ลังจากเจอเพื่อนทหารที่เรียนมาด้วยกันตอนอยู่โรงเรียนเตรียมนายร้อย ชลอพร้อมด้วย จ่ายะ และจ่าตั๋น 2 ลูกน้องหน้าห้อง พากันเดินแหวกฝูงคนออกมาจากหน้ากองพลที่ 1 รักษาพระองค์

ชลอยังคงอุบข่าวเรื่อง ในหลวง พระราชินี และพระบรมวงษานุวงศ์ ทุกพระองค์ ที่ย้ายไปประทับอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา ไม่ได้บอกให้มนตรี เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมนายร้อย17 ทราบ เพราะไม่แน่ใจสถานการณ์ที่แท้จริงว่า ตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นแน่

เพราะวิทยุ โทรทัศน์ที่ออกอากาศทุกช่องทาง มีแต่แถลงการณ์ของคณะผู้ก่อการออกมาซ้ำๆ ดูเหมือนว่า ฝ่ายรัฐบาลของพลเอกเปรมแพ้ ล้วนเป็นข่าวทางเดียวทั้งสิ้นใจความว่า

เนื่องจากสถานการณ์ของประเทศทุกด้านกำลังระส่ำระส่าย และทรุดลงอย่างหนัก เพราะความอ่อนแอของผู้บริหารประเทศ พรรคการเมืองแตกแยก ทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลสั่นคลอน จึงเป็นจุดอ่อนให้มีคณะบุคคลที่ไม่หวังดีต่อประเทศเคลื่อนไหวจะใช้กำลังเข้ายึดการปกครองเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบเผด็จการถาวร ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย และอยู่รอดของประเทศ คณะปฏิวัติ ประกอบด้วยทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจ และพลเรือน จึงได้ชิงเข้ายึดอำนาจการปกครองของประเทศเสียก่อน เพื่อควบคุมสถานการณ์โดยเร่งด่วน ตั้งแต่เวลา 2 นาฬิกา วันที่ 1 เมษายน 2524 เป็นต้นไป”

ขอเรียนให้ทราบว่า  สถานการณ์ทั้งหลายตกอยู่ภายใต้การควบคุมของคณะปฏิวัติโดยทั่วไปแล้ว ขอให้ข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม รวมทั้งรัฐวิสาหกิจ ไปปฏิบัติงานตามหน้าที่ปกติ ขอให้ทุกคนตั้งอยู่ในความสงบ ห้ามเคลื่อนย้ายทหาร นอกจากคำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิวัติ และขอให้ผู้บังคับบัญชากำลังหน่วยต่างๆของประเทศฟัง และปฏิบัติตามคำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิวัติแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น

คณะปฏิวัติตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวว่า  จะแก้ปัญหาชาติที่กำลังเลวร้ายอยู่ในขณะนี้ให้กลับคืนสู่สภาพปกติโดยเร็วที่สุด เพื่อดำเนินการให้มีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรตามระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การกระทำครั้งนี้ เป็นการกระทำเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนโดยแท้จริง คณะปฏิวัติจึงขอยืนยันเจตนารมย์อันแน่วแน่มาอีกครั้งหนึ่ง คณะปฏิวัติจะได้ชี้แจงเหตุผลที่ต้องทำการในครั้งนี้ให้ประชาชนทราบโดยละเอียดต่อไป

ประกาศ ณ วันที่ 1 เมษายน 2524

พลเอกสัณห์ จิตรปฏิมา หัวหน้าคณะปฏิวัติ

พลโทวศิณ อิศรางกูร รองหัวหน้าคณะปฏิวัติ

แถลงการณ์ซ้ำๆฝ่ายเดียวของคณะผู้ก่อการอยู่ทั้งวัน นี่คือ สาเหตุหนึ่ง ที่ชลอ ต้องออกจากที่ตั้งมาดูด้วยตาด้วยหูตัวเอง

ไม่แต่ชลอ เท่านั้นที่สงสัย แต่เท่าที่สังเกตความเคลื่อนไหวของชาวบ้าน ถึงแม้จะยังออกไปทำงานตามปกติ แต่พากันจับกลุ่มฟังข่าวสารทางวิทยุ และโทรทัศน์ พร้อมวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา ถึงอนาคตประเทศไทย เพราะไม่รู้ว่า รัฐบาล โดยเฉพาะพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีไปอยู่ที่ไหน

—————————————-

วันที่ 2 เมษายน พุทธศักราช 2524

ชลอยังคงปักหลักอยู่ในห้องทำงานกองปราบปราม เพื่อติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด รวมทั้งโทรศัพท์บอกเพื่อนฝูงคนสนิทๆ อย่าเพิ่งเข้ากับฝ่ายผู้ก่อการ แต่ชลอไม่ได้บอกเหตุผลกับพวกเพื่อน และคนสนิทเล่านั้นว่าเพราะอะไร

แต่อย่างไรก็ตาม สุดท้ายเป็นไปตามที่ พันตำรวจโทเจษฎางค์ หรือแฉ่ง นักบินพระที่นั่งส่งซิกไว้ว่า สุดท้าย ใครจะเป็นฝ่ายชนะ

เพราะหลังจากพลเอกเปรม หนีพ้นเงื้อมือผู้ก่อการ หนีพ้นเงื้อมือพันเอกประจักษ์ สว่างจิตร “วีรบุรุษตาพระยา” หนึ่ง ในคณะผู้ก่อการ กระทั่งไปตั้งหลักได้ที่กองทัพภาคที่ 2 มีการระดมกำลังทหารจากกองทัพภาค 2 ,3 และ 4 เข้าร่วมต่อต้านคณะผู้ก่อการ  มี พลตรีอาทิตย์ กำลังเอก รองแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นนายทหารคนสำคัญ ดำเนินการตอบโต้พลเอกสัณห์  หัวหน้าคณะปฏิวัติ นายทหารรุ่นน้อง เลือดสวนกุหลาบโรงเรียนเดียวกันกับพลเอกเปรม

ด้วยการเปิดปฏิบัติการสงครามจิตวิทยา ใช้สถานีวิทยุกระจายเสียงของกองทัพภาคที่ 2 เป็นสถานีแม่ข่าย ออกกระจายเสียงถ่ายทอดไปตามสถานีวิทยุที่อยู่ในเครือ ทั้งระบบเอฟเอ็ม และเอเอ็ม ของกรมไปรษณีย์โทรเลขหลายสถานีมาออกอากาศทางกรุงเทพมหานคร

แถลงการณ์ส่วนใหญ่ เป็นคำสั่งปลดพลเอกสัณห์ และคณะผู้ก่อการ จปร.7 ออกจากตำแหน่งทางการทหาร และเรียกนายทหาร นายตำรวจ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เข้ามารายงานตัวที่จังหวัดนครราชสีมา

พร้อมออกกระจายเสียงข่าวสำคัญ กองกำลังฝ่ายรัฐบาลได้ถวายการอารักขา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ทุกพระองค์ ที่ขึ้นมาประทับที่จังหวัดนครราชสีมาแล้ว

ข่าวสำคัญชิ้นนี้ ทำให้สถานการณ์ของคณะปฏิวัติเริ่มตกที่นั่งลำบาก

เพราะประชาชนทุกหมู่เหล่ารู้อยู่เต็มอกว่า การประลองกำลังของทหารทั้ง 2 ฝ่าย ใคร คือ พระเอก ใคร คือ ผู้ร้าย

แม้แต่ข่าวที่ชลออยากรู้ว่า “พิทักษ์ 1”พลตำรวจเอกมนต์ชัย พันธุ์คงชื่น อธิบดีกรมตำรวจ จะเอายังไง ยืนอยู่ข้างไหน ก็ได้ยินจากสถานีวิทยุของกองทัพภาคที่ 2 ที่ี่เริ่มเบียดคลื่นวิทยุของฝ่ายปฏิวัติเข้ามาได้

โดยอธิบดีกรมตำรวจร่างใหญ่ เดินทางมาถึงค่ายสุรนารี ก่อนออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า ได้หลบหนีมารายงานตัวต่อกองอำนวยการต่อต้านคณะปฏิวัติ หลังจากที่ถูกควบคุมตัวให้ออกอากาศ และประกาศแก่คณะปฏิวัติอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจ

พร้อมๆกับการเปิดสงครามคลื่นวิทยุชิงมวลชน กองกำลังทหารของฝ่ายรัฐบาลได้เคลื่อนย้ายกำลังจากจังหวัดนครราชสีมา ทางอากาศ และขึ้นรถทัวร์มาถึงกรุงเทพมหานคร ในเช้ามืดของวันที่ 3 เมษายน พุทธศักราช 2524

มีการเผชิญหน้ากันระหว่างกองกำลังทหารทั้ง 2 ฝ่าย ใน แต่ในที่สุดฝ่ายคณะปฏิวัติ ได้ทยอยมอบตัวต่อรัฐบาล บางส่วนยกกำลังกลับเข้าประจำกรมกอง

ลงเอยด้วยการก้าวถอยของฝ่ายก่อการ ด้วยเหตุผลหลัก คือ ไม่ต้องการเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างกลุ่มทหารเลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกัน และต้องการให้เกิดความสงบภายในประเทศ

ส่วนพลเอกสัณห์ และพันเอกมนูญ รูปขจร ได้หลบหนีออกนอกประเทศในฐานะเป็นกบฏ

เช่นเดียวกับ ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง เดินทางหลบหนีออกนอกประเทศไปตั้งหลัก

จากนั้น มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงผู้นำตำรวจจากพลตำรวจเอกมนต์ชัย พันธุ์คงชื่น มาเป็นพลตำรวจเอกสุรพล จุลละพราหมณ์ ชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช

เช่นเดียวกับ พลตำรวจตรีสงวน คล่องใจ ผู้บังคับการกองปราบปราม ถูกเปลี่ยนตัวมาเป็นพันตำรวจเอกกุศล นาคศรีชุ่ม รองผู้บังคับการกองปราบปราม ขึ้นรักษาการผู้นำหน่วยสามยอด ในวันที่ 5 เมษายน พุทธศักราช 2524

พร้อมกับชื่อของนายพลตงฉินคนนี้ที่เงียบหายไปด้วย

———————————————-

หลังเหตุการณ์ปฏิวัติ  บ้านเมืองยังดูอึมครึม แต่กลไกทุกอย่างในสังคมยังคงดำเนินการต่อไปได้ ถึงแม้จะมีรถจักรยานยนต์ ของหน่วยตรวจร่วมตำรวจทหาร กองกำลังรักษาพระนคร หรือ 123 วิ่งกันเกลื่อนถนนกรุงเทพฯ

คดีอาชญากรรมใหญ่ๆ ยังไม่เกิดขึ้น พันตำรวจเอกกุศล ในฐานะรักษาการผู้บังคับการกองปราบปราม ก็ยังไม่เรียกใช้ทำอะไร นายตำรวจเลือดนักกีฬา ก็หันกลับไปดูแลสโมสรตำรวจที่เขาเป็นประธานสโมสร ตั้งแต่ยังเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดตาก

นักฟุตบอลที่อยู่ในสโมสรตำรวจขณะนั้น มีนายตำรวจรุ่นน้องจากรั้วสามพราน และช้างเผือก ตำรวจชั้นประทวนจากภาคต่างๆของประเทศ

อาทิ  โก๊ะ-สมภพ พงษ์ฤกษ์ รองสารวัตรหนุ่มจากสืบสวนเหนือ นักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 32 เล่นในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ มี 2 นายตำรวจรุ่น 30 อย่าง อ้วน-ภูมิรา วัฒนปาณี จากตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เล่นเป็นศูนย์หน้า  และจารึก มณีภาค เล่นตำแหน่งปีกขวา เจี๊ยบ-พิสัณห์ จุลดิลก นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 31 เล่นตำแหน่งหน้าต่ำ

ส่วนชั้นประทวน มีหลายนาย อาทิ เจ๊ก-วันชัย พรหมมณี  191 เล่นศูนย์หน้า เคี้ยง-สันติ ชรินทรรัตน์ อยู่ ตชด.เล่นตำแหน่งกองกลาง จำรัส ธิดารัตน์ จาก สน.พลับพลาไชย 1 เล่นปีกซ้าย และ สุวิทย์ ใจยะ จาก ตชด.สงขลา เล่นแบ็กซ้าย   ส่วนตำแหน่งผู้รักษาประตู คือ ใบ้-ชัยมงคล ภาคีกิจ ยืมตัวจากสโมสรทัพฟ้า-ทหารอากาศ

ในส่วนสตาฟฟ์ และผู้ฝึกสอน มี แป๊ะ-พันตำรวจตรีวิชัย วงศ์วิรุฬ เป็นผู้จัดการทีม หลิม-เกรียงศักดิ์ วิมลเศรษฐ์ เป็นโค้ช คู่กับผู้กองตั๋น-ร้อยตำรวจเอกวันชัย เหลืองไพฑูรย์ ทั้ง 2 คนหลังนี้จัดเป็นผู้เล่นในตำนานของสโมสรราชประชา และอดีตทีมชาติไทยอีกด้วย

ด้วยความวุ่นวายของบ้านเมือง อดีตนักกีฬารักบี้โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน ที่กลายมาเป็นผู้รับผิดชอบทีมฟุตบอลสโมสรตำรวจ รวมทั้งก้าวเข้าสู่สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย คุมทีมชาติคว้าแชมป์คิงส์คัพ ได้เมื่อปีที่ผ่านมา หันมาทุ่มเท และให้ความสำคัญกับทุกคนในทีม เพราะอยู่ในช่วงทะลุเข้ามาชิงชนะเลิศในรายการฟุตบอลถ้วยพระราชทาน ข ที่จัดว่าเป็นทัวร์นาเมนต์ใหญ่รายการหนึ่ง และมีแฟนบอลติดตามกันเป็นจำนวนมาก

ทีมตำรวจ สามารถผ่านคู่แข่งหินๆเข้ามาได้ หลังตกชั้นจาก ถ้วย ก หรือถ้วยใหญ่มา 1 ปี  เหตุเพราะเรื่องเงินไม่พอในการเฟ้นหานักเตะฝีเท้าดีมาร่วมทีม เหมือนสโมสรยักษ์ใหญ่ มหาอำนาจลูกหนังเมืองไทย  อย่างสโมสรราชวิถี และสโมสรการท่าเรือ

ที่สำคัญ นักฟุตบอลชุดนี้ เป็นตำรวจล้วนๆที่รวมตัวกันฝึกซ้อม   โดยมีหัวเรือใหญ่อย่างพันตำรวจเอกชลอ ในฐานะประธานสโมสร จัดหาสปอนเซอร์มาทำทีม ดูแลนักฟุตบอล เพราะความที่เป็นคนพวกเยอะ จนทีมสโมสรตำรวจกลับมามีชื่อเสียงในวงการลูกหนังอีกครั้ง

สำหรับคู่แข่งสำคัญในนัดชิงชนะเลิศถ้วยพระราชทานใบนี้ สถานที่กำหนดฟาดแข้ง อยู่ที่สนามศุภฯ หรือชื่อเต็ม สนามศุภชลาศัยกรีฑาสถานแห่งชาติ นักเตะตราโล่ ทีมสีเลือดหมู จะลงฟาดแข้งกับทีมสิงห์เจ้าท่า การท่าเรือแห่งประเทศไทย มหาอำนาจลูกหนังถิ่นคลองเตย ที่มี ไอ้เมา-สุรวุฒิ โลหะกาญจนศิริ เป็นแกน

ถึงวันแข่งขัน แฟนบอลทั้ง 2 ฝั่งเต็มสนาม โดยเฉพาะของตำรวจ ด้วยเหตุผลที่ว่าไว้

ผลการแข่งขันจบกันในเวลา 2 ต่อ 2  ไม่มีการต่อเวลา และยิงลูกโทษ ทั้ง 2 ทีมจึงได้แชมป์ถ้วยพระราชทาน ข หรือถ้วยดิวิชั่น  2 ไปครองร่วมกัน

——————————————————

ขณะที่อยู่ในงานเลี้ยงฉลองแชมป์ร่วม ถ้วยพระราชทาน ข กลุ่มนักฟุตบอลซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในแวดวงนักสืบ กำลังสรวลเสเฮฮาอยู่นั้น

โก๊ะ-สมภพ พงษ์ฤกษ์ ​เซ็นเตอร์ฮาล์ฟร่างโย่ง สังกัดกองสืบสวนเหนือ นายตำรวจหนุ่มนักฟุตบอลที่ฉายแววโดดเด่น เป็นทายาทนักสืบ เอ่ยถามนายตำรวจกองปราบฯ ประธานสโมสรตำรวจว่า

“นาย…รู้ข่าว ส.ส.กำธร หายตัวไปหรือยัง….”

โก๊ะ-สมภพ หมายถึง นายกำธร ลาชโรจน์ ส.ส.ปัตตานี พรรคสยามประชาธิปไตย ที่หนังสือพิมพ์กำลังเล่นข่าวนี้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนสิงหาคม หลังจากไม่มีใครพบตัวนายกำธร ส.ส.ระดับเจ้าพ่อ ที่ชอบเล่นการพนันเป็นชีวิตจิตใจ ตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม และมีแนวโน้มว่าเสียชีวิตไปแล้ว

“เออ ได้ยินแล้ว ผู้การกุศล เพิ่งมีคำสั่งให้กูเข้าร่วมสืบสวนหาตัวเมื่อวานนี้เอง เห็นแกพาพี่หล้าง(พันตำรวจเอกสล้าง บุนนาค รองผู้บังคับการกองปราบปราม) ไปประชุมร่วมกับตำรวจนครบาล ภูธรภาค 1 ที่กรมตำรวจมาหลายวันแล้ว….”

“คงไม่พ้น 5 เรื่องนี้ แย่งที่ทำกิน แย่งถิ่นที่อยู่ แย่งรูสังวาส แย่งอำนาจบาตรใหญ่ เรื่องสุดท้าย คือ ซวย มึงเชื่อกูไอ้โก๊ะ เพราะที่กูได้ยินมา ไอ้กำธรมันไปติดพันเด็กนายตำรวจคนหนึ่งอยู่ ”

“ไม่ใช่เด็กนายนะ”

รองสารวัตรจากสืบสวนเหนือกระเซ้า

“ไอ้ห่า”

ด่านายตำรวจรุ่นน้องเสร็จ ชลอหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนกระดกบรั่นดี สีอำพันเข้าปากหมดแก้ว

“นี่กูกำลังให้พวกหน้าห้องตรวจข่าวเช็กพวกศพไม่มีญาติอยู่”