“ชลอ…คุณไม่ต้องทำคดีส.ส.กำธรแล้ว คุณช่วยมาดูคดีนี้แทนดีกว่า เพราะปัญหาสาเหตุการฆ่า ส.ส.ศรายุทธ น่าจะมาจากทางนั้น อีกอย่างพื้นที่ทางชัยนาท และแถวนั้น คุณน่าจะถนัดกว่า ส่วนเรื่อง ส.ส.กำธร ให้รองหล้าง เขาดำเนินการ….”

พันตำรวจเอกกุศล นาคศรีชุ่ม รักษาการผู้บังคับการกองปราบปราม บอกกับเขาเสียงเครียด หลังเรียกนายตำรวจนักบู๊พวกเยอะเข้ามาพบภายในห้องทำงานสามยอด

“อธิบดีสุรพล กับรองณรงค์ ท่านล้งเล้งใหญ่ เกิดอะไรขึ้น เพราะตอนนี้ชาวบ้านสับสนงงกันไปหมดว่า ต้นสายปลายเหตุมาจากเรื่องอะไร บ้างก็โยงกันไป กลัวจะเป็นเหมือนเรื่องฆ่า 4 อดีตรัฐมนตรี  ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 30 ปี ก่อน คนมันยังฝังใจอยู่ ดีนะที่เรื่อง ส.ส.กำธร เริ่มจะคลายออกแล้ว สล้างเดินไปเยอะแล้ว ..”

“ได้ครับพี่..เดี๋ยวเรื่องนี้ผมจะไปดูเอง”

ชลอ ตอบรับคำสั่งด้วยความเต็มใจ เพราะลึกๆแล้วเขาไม่อยากทำคดีฆ่า ส.ส.กำธร เท่าไหร่ เพราะส่วนตัวเขาเชื่อว่า “พี่วัฒ” ของเขาน่าจะมีส่วนตามที่ “รักษ์ เมืองเลย” และสายข่าวอื่นๆในบ่อนพัฒนาการส่งซิกให้

ส่วนเรื่องยิงทิ้ง 4 อดีตรัฐมนตรี เมื่อ 30 ปีก่อน  ตอนนั้นชลอยังเด็ก 10 ขวบ แต่ก็พอจำเค้าโครงเรื่องได้ โดยคนตายทั้งหมดอยู่ในสายของนายปรีดี พนมยงค์ หรือหลวงประดิษฐ์มนูธรรม อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ต้องหลบหนีออกนอกประเทศ หลังเกิดกบฏวังหลวง

ขณะที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม ในฐานะนายกรัฐมนตรี ออกแถลงการณ์อ้างว่า มีกลุ่มไม่หวังดีกับบ้านเมือง หวังจะยึดอำนาจการปกครองกลับคืน โดยกลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ยึดพระบรมมหาราชวังเป็นที่ประดิษฐานของพระแก้วมรกต อันเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเป็นการกระทำที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง หัวหน้าขบวนการ คือ นายปรีดี อดีตนายกรัฐมนตรี

มีการประกาศจับและให้สินบนนำจับ  ลดหลั่นกันลงไป เช่น นายปรีดี  มีรางวัลนำจับ 50,000 บาท พลเรือตรีสังวรณ์ สุวรรณชีพ รองหัวหน้าขบวนการ รางวัลนำจับ 30,000 บาท เป็นต้น

ส่วนฝ่ายกบฏคนอื่นๆ ก็ถูกยิงทิ้งเป็นศพอย่างต่อเนื่อง

ในความคิดของชลอ ใครกุมอำนาจ จะเขียนประวัติศาสตร์ยังไงก็ได้ จะให้ฝ่ายตนเลิศเลอแค่ไหน จะให้ฝ่ายตรงข้ามเลวร้ายเพียงไร ไม่ใช่เรื่องยาก เรื่องแบบนี้มันมีกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

สำหรับเหตุการณ์วันสังหาร 4 รัฐมนตรี คืนนั้นวันที่ 3 ต่อเนื่องวันที่ 4 มีนาคม 2492

กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจภายใต้การสั่งการของ อัศวินเผ่า ศรียานนท์ สั่งให้เคลื่อนย้ายผู้ต้องหาซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรี และส.ส.ในสายนายปรีดี ออกจากที่คุมขังตามสถานีตำรวจต่างๆในนครบาล ออกเดินทางไปควบคุมที่สถานีตำรวจนครบาลบางเขน

อ้างว่า เพื่อเป็นความปลอดภัย

แต่เมื่อขบวนรถตำรวจที่คุม 4 นักโทษการเมืองวิ่งมาถึงหลักกิโลเมตรที่ 12 ถนนพหลโยธิน  ใกล้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ผู้ต้องหาทั้งหมดกลับถูกยิงเสียชีวิต ในสภาพที่ทุกคนยังสวมกุญแจมืออยู่ แต่ละศพถูกกระสุนเข้าไปฝังอยู่ในร่างกาย คนละไม่ต่ำกว่า 10 นัด

ฝ่ายตำรวจแถลงว่า ขณะรถวิ่งมาถึงที่เกิดเหตุ มีกลุ่มโจรมลายู พร้อมอาวุธครบมือ ดักซุ่มยิงเพื่อชิงตัวผู้ต้องหา มีการยิงปะทะกับตำรวจ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ตำรวจที่มีทั้งหมดเกือบ 20 นาย ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ในความเป็นจริง ทุกคนรู้ว่า เกิดอะไรขึ้น แต่ไม่มีใครกล้าพูด

พอเกิดเหตุ 2 นักการเมืองเสียชีวิตในห้วงเวลาใกล้ๆกัน ผสมกับบ้านเมืองเพิ่งผ่านการปฏิวัติรัฐประหารมาไม่กี่เดือน ทำให้หลายคนอดย้อนคิดไปยังเหตุการณ์นั้นไม่ได้

หลังออกจากห้องรักษาการผู้การกองปราบฯ ชลอเดินกลับมาที่ห้องทำงานเขา แต่ในหัวสมองนั้นคิดปรู๊ดปร๊าดฉับไวตามแบบฉบับ

พันตำรวจเอกหนุ่ม รู้ประวัติคร่าวๆของนายศรายุทธ ส.ส.หนุ่มชัยนาท อายุอานามยังน้อย แค่ 34 ปีเท่านั้น  แต่เป็นส.ส.มาแล้ว 2 สมัย เมื่อปี 2519 จากนั้นได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.สังกัดพรรคกิจสังคม อีกทั้งยังเคยเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ขณะเสียชีวิต เป็นโฆษกพรรคกิจสังคม ที่มีหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นหัวหน้าพรรค อุปนิสัยเป็นคนรักเพื่อนพ้อง ประเภทเฮไหนเฮนั่น และแน่นอน ชอบเล่นการพนันขันต่อโดยเฉพาะการชนไก่ ชอบเป็นชีวิตจิตใจเลยทีเดียว

ชีวิตส่วนตัว นายศรายุทธ มีภรรยา 2 คน โดยมีลูกกับภรรยาคนแรก 1 คน และลูก 2 คน ที่เกิดกับ ร.อ.หญิงศิริยา ภรรยาคนที่สองที่ถูกยิงเสียชีวิตพร้อมกัน

สำหรับ ร้อยเอกหญิงศิริยา เรียนสำเร็จเภสัชมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อนมาทำงานที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ได้รับพระราชทานยศร้อยตรี และเลื่อนยศมาตามลำดับ

รายละเอียดอย่างอื่นคงต้องไปหาเพิ่มที่นั่น

ชลอเดินก้าวไปคิดไปจนถึงห้องทำงาน ก้าวเท้าเปิดประตูห้อง เจอ  2 ลูกน้องคู่ใจ จ่าตั๋น-จ่าสิบตำรวจทนงศักดิ์ แจ่มแจ้ง และจ่ายะ-จ่าสิบตำรวจวิริยะ คุ้มรัตน์ นั่งอยู่

“ไอ้ตั๋น..มึงเตรียมรถ เตรียมเสื้อผ้าไปต่างจังหวัด ไอ้ยะเรียก ไอ้ครกเข้ามาหากูด้วยเย็นนี้…”

ชลอสั่งเสร็จ เปิดประตูเข้าไปนั่งเอนหลังที่เก้าอี้ี่โต๊ะทำงาน หยิบบุหรี่ 555 ขึ้นมาจุดสูบอัดควันเข้าปอด พลางนั่งคิดว่าจะเริ่มงานจากไหนก่อน

อัดควันเข้าปอดสองสามอึก ชลอยกหูโทรศัพท์ กดปุ่มหมายเลขปลายทาง  กระทั่งมีเสียงตอบรับจากปลายสาย

“พี่เจิม…ผมชลอ พี่ไปตาม “ไอ้หรั่ง”มาเจอผมที่ชัยนาท ริมน้ำร้านเดิม คืนนี้ …..”

———————————————————

ค่ำนั้น ห้วงประมาณเวลาเดียวกับที่เกิดเหตุยิงนายศรายุทธ ชะนะกุล และภรรยาเสียชีวิต

รถเมอร์ซีเดส เบนซ์สีน้ำเงินของชลอ มีจ่าตั๋น เป็นคนขับ วิ่งมาจอดลงใกล้กับที่เกิดเหตุ บริเวณปากซอยพิชิต ถนนเจริญกรุง จากนั้นชายทั้งหมดในรถสัญชาติเยอรมัน  4 คน พากันเดินลงจากรถ มีชลอเดินนำหน้า ผู้กองครก -ร้อยตำรวจเอกเจตนากร นภีตะภัฎ และ จ่ายะ ไปยังบริเวณที่เกิดเหตุ

สายตาชลอกวาดไปรอบๆ ดูความเป็นไปของคนย่านนั้นในยามค่ำคืน  ในขณะที่ลูกน้องของเขาเดินแยกออกไปเก็บรายละเอียดกับพยานที่เป็นพ่อค้าแม่ขายในจุดต่างๆที่คาดว่าจะเห็นคนร้ายได้ชัดเจน

แต่ก่อนหน้านี้ ชลอได้ข้อมูลเบื้องต้นว่า ทางสถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง เจ้าของท้องที่ที่แท้จริง ได้ตัวพยาน 2 ปากซึ่งเป็นหมอนวดแผนโบราณที่ผู้ตายทั้งคู่มาใช้บริการก่อนเสียชีวิต ชื่อ ถนอมใจอารีย์ ที่อยู่ในซอยพิชิต ซึ่งคนตายทั้งคู่มาใช้บริการกันเกือบ 10 ปี แล้ว

แต่เท่าที่อ่านคำให้การของ 2 หมอนวด ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรมากนัก

ชลอยืนดูพื้นที่โดยรอบ รวมทั้งจุดที่พยานเห็นคนร้ายขี่รถจักรยายนต์ มาจอดซุ่มรอตรงข้ามปากซอยพิชิต ก่อนลงมือยิง และขี่รถจักรยานยนต์หนี อีกครึ่งชั่วโมงถัดมา ชลอจึงส่งสัญญาณเรียกลูกน้องทั้งหมดกลับขึ้นรถ

พอทุกคนพร้อมหน้า ชลอสั่งจ่าตั๋น

“ไปชัยนาท….”

จากนั้นรถเบนซ์สีน้ำเงิน ก็วิ่งออกจากบริเวณที่เกิดเหตุสังหารรองโฆษกพรรคกิจสังคมไปโดยไม่มีใครสนใจ

—————————————————-

สองชั่วโมงต่อมา รถเบนซ์สีน้ำเงิน พาหนะตำรวจกองปราบปรามทั้ง 4 นาย มาจอดที่หน้าร้านอาหารแห่งหนึ่งในริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ผ่ากลางตัวเมืองชัยนาทเป็น 2 ฝั่ง

ชลอเดินลงจากรถ ก้าวฉับๆลงไปในร้านอาหารที่ต่อเป็นแพริมน้ำ ลูกค้าเริ่มบางตา เพราะเป็นเวลาเกือบสี่ทุ่ม  ส่วนที่เหลืออีก 2-3 โต๊ะนั่งจับกลุ่มโจ้เหล้าเฮฮากันไปตามประสา ไม่มีใครสนใจใคร

รองผู้บังคับการกองปราบปราม ในชุดนอกเครื่องแบบ เดินดุ่มๆตรงไปที่โต๊ะริมแม่น้ำ ที่มีชายต่างวัย 2 คนนั่งอยู่ คนหนึ่งอายุประมาณ 50 กว่า แต่ยังแข็งแรง จะเป็นใครไม่ได้ ถ้าไม่ใช่ หมวดเจิม-ร้อยตำรวจโทเจิม ภู่สุดแสวง  รองสารวัตรสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางปะหัน ที่เขาขอตัวไปช่วยราชการที่กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดลพบุรี ในช่วงที่เขายังทำสงครามกับแขกไบคาน และ ไอ้หรั่ง เด็กหนุ่มที่เขาสั่งให้หมวดเจิมพามาพบในคืนนี้

หมวดเจิมลุกจากเก้าอี้ยกมือไหว้อดีตผู้บังคับบัญชาหนุ่ม พร้อมๆกับ ไอ้หรั่ง ขณะที่ชลอยิ้มน้อยๆพร้อมยกมือรับไหวจากคนทั้งคู่ ก่อนนั่งลงบนเก้าอี้ที่หมวดเจิมยกมาให้ ส่วนบรรดาลูกน้องชลอ แยกกันไปนั่งอีกโต๊ะหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลกันนัก

“เอ้าเฮ้ย…สั่งอะไรกินเลย ตั๋นเอาเหล้ากูท้ายรถออกมา “

“ครับนาย…จ่าตั๋น

ไอ้หรั่ง เด็กหนุ่มวัยรุ่น หน้าตาเหมือนลูกครึ่ง หรือแขกขาว ที่นั่งอยู่กับหมวดเจิม อายุประมาณ 19-20 ปี หน้าตาหล่อเหลาเอาการ รูปร่างผอมสูง ชลอรู้จักดี มันเป็นพวกเด็กหนุ่มเชื้อปาทาน มีบัญชีเป็นพวกมือปืนรับจ้างหน้าใหม่ ประเภทใจถึงพึ่งได้

ฉายาของมือปืนรับจ้างหนุ่มรูปหล่อวัยกระทงคนนี้คือ แพท บูล แต่ชลอเรียกง่ายๆว่า ไอ้หรั่ง

สมัยที่เขายังเป็นหัวหน้าตำรวจลพบุรี คู่หูของไอ้หรั่งคนหนึ่ง ที่ไปรับใช้ เสี่ยหยอง- สมชาย พงษ์สว่าง ลูกชายไบคาน คู่อาฆาตชลอ หายหน้าหายตาไป 2-3วัน ก่อนมีคนไปพบร่างไร้วิญญาณของมันอยู่ในพื้นที่รอยต่อ 3 อำเภอ ระหว่างอำเภอหนองม่วง อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี กับอำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์

ไม่มีใครรู้ว่า ทำไมคู่หูของ ไอ้หรั่ง หรือแพท บูล กลายเป็นศพ ยกเว้นเจ้าของกระสุนปืนขนาด 11 มม.ที่ไปฝังอยู่ในกะโหลกของสมุนเสี่ยหยองรายนี้

แต่เป็นที่รับรู้กันในหมู่แขกปาทาน และลิ่วล้อเสี่ยหยอง รวมถึง ไอ้หรั่ง ว่า เจ้าของกระสุนปืนที่ฝังอยู่ในกะโหลกนั้นคือใคร และเหตุมาจากเรื่องไหน

ขณะที่ชลอเคยพูดให้คนใกล้ชิดฟังก่อนหน้าว่า ไอ้หรั่ง มันฉลาด  ดวงมันไม่ถึงฆาต

“ไง…ไอ้หรั่ง สบายดีมั้ยมึง ตอนนี้อยู่ไหน ยังเกเรอยู่หรือเปล่า….”

เสียงมีอำนาจของนายตำรวจหนุ่มกองปราบฯ ผู้ได้รับมอบหมายให้มาสืบสวนคลี่คลายคดีฆ่า ส.ส.ชัยนาท พรรคกิจสังคม และภรรยา เอ่ยปากถามสารทุกข์สุขดิบ

“ครับนาย…….ตอนนี้ผมกลับมาอยู่กับแม่ที่อุทัย  ไม่ได้ไปสุงสิงกับพวกที่ลพบุรีแล้ว ”

ไอ้หรั่งหรือ แพท บูล ถึงแม้จะนั่งอยู่ แต่ก็ก้มตัวตอบด้วยท่าทีที่นอบน้อม เพราะรู้ดีว่ากำลังคุยอยู่กับใคร

ชลอไม่ได้เร่งรีบซักถามอะไรไอ้หรั่ง หลังจากจ่าตั๋นเดินไปหยิบบรั่นดี เฮนเนสซี่ XO น้ำสีอำพัน มารินใส่แก้วให้นายตำรวจหนุ่ม ยกดื่มแบบออนเดอะร็อก สลับกับอัดควันจากมวนบุหรี่ตองห้าเข้าปอด

“เอ้ากินข้าวกินปลาก่อน พี่เจิม ไอ้หรั่ง…”

“เรียบร้อยกันแล้วครับนาย”

“กินไปเรื่อยๆ กูมีเรื่องคุยกับมึงอีกเยอะ..ไอ้หรั่ง”

ลมจากแม่น้ำเจ้าพระยายามค่ำคืนพัดเข้ามาในร้าน ยิ่งดึกก็ยิ่งแรงขึ้น อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ ส่วนลูกค้าเริ่มทยอยออกจากร้านไปจนหมด เหลือแต่กลุ่มของชลอเท่านั้น ที่ยังนั่งรับลมเย็นของแม่น้ำยามนั้น

แต่ภายในใจ  แพท บูล หรือ ไอ้หรั่ง กลับร้อนรุ่ม เพราะไม่รู้ว่านายตำรวจคู่อริมาเฟียไบคาน ให้หมวดเจิมไปตามเขามาจากบ้านที่จังหวัดอุทัยธานีทำไม

พร้อมกันนั้น ในสมองมือปืนหนุ่มมันคิดเร็วจี๋ว่า ก่อนหน้านี้มันไปทำอะไรให้ใครเดือดร้อนหรือเปล่า…

อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ไอ้หรั่ง ถึงกับสะดุ้ง เมื่อรองผู้การกองปราบฯหันมาถามเสียงเข้ม

“มึงพาพวกเข้าไปยิง ส.ส.ที่กรุงเทพฯมาเรอะ…”