“เออ..มึงไปก่อนเถอะ กูเพิ่งมาอยู่ใหม่ ทำอะไรไม่เป็น แต่จะเอาอะไร บอกมาแล้วกัน…..”

ชลอตอบแบ่งรับแบ่งสู้  หลังได้ยินสารวัตรประเทศไทยผู้ยิ่งใหญ่ ชักชวนให้เข้ากับฝ่ายยึดอำนาจ ที่จะเริ่มปฏิบัติการในเช้ามืดวันรุ่งขึ้น

2 นายตำรวจคนดังแห่งกองปราบฯพูดคุยกันเรื่องการบ้านการเมืองอยู่ประมาณ 5 นาที ร้อยตำรวจเอกเฉลิมก็ขอตัวออกจากห้องเพื่อไปร่วมกับคณะปฎิวัติงานใหญ่ในวันรุ่งขึ้น

สำหรับ ชลอ ก่อนหน้านี้ เขาพอรู้ข่าวปฏิวัติมาบ้าง ไม่ว่่าจะมาจากตัวผู้บังคับการกองปราบ พลตำรวจตรีสงวน คล่องใจ เอง ระยะหลังๆ ชอบเปิดเพลงปลุกใจฟังอยู่ภายในห้องทำงาน อารมณ์ครึ้มๆก็เดินไปห้องนักข่าวประจำกองปราบฯ เรียกเหยี่ยวข่าวแต่ละสำนัก ออกมาพูดคุยถึงสถานการณ์บ้านเมืองที่อึมครึม ความระส่ำระสาย และความแตกแยกของกลุ่มพรรคการเมืองในรัฐบาลที่ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี

เท่าที่ชลอรู้ กระแสข่าวปฏิวัติ มาจากความไม่พอใจในตัวพลเอกเปรม ของกลุ่มนายทหารหนุ่ม จปร.รุ่น 7 ที่เรียกตัวเองว่า กลุ่่มยังเติร์ก ทั้งๆที่เป็นกลุ่่มที่กดดันพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์  พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แล้วผลักดันให้พลเอกเปรม ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอยู่ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 16 ของประเทศไทย โดยนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการทหารบกควบคู่ไปด้วย

ส่วนสาเหตุ  ชลอถามไถ่ข่าวสารจากกลุ่มเพื่อนทหารที่เรียนโรงเรียนเตรียมนายร้อยมาด้วยกัน ได้ความว่า เป็นเพราะพลเอกเปรม  ไปให้ความสำคัญ ไปให้ความไว้วางใจกับนายทหารกลุ่ม จปร.5 จนทำให้ดุลอำนาจของ จปร.7 หรือกลุ่มยังเติร์ก ต้องถดถอย

ประกอบกับพลเอกสัณห์ จิตรปฎิมา รองผู้บัญชาการทหารบก หมดสิทธิขึ้นคุมกองทัพ เพราะพลเอกเปรม ต่ออายุราชการในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกไปอีก  เลยเป็นสองแรงบวกในการหาทางยึดอำนาจคืนจากพลเอกเปรมในครั้งนี้

นายตำรวจมือปราบมาเฟียไบคาน นั่งดูข่าวบ้านการเมืองจากโทรทัศน์ช่องต่างๆอยู่ในห้องทำงานอีกครู่ใหญ่ จึงเดินออกไปเรียก จ่าตั๋น-จ่าสิบตำรวจทนงศักดิ์ แจ่มแจ้ง และ จ่ายะ-จ่าสิบตำรวจวิริยะ คุ้มรัตน์ 2 นายตำรวจหน้าห้อง ให้เตรียมรถกลับบ้านพักที่หมู่บ้านปัฐวิกรณ์ ย่านบึงกุ่ม

ระหว่างรถเบนซ์คันโตของชลอ วิ่งออกประตูกองปราบปรามสามยอด เขาสังเกตเห็นพลรักษาการณ์มีจำนวนมากกว่าทุกวัน ซ้ำอาวุธประจำกายยังเปลี่ยนจากปืนยาว มาเป็นปืนกลอูซี่ ปืนประจำหน่วย และยังมีลวดหนามหีบเพลงวางอยู่ในซอกทางเดินข้างประตูทั้ง 2 ข้างด้วย

จ่ายะ ที่นั่งอยู่เบาะหน้าข้าง จ่าตั๋นที่ทำหน้าที่ขับรถหันมาบอกนายตำรวจผู้บังคับบัญชา

“นาย…ที่คอมมานโด โชคชัย 4 เขาป้องกันมากกว่านี้อีก ดูท่าจะเอาแน่วันสองวันนี้ เพราะผู้การหงวน มีคำสั่งมาแล้ว ให้คอมมานโดทุกนายพร้อมในที่ตั้ง ห้ามลา ห้ามขาด ห้ามป่วย ห้ามตาย ขนาดนักข่าวยังหายไปกันหมด” พูดเสร็จ จ่ายะ หัวเราะเอิ๊กอ๊าก

ชลออมยิ้ม พอใจที่ลูกน้องติดตามข่าวสถานการณ์บ้านเมืองแบบมีไหวแวว ก่อนกล่าวตอบ

“เออ…กูก็ว่างั้น ไอ้ตั๋น…..เดี๋ยวมึงขับรถวนไปทางเกียกกาย ออกสนามเสือป่า ดูพวกทหารเขาทำอะไรกันดีกว่า

เกือบ 5 ทุ่มแล้ว ถนนในกรุงเทพฯยังมีรถวิ่งกันพอสมควร รถเบนซ์สีน้ำเงินคันใหญ่ของรองผู้บังคับการกองปราบปราม วิ่งผ่านหน่วยทหารตามเส้นทางที่ส่วนใหญ่เป็นหน่วยกำลัง มีนายทหาร จปร.7 คุมขุมกำลังสำคัญอยู่ทั้งสิ้น

ทุกอย่างยังคงเงียบสงัด มีรถสายตรวจตำรวจท้องที่เปิดไฟวับวาบวิ่งผ่านไปมาเป็นระยะ แต่ไร้การตั้งด่านตรวจของตำรวจทั้งสิ้น
———————————————————————————
เช้ามืดวันที่ 1 เมษายน พุทธศักราช 2524

พลเอกสัณห์ จิตรปฏิมา นำคณะนายทหารหนุ่ม ยังเติร์ก  คุมกำลังทหารกว่า 30 กองพัน เริ่มทำการรัฐประหาร ด้วยการนำรถถัง รถจี๊ปสิงห์ทะเลทรายติดปืนกล ออกไปยึดหน่วยสำคัญๆทางราชการต่างๆ โดยเฉพาะกรมประชาสัมพันธ์
พร้อมออกแถลงการณ์ ทางโทรทัศน์ และวิทยุ เรียกนายทหาร นายตำรวจ ข้าราชการ ชั้นผู้ใหญ่ เข้ารายงานตัวกับคณะผู้ก่อการ ที่สนามเสือป่า ตามาด้วยแถลงการณ์สั่งปลดพลเอกเปรม ออกจากนายกรัฐมนตรี และทุกตำแหน่ง

ท่ามกลางความงงงันของกลุ่มบุคคลหลายฝ่ายว่าเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องโจ๊ก เพราะวันที่ 1 เมษายน ทางฝรั่งเขาเรียกกัน April Fool’s Day หรือวันโกหกเดือนเมษายน

ชลอ  รู้ว่านี่คือเรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องโกหก เพียงแต่เขารอดูสถานการณ์บางอย่างว่าจะทำอย่างไรดี
รวดเร็วตามสไตล์ หลังการตัดสินใจ เขาออกจากบ้านขับรถเข้ากองปราบปราม สามยอด ไปตั้งหลักอยู่ที่นั่น

ถึงที่ตั้ง ท่ามกลางตำรวจกองปราบฯ ชลอเดินก้าวเท้าฉับๆเข้าห้อง เปิดโทรทัศน์ วิทยุ ดู และฟังแถลงการณ์จากคณะปฏิวัติ พร้อมโทรศัพท์เช็กข่าวจากเพื่อนฝูงนายทหารนายตำรวจ ทั้งรุ่นพี่รุ่นน้อง และรุ่นเดียวกัน

หลายสายยืนยัน มีนายทหารคณะก่อการส่วนหนึ่ง ตามจับพลเอกเปรม แต่พลเอกเปรม หนีรอดไปได้ ชนิดกระโดดออกจากทางหน้าต่างได้หวุดหวิด ก่อนถูกทหารชุดรักษาความปลอดภัยประจำตัว พาขึ้นรถกลับถิ่นเก่า  กองทัพภาคที่ 2  จังหวัดนครราชสีมา พร้อมตั้งกองบัญชาการต่อต้านคณะปฏิวัติขึ้นที่ค่ายสุรสิงหนาถ ทันที

บ่ายโมงกว่าแล้ว ชลอเดินลงไปดูความเคลื่อนไหวที่หน้ากองปราบปราม เห็นร้อยตำรวจเอกเฉลิม 1 ในคณะผู้ก่อการ เดินสั่งการเสียงดังฟังชัดประสาทหารเก่า ให้ตำรวจลูกน้องช่วยกันยกข้าวห่อหลายถุงใหญ่ เพื่อนำไปแจกจ่ายบรรดาผู้ร่วมก่อการ ที่ตั้งกองบัญชาการอยู่ที่กองพล 1 รักษาพระองค์

สารวัตรประเทศไทย เหลือบมาเห็นรองผู้บังคับการกองปราบ เฉลิม ยกมือตะเบ๊ะทำความเคารพ พร้อมกับยิ้มให้ชลอ ก่อนขึ้นรถออกไป ส่วนชลอ หลังจากเดินคุยกับเพื่อนและน้องๆตำรวจแล้้ว เขากลับขึ้นไปที่ห้องทำงานชั้น 3 ตามเดิม
เพียงแค่หย่อนก้นลงนั่งเก้าอี้ เสียงโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างโต๊ะดังขึ้น

กริ๊งงงงงงงงง……….

แค่กริ๊งแรก ชลอหยิบหูโทรศัพท์รับสาย กรอกเสียง

“ฮัลโหล…….ผมพันตำรวจเอกชลอ เกิดเทศ พูดสายครับ…..”

“เฮ้ย…เพื่อนลอ นี่ นิกร โว้ย….”

“เออ..ว่าไง เป็นไงบ้าง สถานการณ์ตอนนี้…….”

ชลอตอบรับ หลังจำได้ว่าเป็นเสียง พันตำรวจเอกนิกร จุณณวัตต์ เพื่อนนักเรียนนายร้อยตำรวจสามพรานรุ่นเดียวกัน ที่ตอนนี้เป็นตำรวจ สังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล

“มึงช่วยเช็กข่าวหน่อย มึงมันกว้าง เขาว่าในหลวง พระราชินี เสด็จประทับโคราชแล้ว จริงหรือเปล่าวะ พวกกูทางนี้เช็กไม่ได้  บช.น.ตอนนี้ยังไม่รู้ใครเป็นใคร มึงช่วยหน่อยวะ จะได้เอาไว้ประกอบการตัดสินใจ…..”

“ได้สิเพื่อน…”

นายตำรวจหนุ่มรับคำทันที หลังรู้วัตถุประสงค์ เพราะมันเป็นสิ่งที่เขาอยากรู้มาตั้งแต่แรกเช่นกัน

ชลอหมุนโทรศัพท์ไปยังเลขหมายสำคัญเลขหมายหนึ่ง เขารอจนมีเสียงตอบรับจากปลายสาย

“สวัสดีครับ…… ผม สิบตำรวจเอก คมสัน สิบเวรกองบินตำรวจ รับสายครับ….”

“ช่วยต่อ พันตำรวจโท เจษฎางค์ พรหมสาขา ณ สกลนคร บอกพันตำรวจเอกชลอ รองผู้การกองปราบฯขอพูดสาย………”

เจษฎางค์ เป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง ในสมเด็จย่า และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ที่ชลอ รู้จักมักคุ้น สมัยที่ยังเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดตาก เพราะทุกปี สมเด็จย่า จะแปรพระราชฐานไปประทับที่เขื่อนภูมิพลเป็นประจำทุกปี โดยมีนายตำรวจผู้นี้ขับเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งถวาย

“ครับนาย…. รอสักครู่ครับ ผมต่อสายภายในให้”

สิบเวรกองบิน พูดจาฉาดฉาน ชัดถ้อยชัดคำ และมีสัมมาคารวะ หลังรู้ว่าใครโทรฯมา

ไม่ถึงอึดใจ พันตำรวจโท เจษฎางค์ บุคคลที่ชลออยากคุยด้วยก็รับสาย

“ครับพี่ลอ….. ผม แฉ่ง-เจษฎางค์ ครับพี่ มีอะไรให้ผมรับใช้ ว่ามา ไม่เจอกันหลายปี สบายดีนะพี่…”

“สบายดี…เฮ้ยนี่เรื่องสำคัญ อยากให้เอ็งเช็กข่าวหน่อยว่าตอนนี้ ในหลวง พระราชินี และพระบรมวงษานุวงษ์ทุกพระองค์อยู่ไหน อยู่โคราชหรือเปล่า….”

“ ครับพี่….ตอบทางนี้มันจะไม่ดี เอาว่าพี่อย่าไปไหน  อยู่ในที่ตั้งรอฟังข่าวดี อย่าเผลอไปกับเขาก็แล้วกัน…”

“แทงกิ้วมากน้อง….แล้วเจอกันนะ…..”

ชลอ วางหูโทรศัพท์ หลังได้ข้อมูลสำคัญ และโทรศัพท์บอกกับเพื่อนนิกร ให้รับรู้ถึงข่าวสำคัญนี้ จากนั้นเขาเดินออกนอกห้อง เรียก 2 ตำรวจประทวนคู่ใจ จ่ายะ -จ่าตั๋น เตรียมตัวเดินทาง

อีกครึ่งชั่วโมงต่อมา ตำรวจกองปราบฯนอกเครื่องแบบทั้ง 3 คน มาปรากฎตัวอยู่หน้ากองพลที่ 1 รักษาพระองค์ ข้างวังปารุสกวัน ที่ตั้งคณะก่อการปฏิวัติ เพื่อสังเกตการณ์ และสนองความอยากรู้ส่วนตัว โดยยืนปะปนอยู่กับประชาชนไทยมุงนับพัน ที่มาดูทหารขนอาวุธที่มาจากภาษีอากรประชาชน มาใช้เป็นเครื่องมือยึดอำนาจในครั้งนี้

“เฮ้ย….ไอ้ลอ มึงมาทำอะไรตรงนี้ ไป เข้าไปข้างในกับกู”

ชลอหันขวับตามเสียง พลางคิดในใจ ใครวะ

“อ้าว..นึกว่าใคร ไอ้มนตรี แล้วมึงมาทำอะไรล่ะที่นี่” รองผู้การกองปราบฯ ทักกลับทันทีที่เห็นหน้าชายเจ้าของเสียง

ถึงแม้มนตรี คู่สนทนาของชลอ จะอยู่ในชุดไปรเวท ไว้ผมรองทรง แต่ก็ดูออกทันทีว่าเป็นบุคคลในเครื่องแบบ มีชายฉกรรจ์ในลักษณะทรงเดียวกันอีก 2-3 คน ยืนอยู่ข้างๆ

มนตรี เป็นเพื่อนนักเรียนเตรียมนายร้อยรุ่น 17 มาด้วยกัน แต่มนตรี แยกไปเป็นทหาร เทียบรุ่น จปร. 10 ตอนนี้ไม่พันโทก็พันเอก

“พี่่ๆรุ่น 7 เขาให้กูออกมาหาข่าวข้างนอก กูออกมาดูนานแล้ว ไปเข้าไปข้างในกันเถอะ”เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมนายร้อยที่แยกไปเป็นทหารเอ่ยชวน แต่ชลอปฏิเสธ พร้อมออกตัว

“ไม่เป็นไร…กูจะมากินข้าวหน้าเป็ดเจ้าอร่อยแถวศรีย่าน กับลูกน้อง แต่เห็นคนมุงกันเยอะ เลยแวะเข้ามาดูหน่อยเท่านั้น”

“เออ…แล้วเจอกันเพื่อน”