นที่สุดก็ไม่อาจต้านกระแสสังคม โดยเฉพาะในองค์กรตำรวจจนต้องยอมแพ้ความตั้งใจ

“ตั๊น-จิตภัสร์ กฤดากร” สาวผู้มุ่งมั่น อดีตแกนนำคนสำคัญของ กปปส. ต้องยอมปรากฏตัวเปิดห้องไลบารี่ ชั้น 1 โรงแรมดุสิตธานี เคลียร์ใจทั้งน้ำตาถึงกรณีการสมัครเข้ารับราชการตำรวจในสังกัดกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ

เจ้าตัวขอถือโอกาสชี้แจงทำความเข้าใจข้อเท็จจริงหลังหลายภาคส่วนตั้งข้อสงสัยในเรื่องนี้ ตั้งแต่ต้นตนมีเจตนารมณ์มุ่งมั่นตั้งใจทำงานเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับสังคมและประเทศชาติ มาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2551 ถึงปัจจุบัน ตั้งแต่สมัคร ส.ส. แม้ไม่ได้รับการเลือกตั้ง ก็ยังทำงานจิตอาสาตลอด 7 ปี

“จนกรณีนี้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม ซึ่งเกิดจากความบริสุทธิ์ใจ ของตั๊นที่ต้องการมีส่วนร่วมทำงานในบทบาทหน้าที่ตำรวจ หรือ ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ที่คอยดูแลบำบัดทุกข์บำรุงสุขใกล้ชิดพี่น้องประชาชน และเป็นอาชีพทรงเกียรติ เสียสละ ทำงานหนัก เป็นผู้รักษากฎหมาย เสี่ยงภัย เพื่อผดุงความยุติธรรมให้กับประชาชน ที่ผ่านมาเคยร่วมทำงานกับตำรวจในบางสถานการณ์รับรู้ความทุกข์ยาก โดยเฉพาะตำรวจชั้นประทวน ทำให้มีความเข้าใจและอยากมีส่วนร่วมในการศึกษากระบวนการทำงานของตำรวจ เพราะตำรวจยังขาดแคลนบุคลากรและงบประมาณ” เธอว่า

“ถ้ามีโอกาส ตั๊นไม่ลังเลที่จะเข้าร่วมเป็นตำรวจ การเปิดรับสมัครตำรวจมีประจำทุกปี ต้องผ่านการคัดเลือกตามระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั๊นดำเนินการตามระเบียบปกติที่เกี่ยวข้องทุกประการ และยืนยันว่ายังไม่ได้รับบรรจุเป็นยศ ร.ต.ต.ที่ปรากฏตามในสื่อต่างๆ อีกทั้งยังไม่ทราบว่าจะสอบผ่านการคัดเลือกหรือไม่” ทายาทนักธุรกิจน้ำเมาย้ำ

จิตภัสร์ บอกว่า ในการชุมนุมที่ผ่านมา แม้จะมีบทบาทการเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ไม่มีเจตนาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของตำรวจ แต่ได้แสดงออกอยากให้ตำรวจเป็นที่พึ่งแท้จริงของประชาชน แม้ในสถานการณ์การชุมนุมได้เจอกับตำรวจ ต่างมีน้ำจิตน้ำใจไมตรีต่อกัน เพราะเข้าใจว่า ต่างคนดำเนินการไปตามหน้าที่ กรณีมีภาพปรากฏผู้หญิงคนหนึ่งทำลายป้ายหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีการตัดต่อว่าเป็นภาพของตัวเองนั้น รวมถึงการให้สัมภาษณ์ในช่วงชุมนุมที่เป็นภาษาอังกฤษให้เกิดความเสียหาย ก็มีการบิดเบือน ที่ไม่เป็นความจริงเช่นกัน

“ทุกวันนี้น่าเป็นห่วงมาก มีการทำสงครามข่าวสาร โดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงแต่ละเหตุการณ์ สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยในปัจจุบันจมในความขัดแย้งไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน ดังนั้น เพื่อไม่ให้กรณีของตั๊น ที่ทำให้พ่อแม่พี่น้องเกิดความไม่สบายใจและถกเถียงกัน โดยเฉพาะแวดวงข้าราชการตำรวจทุกระดับชั้น อันจะทำให้กลายเป็นความไม่สงบสุขในองค์กรตำรวจ หรือขยายผลไปเป็นขัดแย้งในสังคม ตั๊นจึงตัดสินใจไม่ดำเนินการต่อไปตามขั้นการคัดเลือกเป็นข้าราชการตำรวจ”

“ท้ายที่สุดขอบคุณทุกกำลังใจ และขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งที่คงไม่มีวาสนาเข้ามาทำงานตำรวจ สวมเครื่องแบบในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ และพร้อมนำคำติมาพัฒนาตัวเอง และรับใช้ประชาชน ในฐานะผู้หญิงที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อทำประโยชน์ให้ทุกคนอย่างไม่ย่อท้อ และอยากเห็นคนไทยมอบความรักให้กัน แทนความเกลียดชังบนความขัดแย้งแตกแยก เพื่อเดินหน้าประเทศไทยอย่างแข็งแกร่งยังยืนต่อไป” ตั๊น-จิตภัสร์กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ น้ำตาคลอ

ถามว่า การตัดสินแถลงข่าววันนี้ ตัดสินใจนานหรือยัง ใครแนะนำ เธอยืนยันว่า เป็นการตัดสินใจด้วยตัวเอง เพราะไม่อยากให้เกิดความแตกแยก เมื่อถามย้ำว่า มีผู้ใหญ่แนะนำหรือไม่ จิตภัสร์ ตอบว่า ตัดสินใจเอง รวมถึงการตัดสินใจสมัครตำรวจ เมื่อถามอีกว่า ทำไมถึงสมัครเป็นตำรวจทั้งที่มีความสามารถที่จะทำหน้าที่เพื่อสังคมได้หลายสถานะ มากกว่านี้ สาวอดีตแกนนำม็อบอ้าง เพราะต้องการทำงานเพื่อสังคมและประเทศชาติ พอเกิดกระแสสังคม ทุกคนในบ้านให้กำลังใจทำงานเพื่อประชาชนต่อไป ไม่ว่าอยู่จุดไหนก็ตาม จะมีตำแหน่งหรือไม่มีก็ทำงานเพื่อประชาชนและประเทศต่อไป จากนี้ไปก็จะทำงานด้านภาคประชาชนต่อไป ในฐานะผู้ช่วยเลขานุการมูลนิธิมวลมหาประชาชน เพื่อการปฏิรูปประเทศ ส่วนงานการเมืองเป็นเรื่องของอนาคต

ทิ้งท้ายการแถลงข่าวยังมีจดหมายเปิดผนึกของจิตภัสร์ กฤดากร ถึง ด.ต.ธีระเดช เล็กภู่ ซึ่งเป็นนายตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บการเตะระเบิดช่วงระหว่างการชุมนุม กปปส.  มีเนื้อหาระบุตอนหนึ่งว่า “แม้เราจะทำหน้าที่ต่างกัน แต่ตั๊นขอกราบคาราวะในการเสียสละของท่าน ที่มีให้เพื่อนพ้องของท่าน จิตใจนักสู้ของท่านเหนือสิ่งอื่นใด ของนับถือในการเสียสละของตัวท่านเอง เพื่อปกป้องเพื่อนพ้องของท่าน ไม่งั้นคงมีพี่น้องตำรวจได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก หาได้ยากกับการเสียสละยิ่งใหญ่ขนาดนี้”