าแล้ว  สกายเล็บ ลาแล้ว เดลินิวส์ กลับถึงบ้านซอยเสนานิคม 2 พหลโยธิน   กรอกเหล้าเพียว ๆ  เข้าปากอึกใหญ่ใช้แอลกอฮอล์บังคับความคิดไม่ให้ฟุ้งซ่าแล้วก็ได้ผลสมปรารถนา ล้มตัวนอนหลับผล็อยในเวลาไม่กี่นาที

ตื่นสายหน่อย ไม่สนใจเรื่องสกายแล็บ มันจะไปตกที่ไหนก็เรื่องของมัน รู้แต่ว่าขณะนี้สะเก็ดสกายแล็บมันมาตกที่หัวผมแล้ว

ออกจากบ้านนั่งรถสองแถวหน้าโรงงานทอผ้าห่มขึ้นรถเมล์จากถนนใหญ่อีก 2  ต่อไปท่าน้ำสี่พระยาแล้วเดินย้อนกลับมาเดลินิวส์อันเป็นการเดินทางตามปกติ เพื่อเก็บข้าวของส่วนตัวในโต๊ะทำงาน  ระหว่างทางถามตัวเองว่า ต่อแต่นี้เอ็งจะทำงานอะไร มันตอบว่ากูไม่รู้ เมื่อตัวเองไม่รู้แล้วใครจะรู้ล่ะ

ขึ้นชั้นสองเข้ากองบรรณาธิการ ไม่สนใจสายตาของใครต่อใคร แต่ก็มีเสียงทักทายจากผู้อาวุโส ซึ่งผมต้องเดินผ่านโต๊ะทำงานของท่านจึงหยุดพูดคุยด้วย

พี่เทพเตี้ย “เทพ ชาญณรงค์” หัวหน้าข่าวต่างจังหวัดผู้มากประสบการณ์ร้องถาม

“เฮ้ย ไอ้นาว เขาติดประกา ศที่บอร์ดอนุญาตให้เอ็งลาออกได้มันเรื่องอะไรวะ”

ผมเดินไปที่บอร์ดอ่านประกาศของ “ประชา เหตระกูล”บรรณาธิการ

กลับมาที่โต๊ะพี่เทพเตี้ยเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนจบแล้วพี่เทพเตี้ยพยักหน้าหงึก ๆ   ถามอีกว่าแล้วผมจะไปอยู่ฉบับไหน  ผมตอบว่ายังไม่รู้

ไม่รู้จริง ๆ เพราะผมคับแคบมากในวงการหนังสือพิมพ์ ไม่รู้จักคนหนังสือพิมพ์ฉบับอื่นเลย เป็นนักข่าวบ้านนอกเข้าเมืองหลวงก็มาอยู่เดลินิวส์ฉบับแรก

ขอขยายความหน่อย สมัยที่ผมทำหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น “สระบุรีสาร” อยู่ลพบุรี ผมเขียนข่าวสังคมใช้นามปากกา  “มะนาว” ไม่เคยโอ้อวดกับใครว่าผมคือ “มะนาว” แต่เมืองมันแคบครับ  คนที่รู้จักมักคุ้นชนิดสนิทกันจริง ๆ ก็เรียกผม  “มะนาว” “ไอ้นาว”  “พี่มะนาว” ตามสถานะของผู้เรียก

พี่เทพเตี้ยเป็นหัวหน้าข่าวภูธรของไทยรัฐ พี่เขาไปพักผ่อนที่ลพบุรีบ่อย ๆผมเลยได้รู้จักมักคุ้น    ร่วมวงสังสรรค์เฮฮาเสพสุรากันสำราญ พี่จึงเรียกผมติดปากว่า  “ไอ้นาว”

อีกคนที่สนิทกันมาก  “พล.ต.ต.ภิรมย์ มาลากุล ณ อยุธยา” นรต.23  อดีตผู้การสุโขทัย   ผู้การลพบุรี เกษียณในตำแหน่ง ผบก.ป.ป.ป. เมื่อครั้งเป็นหัวหน้า สภ.ท่าหิน ลพบุรีร่ำสุราย่ำราตรีด้วยกันแทบทุกคืน แม้อายุจะห่างกัน “ภิรมย์”  ก็เรียกผมว่า  “ไอ้นาว”

สำหรับ  “ต้อย ต้นโพธิ์”  ในวันนั้นที่เดลินิวส์เก็บของใช้ส่วนตัวในโต๊ะเสร็จ ไม่ได้กลับบ้านทันที แต่เปิดประตูห้องหัวหน้ากองบรรณาธิการเข้าไป

ผุดความคิดขึ้นมาอย่างกะทันหัน ผมต้องทำอะไรสักอย่าง ต้องวัดใจใครบางคน

“พี่บรรเจิด ทวี” กำลังคุยกับ “พี่ชลอ อยู่เย็น”   อยู่ในห้อง

ผมบอกพี่บรรเจิดให้เชิญบรรณาธิการมาคุยกันหน่อย คุยกัน 4  คนในห้องนี้แหละ

สักครู่ “ประชา เหตระกูล”   เข้ามา ตามด้วยหัวหน้าข่าวสายงานหนึ่งใส่แว่นสายตาสั้น   ผมไม่เอ่ยชื่อล่ะครับ  พอ  “บก.ประชา”  นั่งลง ไอ้แว่นทำท่าจะหย่อนก้นบนเก้าอี้ ผมไล่ออกจากห้องทันที บอกอย่างสุภาพ “คุณไม่เกี่ยว  ออกไป” ไม่อยากใช้คำว่า “คุณอย่าเสือก  ไม่ใช่เรื่องของคุณ” ผมไม่อยากให้วงแตก เดี๋ยวไม่ได้วัดใจคน

ไอ้แว่นเดินตัวลีบออกจากห้อง เกมวัดใจเริ่มขึ้น ผมเปิดประเด็นทันที ตั้งคำถามแบบใครจะตอบก็ได้  ถามว่า “แล้วจะเอาอย่างไรกับเรื่องของผม”

สองผู้อาวุโส “บรรเจิด – ชลอ”   นิ่งและเงียบ

บก.ประชา นักเรียนเก่าอังกฤษตอบแบบนิ่มนวลว่า เมื่อผมลั่นวาจาขอลาออก  แม้จะไม่ได้เขียนใบลาเป็นลายลักษณ์อักษร ทางบริษัทก็ถือว่าผมต้องการลาออกจึงอนุมัติ

บก.ประชาใช้โทรศัพท์ภายในสำนักงานพูดคุยกับใครบางคนแล้วบอกว่ารอฟังความเห็นจาก “ประทักษ์ เหตระกูล”  อีกคน

ผมไม่สนใจ “ประทักษ์”  จะมีความเห็นอย่างไร เมื่อ บก.ประชา มาไม้นี้ผมก็รู้คำตอบล่วงหน้า

ก็เป็นไปตามนั้น “ประทักษ์”  พาร่างสูงใหญ่เข้ามาไม่ยอมนั่งเก้าอี้ เขาพูดเหมือน บก.ประชาว่า ผมลั่นวาจาลาออกก็ต้องให้ออกแล้วแถมท้ายด้วยประโยคที่ผมคาดไม่ถึง

ลูกชายคนสุดท้องของนายห้างแสง เหตระกูล บอกว่า ผมทะเลาะกับเตี่ยของเขา พูดเสร็จก็ออกจากห้อง

บอกแล้วว่า  ผมไม่สนใจคำพูดของหัวหน้าฝ่ายยานพาหนะ และไม่จำเป็นต้องชี้แจงว่า    ผมน่ะหรือหาญกล้าไปทะเลาะกับเจ้าของหนังสือพิมพ์

ผมเดินเกมของผมต่อไป บอกกับ  บก.ประชาว่า ผมไม่ได้มาต่อรองหรือขอร้องให้ผมได้ทำงานอย่างเดิม แต่  บก.ประชาไม่คิดบ้างหรือว่า  ตลอดเวลา  5  ปีนั้น ผมทำอะไรให้กับเดลินิวส์บ้าง”

ยอมรับว่าเป็นคำพูดที่กระเดียดไปในลักษณะ “ลำเลิก” อะไรทำนองนั้น

บรรยากาศเงียบไปไม่กี่อึกใจ บก.ประชาคงรู้ว่าผมต้องการอะไร

“บริษัทเห็นการทำงานของคุณแล้ว บริษัทขอตอบแทนด้วยเงิน  6  เท่าของเงินเดือน    คุณชลอเขียนใบเบิกด้วย”

ก็แค่นั้นเอง เกมวัดใจจบแล้วและจบด้วยดี ผมยื่นมือไปสัมผัสมือ บก.ประชา เป็นสัญลักษณ์  “ขอบคุณ”

ผู้อาวุโสของผม “พี่ชลอ  อยู่เย็น” ทำงานรวดเร็วมาก พริบตาเดียวเอาใบเบิกมาให้ ผมเข้าห้องกองจัดการ ส่งใบเบิกให้   “คุณตุ้น”  หัวหน้าฝ่ายการเงิน  สาวโสดร่างใหญ่วัยใกล้ดึก   เธอได้แต่มองหน้าผม ไม่กล้าถามอะไร ยื่นซองกระดาษสีน้ำตาลมาให้ ผมรับซองพับใส่กระเป๋ากางเกง หิ้วถุงกระดาษใส่สัมภาระไม่กี่ชิ้นที่กวาดจากลิ้นชักโต๊ะทำงาน  ลงจากเดลินิวส์ขึ้นรถเมล์กลับซอยเสนานิคม  2  ไม่ได้ไปล่ำลาใคร แม้แต่พี่เทพเตี้ยที่ผมเคารพรัก

เป็นการพบหน้ากันครั้งสุดท้ายของผม กับ “พี่เทพ ชาญณรงค์” “พี่ชลอ  อยู่เย็น” และ  “ประทักษ์   เหตระกูล”  เพราะทั้งสามต่างทยอยกันกลับบ้านเก่า เหลือแต่ความทรงจำระหว่างผมกับผู้ล่วงลับทั้งสามคน

พี่เทพเตี้ยสนิทกันมาก่อนตั้งแต่พี่อยู่ไทยรัฐ พอมาร่วมชายคาเดลินิวส์ ผมก็เป็นลูกน้องพี่เทพ  เป็นผู้ช่วยหัวหน้าข่าวต่างจังหวัด ผมลาออกจากเดลินิวส์ครั้งแรกพี่เทพเตี้ยก็เป็นคนไปตามผมที่ลพบุรีให้กลับมาทำงานตามเดิม

สำหรับพี่ชลอหัวหน้าข่าวการเมือง เคยร่วมวงเสพสุราด้วยกัน แต่ไม่บ่อยครั้งนัก ไปย่ำราตรีด้วยกันที่พัฒน์พงศ์เข้าร้านขายเหล้าเกือบทุกร้าน  แค่ร้านละหนึ่งเป๊กก็เมาเป๋ พี่ชลอเมาได้ที่แล้วชอบร้องเพลง ยังจำได้กับภาพน่ารักได้  พี่ขลอจะกางแขนทั้งสองแล้วตะโกนลั่น “ไอแคนฟาย”

ส่วนประทักษ์เคยประจันหน้ากันเพียง 3 ครั้ง ครั้งแรกในห้องทำงานของเขา ชั้นล่างของเดลินิวส์ เรื่องคอลัมนิสต์เดลินิวส์รีดไถ ทำไมผมจึงไม่บอกเขา ซึ่งผมตอบทันควันว่าไม่ใช่หน้าที่ของผมจะต้องรายงานความประพฤติของใครต่อใคร  ครั้งที่สองเรื่องการติดตั้งวิทยุรับส่งกับรถตระเวนข่าวอาชญากรรม และครั้งสุดท้ายในห้องหัวหน้ากองบรรณาธิการ ซึ่งผมไม่เคยลืมคำกล่าวหาที่ว่า….. ผมทะเลาะกับเตี่ยของเขา

อะไรที่ล่วงเกินต่อกัน ผมอโหสิให้ครับ

กลับถึงบ้านบอกกับเมียว่า ผมลาออกจากเดลินิวส์แล้วยื่นซองกระดาษสีน้ำตาลซึ่งมีเงินอยู่ในนั้นหมื่นกว่าบาท แต่ถือว่ามากพอสมควรในตอนนั้นเป็นเงินก้อนสุดท้ายที่มีอยู่ สำหรับครอบครัวผม เมียหนึ่งและลูกสาม

ลูกคนโตเรียนชั้นมัธยมที่ “สตรีวิทยา 2” อีกสองคนชั้นประถมอยู่ “สมิทธิโชติ”   โรงเรียนราษฎร์ที่เหมาะสำหรับลูกเศรษฐี  แต่ผมกัดฟันให้ลูกไปเรียนที่นั่น เพราะโรงเรียนอยู่ในซอยเสนานิคม  1  ใกล้บ้าน มีซอยเชื่อมระหว่างเสนานิคม  1  กับเสนานิคม  2 ทุกเช้าเย็นเป็นภาระของเมีย จูงมือลูกสองคนไปส่งและไปรับ มันเป็นความจำเป็นสำหรับคนไม่มีรถ และเป็นหน้าที่ของพ่อแม่  ต้องให้การศึกษาแก่ลูก

เปลี่ยนเสื้อผ้านุ่งกางเกงแพร หยิบขวดเหล้ามาวาง ให้เมียไปซื้อน้ำแข็งและโซดาที่ร้านค้าใกล้บ้านแล้วผมก็นั่งดวดเหล้าคนเดียวตั้งแต่บ่ายวันนั้น

เมียผมไม่ถามซักคำ ผมลาออกเรื่องอะไร เธอไม่ใช่คนจู้จี้  และผมก็ไม่ชอบคนจู้จี้ มันรำคาญครับที่ต้องคอยตอบคำถาม ซึ่งบางทีมันไร้สาระ

แก้วแล้วแก้วเล่าที่สาดแอลกอฮอล์เข้ากระเพาะ เมียและลูกได้แต่เหลือบตามองเป็นระยะด้วยความเป็นห่วง พอได้เวลานอน ทั้งแม่และลูกเข้าห้อง ผมยังนั่งอยู่ที่เดิมแล้วก็ฟุบหลับตรงนั้น

ลืมตาตื่นตอนเช้า เข้าห้องน้ำอาบน้ำให้ร่างกายสดชื่นแล้วกลับมานั่งที่เดิม มีจานถั่วลิสงวางอยู่ คู่กับแก้วเหล้า ผมบรรเลงเพลงดื่มดวดต่อ จากเช้าจรดเย็นถึงรุ่งเช้าอีกวัน ไม่มีอาหารตกถึงกระเพาะ นอกจากถั่วลิสงกับเหล้า

ผมหมดเรี่ยวแรงที่จะยันกายลุกขึ้น

สุดท้ายเป็นภาระของเมียประคองร่างผมไปโรงพยาบาลเมโย ถนนพหลโยธิน อยู่ระหว่างซอยเสนานิคม 2 กับซอยเสนานิคม  1

หมอตรวจแล้วไม่ได้เป็นอะไร  เพียงแต่ร่างกายอ่อนเปลี้ยเพลียแรง เพราะในกระเพาะมีแต่น้ำ ก็น้ำเหล้านั่นแหละ นอนให้น้ำเกลือกระปุกเดียวก็ลุกจากเตียงกลับบ้านได้

ออกจากห้องคนไข้ ระหว่างรอเมียไปจ่ายค่าน้ำเกลือ ค่าวิชาชีพนายแพทย์ ผมมองไปที่ป้ายขนาดใหญ่ เรียงรายด้วยชื่อนายแพทย์และแพทย์หญิงของโรงพยาบาลเมโย

ไปสะดุดที่ชื่อ “นายแพทย์ประสาน เหตระกูล”

ผมไม่รู้จักคุณหมอประสาน แต่ทราบข่าวว่าคุณหมอท่านธัมมะธัมโม นั่งสมาธิเป็นประจำ    สามารถส่งกระแสจิตไปไหนต่อไหนก็ได้ จริงเท็จอย่างไรผมจะเล่าให้ฟัง

ที่ลพบุรีมีอาจารย์ทางไสยศาสตร์คนหนึ่ง ชื่อ  “ครูเฟี้ยม”  ผมจำนามสกุลไม่ได้ ร่างเล็กผิวดำ เป็นครูโรงเรียนเทศบาลบ้านท่าหินของเทศบาลเมืองลพบุรี ว่ากันว่าครูเฟี้ยมเป็นอาจารย์ใบ้หวยด้วย มีลูกศิษย์มากมาย ผมกับท่านรู้จักกันถึงขั้นสนิทสนม

ผมมาอยู่เดลินิวส์รอบแรก กลับไปลพบุรีเยี่ยมเยียนเพื่อนฝูง พบครูเฟี้ยมที่ร้านกาแฟ  “แป๊ะดัช” ตลาดท่าโพธิ์ ครูถามว่าอยู่เดลินิวส์รู้จัก  “คุณหมอประสาน  เหตระกูล” ไหม

ผมตอบว่าไม่รู้จัก เพิ่งเคยได้ยินชื่อนี่แหละ  มีเรื่องอะไรหรือ ผมแปลกใจเพราะครูเฟี้ยมไม่เคยเข้ากรุงเทพฯ  แล้วไปรู้จักคุณหมอประสานได้อย่างไร

ครูเฟี้ยมเล่าให้ฟัง แกนั่งสมาธิแล้วพบบุคคลหนึ่งทางกระแสจิต ไถ่ถามชื่อแซ่กันจึงรู้ว่าชื่อคุณหมอประสาน และได้พบกันอีกหลายครั้ง เชื่อมโยงโดยเส้นทางเดิม

ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อเป็นสิทธิส่วนบุคคล

ออกจากโรงพยาบาลเมโย  ร่างกายกระปรี้กระเปร่า กลับเข้าบ้าน เอาขวดเหล้าไปเก็บ    กินอาหารตามปกติ   ลูกเมียมีสีหน้าแช่มชื่นเมื่อเห็นผมไม่กินเหล้า

นั่ง ๆ  นอน ๆ อยู่บ้าน ทราบข่าวว่าสำนักงานเดลินิวส์ใหม่ใกล้เสร็จ  เกิดศึกหัวหน้าข่าวแย่งห้องทำงาน คนที่นำข่าวมาเล่าสู่กันฟังบอกว่า ตัวร้ายของเรื่องใช่ใครอื่นก็ไอ้แว่นหัวหน้าข่าวคนนั้นแหละ….. ผมลากกระโถนมาใกล้ตัวแล้วขากเสลด

วันเวลาผ่านไปแรมเดือน “สอน สุขบรรจง” ทีมข่าวอาชญากรรมของผมที่เดลินิวส์มาหาที่บ้าน “สอน” ร่างสูงใหญ่ผิวดำ หน้าตาดุดันสวมแว่นดำตลอดเวลา คนที่เห็นหน้าจะบอกความรู้สึกกับตัวเองได้ทันที ถ้าไม่ใช่โจรก็ต้องเป็นตำรวจสายสืบ

“สอน” บอกว่า “พี่กำแหง” ให้มาบอก ตอนนี้หนังสือพิมพ์เสียงปวงชนกำลังประสบปัญหาภายใน ถ้าผมสนใจก็ไปพบเจ้าของหนังสือพิมพ์ “กำพล พิริยะเลิศ” ที่สำนักงานหลังวัดตรีทศเทพ

“พี่กำแหง” ที่ “สอน” เอ่ยถึงคือ “กำแหง  ภริตานนท์” กัปตันเดลินิวส์ยุคหลักสี่

ผมไปพบ  “กำพล” หรือ “เสี่ยเต็ง” ที่วงการหนังสือพิมพ์รู้จักดี แต่ผมเพิ่งรู้จักในวันนั้น   สอบถามปัญหาที่เกิดขึ้นก็มีแค่กองบรรณาธิการส่วนหนึ่งลาออก และเจ้าของอาคารที่เสียงปวงชนเช่าจะไม่ต่อสัญญาเช่า

แต่ผู้คนในกองบรรณาธิการอีกจำนวนหนึ่งยังอยู่ ฝ่ายผลิตก็ไม่ได้หนีไปไหน คุยกับ

“สมโภชน์ ช่วยชูญาติ” หัวหน้าช่างเรียง เขาก็พร้อม

สำรวจกำลังพลทั้งกองบรรณาธิการและฝ่ายผลิตแล้ว ผมบอกกับเสี่ยเต็งอย่างมั่นใจ อีกสองวันเริ่มลุย

ทุกห้องทุกแผนกของเสียงปวงชน ไม่มีเครื่องปรับอากาศ เพราะเจ้าของตึกเขากำลังไล่ที่อย่างที่เล่าให้ฟังก็ต้องอาศัยพัดลมแก้ขัด

อุปสรรคดาหน้ามาทุกด้าน รถตระเวนข่าวน่าเวทนานัก มีอยู่คันเดียว แถมกระจกข้างรถด้านหนึ่งใช้การไม่ได้ สภาพมันโทรมเต็มทนต้องใช้กระดาษเปลือกมาปิดแทนกระจก

กระดาษเปลือกที่ว่านี้ เป็นกระดาษสีน้ำตาลหุ้มกระดาษม้วนสีขาวที่ใช้พิมพ์หนังสือพิมพ์    มันค่อนข้างแข็งกว่ากระดาษธรรมดา แต่ไม่ถึงกับเป็นกระดาษแข็ง ใช้แก้ขัดได้

หนังสือพิมพ์ออกได้ครับ เพราะทุกคนในเสียงปวงชนจับมือทำงานเพื่อความอยู่รอดของตัวเองและองค์กร เมื่อหนังสือพิมพ์ออกได้มันก็มีเงินค่าโฆษณามาหมุนเวียน

ผมลุยมันทุกหน้าที่  เป็นทั้งหัวหน้าข่าวหน้า  1 เป็นทั้งรีไรเตอร์เขียนข่าวเองแล้วยังเปิดคอลัมน์  ต้อย   ต้นโพธิ์   เรียกแขกอีก ไม่บอกละครับว่ามันเหงื่อไหลไคลย้อยแค่ไหน.