิดกับสื่อมวลชนทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ มักจะผิดพลาดในเรื่องยศเรื่องตำแหน่งของทหารและตำรวจ เรียกกันผิด ๆ  และเขียนกันผิด ๆ ก็นี่แหละครับ “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” ท่านถึงให้สื่อไปปฏิรูปตัวเองก่อนที่จะมาปฏิรูปนายกรัฐมนตรี

มาตอนนี้ผมหงุดหงิดอีกแล้วครับ ทั้งหงุดหงิดและอึดอัดเรื่องตำรวจ

ตำรวจยุคที่หัวแถวเป็นเศรษฐีร้อยล้าน ผบ.ตร.  “พลตำรวจเอกสมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง”    มีทรัพย์สินกว่า  355   ล้านบาท และรอง  ผบ.ตร. “พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา” ขาดไม่กี่ล้านก็ขึ้นหลักพันล้านบาท ท่านจะรวยล้นฟ้าคับดินมาแต่ปางไหน เป็นเรื่องของท่าน แต่หงุดหงิดเรื่องนี้ครับ

ก่อนหวยออกวันที่  16  ตุลาคม  2557 ชาวบ้านทั่วประเทศหัวปักหัวปำกับเลข  92  และ 96  แห่ซื้อหวยใต้ดินชนิดที่เจ้ามือไม่กล้ารับแทง แห่ซื้อลอตเตอรี่คู่ละ 120 บาทจนเกลี้ยงตลาด มันเป็นตัวเลขที่ “พลตำรวจตรี นิธิพัฒน์ พัฒนถาบุตร” นรต.37 ผู้บังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค 5  ท่านสถาปนาตัวเองเป็น  “อาจารย์ใบ้หวย” ให้ไว้

สาเหตุที่ชาวบ้านหลงเชื่อเพราะก่อนหน้านี้ มีข่าว “นายปรีดา พัฒนถาบุตร”อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พ่อนายพลนิธิพัฒน์ ซึ่งมีนายตำรวจติดตามชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร”    ถูกลอตเตอรี่รางวัลเลขท้าย  2  ตัวติด ๆ กันหลายงวด งวดละหลายร้อยคู่

แล้วเป็นยังไงครับงวดนี้ เลขท้าย 2 ตัวล่าง ออก  94 สลบกันเป็นแถว

นายพลนิธิพัฒน์ยังมีหน้าออกมาโว พ่อตัวเองถูกล็อตเตอรี่งวดนี้ได้เงินมา  2  แสนกว่าบาท  เพราะนายปรีดากว้านซื้อเลขท้าย  90 – 99  เลยถูก  94  ถึง  124  คู่

มันไม่ผิดกฎหมายหรอกครับ แต่มันผิดจรรยาบรรณอย่างไม่น่าให้อภัย ผมไม่เห็นสีกากีระดับหัวแถวเศรษฐีร้อยล้านพันล้านคนไหน พูดถึงเรื่องนี้ หรือว่ากำลังคิดจะเพิ่มตำแหน่ง   “อาจารย์ใบ้หวย” ประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

อีกแนวทางหนึ่งนั้น “สมหมาย ภาษี” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้องเปลี่ยนตัวผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลให้ “พล.ต.ต.นิธิพัฒน์ พัฒนถาบุตร” เป็นผู้อำนวยการแทน “พลตรีฉลองรัฐ นาคอาทิตย์” เสียแต่บัดนี้

เพื่อส่งเสริมประชาชนให้ซื้อลอตเตอรี่คู่ละ  120  บาท   โดยไม่เกี่ยงงอน.