ดีตนักวอลเลย์บอลสาวทีมชาติก้าวเป็นนักธุรกิจคนเก่งตามแบบฉบับ “เวิร์กกิ้ง วูแมน” ครบเครื่องทั้งเรื่องงานและครอบครัว

“คุณปิ๊ก”วีณา กฤษณสุวรรณ ภรรยา พ.ต.ท.กฤษณพงศ์ กฤษณสุวรรณ รองผู้กำกับการฝ่ายธุรการกำลังพล โรงพยาบาลตำรวจ พื้นเพเดิมเกิดจังหวัดขอนแก่น เติบโตในครอบครัวพ่อแม่มีอาชีพครูประชาบาล เริ่มเล่นกีฬามาตั้งแต่เด็ก เพราะพ่อเป็นอดีตนักกรีฑาทีมชาติจนแทบไม่เคยใช้ชีวิตวัยรุ่น กินนอนอยู่ในโรงยิม

เธอเล่าว่า เพื่อนเรียนมัธยมคนอื่นใส่กระโปรง เราใส่ชุดวอร์มไปเรียนจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีเครื่องแบบนักเรียนชุดเดียว รองเท้าดำ นอกนั้นรองเท้าผ้าใบ เลือกเล่นวอลเลย์บอลจนเกือบตัดพ่อตัดลูกกัน เนื่องจากได้โควตาเรียนต่อมหาวิทยาลัยขอนแก่น แต่ตัวเองตัดสินใจเข้ากรุง เพราะมุ่งอยากติดทีมชาติ อยากไปเมืองนอก ลำพังพ่อแม่ไม่มีเงินให้ไปอยู่แล้วเรารู้ฐานะทางการเงินขอครอบครัวดี

สาวจากเมืองหมอแคนแดนที่ราบสูงหนีไปเรียนคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงเพื่อจะเล่นกีฬาโดยเฉพาะ แถมเลือกหอพักอยู่หน้าองค์การส่งเสริมกีฬาแห่งประเทศไทย หรือการกีฬาแห่งประเทศไทยในปัจจุบันเพื่อเอาเวลาไปแอบดูเขาซ้อมวอลเลย์บอล นั่งคิดอยู่พักใหญ่จะทำอย่างไรถึงจะได้ลงไปเล่นบ้าง เพราะตัวเองได้เปรียบเรื่องส่วนสูง สุดท้ายไปขอโค้ชเล่น เขาเห็นหน่วยก้านดี กระโดดสูง อีกทั้งมีใบรับรองผ่านการแข่งขันกีฬาเขตมาจากบ้านเกิดคว้ารางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมของทัวร์นาเมนต์เหมือนเป็นช้างเผือกโผล่มาเขาเลยให้ฝึกซ้อมก่อนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของทีมองค์การส่งเสริมกีฬาแห่งประเทศไทย

ปรากฏว่า เธอโชว์ลีลาตบเข้าตาแมวมองดึงไปสังกัดทีมศิษย์เก่าโรงเรียนบางกะปิ กินเบี้ยเลี้ยงเอามาเป็นค่าเทอมไม่ต้องพึ่งพาครอบครัว  “พ่อถึงโกรธที่เราไม่ยอมเรียนหนังสือ เทอมแรกยังไปคัดตัวติดเป็นนักกีฬามหาวิทยาลัย แม้เป็นเด็กบ้านนอกเบสิกไม่มี ไม่มีใครสอน อาศัยครูพักลักจำ คนอื่นเสิร์ฟ 10 ลูก เราต้องเสิร์ฟ 50 ลูก คนอื่นวิ่งรอบสนามฟุตบอล 4 รอบ เราต้องวิ่ง 10 รอบ ต้องมากกว่าเขา เพราะสรีระสู้เขาไม่ได้ เด็กบ้านนอกไม่มีอะไรมาบำรุง คนอื่นกินไข่ไก่ 4 ฟอง เรากินฟองเดียวจะอ้วกแล้ว เพราะอยู่บ้านไม่เคยกินไข่ไก่ กินไข่เป็ด ปรับตัวยากมาก”

ช้างเผือกสาวชาวขอนแก่นพาทีมสโมสรศิษย์เก่าโรงเรียนบางกะปิคว้าชนะเลิศถ้วย ข ส่งผลให้สโมสรทหารอากาศทาบทามเข้าไปอยู่ในสังกัดลูกทัพฟ้าพร้อมติดยศรับเงินเดือนข้าราชการทหาร ทว่าตัวเองปฏิเสธ เหตุเพราะกลัวความสูง ไม่กล้าฝึกกระโดดร่ม ขอเป็นลูกจ้างชั่วคราวได้เงินเดือนน้อยกว่าก็เอา  หลังจากนั้นก็ติดทีมชาติครั้งแรกไปแข่งที่เกนติ้ง ประเทศมาเลเซีย เธอยอมรับว่า สู้ทีมเวิร์กเขาไม่ได้ สมัยก่อนทีมสโมสรปากน้ำติดทีมชาติทั้งทีม เรากลายเป็นตัวสำรอง นั่งเป็นอัศวินม้ายาว แต่ไม่สนใจถือว่าประสบความสำเร็จ มีธงไตรรงค์ติดหน้าออก สมัยนั้นจะมีสักกี่คนที่ทำได้ การคัดเลือกก็คัดจริง ๆ  ไม่มีเส้นสาย ติด 1 ใน 12 คนเราก็แฮปปี้แล้ว หนังสือพิมพ์เริ่มประโคมข่าว สยามกีฬาเอาไปลงคนสวยวันนี้หน้า 4 ส่วนไทยรัฐลงว่าเป็นช้างเผือกจากแดนที่ราบสูง เพราะเราเป็นเด็กบ้านนอกโนเนมมา

อดีตนักวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติเล่าว่า ไม่นานก็ต้องหยุดเล่นเพราะเจ็บเข่า สรีระไม่เหมือนคนอื่น เวลากระโดดต้องเทกตัว ต้องใช้แรงเยอะ เพราะเราเล่นบอลเร็ว เหมือนปลื้มจิตร ถิ่นขาวเล่นทุกวันนี้ เวลาฝึกก็หนักกว่าคนอื่น พอเริ่มเจ็บก็เลยเลิก หันกลับไปเรียนมหาวิทยาลัย เอาเงินก้อนที่เก็บสะสมตอนเล่นกีฬาซื้อแฟลตการเคหะบางกะปิอยู่กับพี่ชาย และเริ่มต้นทำงานอยู่บริษัทวอลโล่ ตำแหน่งเลขานุการ

ต่อมา เธอได้ไปเจอ ซูซี่-หทัยเทพ ธีระธาดา ชวนไปทำงานต่างประเทศที่สหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับธุรกิจดอกไม้ส่งออกที่กำลังขยายกิจการข้ามโลก เธอตัดสินใจไปพร้อมเรียนภาษาเพิ่มเติม ได้ประสบการณ์มาเยอะสามารถเก็บเงินส่งกลับมาบ้านที่เมืองไทยได้พอสมควร ใช้ชีวิตอยู่ 5 ปีเต็มบินคืนสู่บ้านเกิดจับธุรกิจค้าขายเสื้อผ้าแฟชั่นนำเข้าและส่งออกด้วยตัวเองกระทั่งประสบความสำเร็จถึงทุกวันนี้

การกลับเมืองไทยครั้งนั้นยังทำให้คุณปิ๊กนายตำรวจหนุ่มที่ภายหลังตกลงปลงใจมาใช้ชีวิตสร้างครอบครัวด้วยกัน “เขาเป็นเพื่อนของเพื่อนที่ทำงานเก่า” นักธุรกิจสาวเปิดประเด็นรัก “เจอกันครั้งแรกไม่ได้ปิ๊งปั๊งอะไร เขามีแฟนอยู่แล้ว เราไม่ได้สนใจ เพิ่งกลับจากเมืองนอก ทำงานอย่างเดียว กำลังเป็นสาวฮอต หนังสือมาสัมภาษณ์หลายเล่มเกี่ยวกับงานที่ทำ ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าเป็นนักกีฬาทีมชาติมาก่อน ตอนนั้นเปรี้ยวมาก ไถปัตตาเลี่ยนครึ่งหัว สไตล์เมืองนอก นุ่งกระโปรงสั้น เพราะหุ่นดี มั่นใจตัวเองสูงมาก ขาสวย คนขาสวยก็ต้องโชว์เป็นธรรมดา”

เธอบอกว่า ไม่ได้สนใจข้าราชการ ไม่ชอบอยู่แล้ว เพราะเราทำงานกับนักธุรกิจ เขาเป็นร้อยตำรวจเอกอยู่โรงพยาบาลตำรวจตำรวจมากับเพื่อนกลุ่มกินเที่ยวด้วยกัน ชอบร้องคาราโอเกะ เราเป็นคนง่าย ๆ สบาย ๆ สนุกสนานเฮฮาปาร์ตี้ ไม่ได้ยึดติดอะไร ต้องเป็นกิ๊ก เป็นแฟนกันกับใคร ไม่มีอยู่ในหัว มีแต่เพื่อนหลากหลายกลุ่ม เพื่อนทำงาน เพื่อนกลุ่มเมืองนอก เพื่อนนักกีฬา ชีวิตไม่เคยคิดจะมีครอบครัว เพื่อนนักวอลเลย์ด้วยกันยังบอกว่า ถ้าอายุ 30 ปีไม่มีใครแต่งงานจะซื้อบ้านอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่ม ทุกวันนี้เพื่อนบางคนไม่แต่งงานมาโกรธที่เราชิงตัดหน้าแต่งงานไปก่อน

ไม่น่าเชื่อว่า ความรักของทั้งคู่เริ่มต้นคบหาดูใจเป็นแฟนแค่ 3 เดือนแล้วตกลงแต่งงานกันเลย คุณปิ๊กหัวเราะเมื่อย้อนวันเก่าว่า คนเราถ้ามันจะเจอมันจะใช่ ก็คือใช่ เขาเป็นคนง่าย ๆ ขณะที่เราในชีวิตเจอผู้ชายเยอะ แต่ผู้ชายแต่ละคนมีเงิน มักใช้อำนาจเงินที่จะกดเรา เราเป็นคนไม่ยอม ไม่ชอบเหมือนกัน แต่เขาเป็นคนง่าย ๆ เวลาคุยอะไรเฉย ๆ นิ่ง ๆ ถูกชะตาดี ประทับใจตรงที่เขาเป็นคนรักแม่ รักครอบครัวมาก เขาเป็นพี่คนโตมีพี่น้อง 4 คนรักกันหมด เอาแม่เป็นหลัก ทุกอย่างลงที่แม่หมด ครอบครัวเราก็อบอุ่นเป็นข้าราชการเหมือนกัน มองดูว่า คนที่เขารักแม่น่าจะดูแลเราได้ โบราณสอนมาแบบนี้ บ้านเราก็เลี้ยงมาแบบโบราณ เป็นลูกครูร้อยเปอร์เซ็นต์ อยู่ในกรอบมาตลอด ไม่เคยเกเร

“รู้จักกัน 6 เดือนถึงตกลงเป็นแฟนกัน เราไม่ถามใคร ดูด้วยตัวเอง อาจเป็นเพราะผ่านสังคมมาเยอะ สูงสุด ต่ำสุด ในแวดวงเจ้านายเราก็เห็น ชอบอะไรตรง ๆ ผู้ชายที่รู้จักมีเงินทั้งนั้น ซื้อเราด้วยเงิน กินอาหารหรูหราอยู่แบบนี้มาหลายปี ต้องฟังแจ๊ส เราเป็นคนบ้านนอก แต่ต้องทำเพราะเป็นสังคมธุรกิจ พอมาเจอเขา รู้สึกว่า ชีวิตคล้ายกัน มานั่งกินขนมจีนข้างทางได้ ที่สำคัญไปร้องคาราโอเกะครั้งแรก เขาดันมาร้องเพลงที่เราชอบ เป็นเพลงเผลอใจรักของยอดรัก สลักใจ เราชอบเพลงนี้มาก ไปที่ไหนขอเพลงนี้ประจำ”

แม้ตอนแรกความรักทั้งคู่ขลุกขลักไม่น้อย เพราะฝ่ายชายมองเธอเป็นผู้หญิงเก่ง ทำตัวเป็นไฮโซ นึกว่าฟู่ฟ่า กลัวจะไปด้วยกันไม่รอด เพราะเขาก็เป็นคนบ้านนอก เป็นข้าราชการตำแหน่งแค่รองสารวัตร ทั้งที่จริงไม่ใช่ เธอให้เหตุผลว่า หาเงินได้เยอะ ใช้ของแพง เพราะไม่มีภาระอะไร ตอนหลังเขามองเรา เราก็มองเขาเลยบอกไปว่า ไม่มีเวลาจีบนะ เพราะอายุเยอะกันแล้ว ถ้าจะคบ คือ คบกันเลย ถึงสตาร์ตการเป็นแฟน แต่เขาต้องไปเคลียร์ตัวเองก่อนว่า ไม่มีใครจริง ๆ รู้ว่า สไตล์เดียวกัน เราเป็นคนรักแม่ ด่าใครด่าได้อย่ามาแตะแม่ หัวหงอกหัวดำเราถอนเรียบ คนรักแม่ที่เป็นบุพการีเราจะทำให้ชีวิตทุกอย่างดีไปหมด เหมือนไหว้พระมากี่สิบวัด สู้ไหว้แม่ครั้งเดียวไม่ได้ ประเสริฐที่สุด เรามองตรงกัน ลูกข้าราชการพื้นฐานมาเหมือนกัน ไม่ได้ร่ำรวย ยากจน รักครอบครัว บอกเขาว่า ตกลงจะคบกันไหม ถามว่า รักกันไหม มันเลยวัยมากุ๊กกิ๊กกันแล้ว ถ้าจะคบก็คบลองดู ถ้าไปกันไม่ได้ก็เลิกคบกันไป เป็นเพื่อนกันได้ นี่คือความแฟร์ของเรา ถ้าไปกันได้ก็ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ คือ เป็นครอบครัว

ดูใจกันเป็นแฟน 3 เดือนแต่งงานจากวันนั้นถึงวันนี้กว่า 20 ปีแล้ว ฝ่ายหญิงว่า ไม่เคยทะเลาะกันเลย ก่อนหน้าตกลงกันว่า เราเป็นคนเกลียดการโกหก ต้องให้มีความซื่อสัตย์ต่อกัน ถ้าเขาไม่โกหกเรา เราก็ไม่โกหกเขา ให้มีความจริงใจต่อกัน ถ้าเราดีต่อกันไม่มีอะไรมาทำให้พังทลายในความเป็นเราสองคนได้ “วันแต่งงานก็บอกเขาว่า คู่ชีวิตไม่ว่าใครก็แล้วแต่ อยู่ด้วยกันให้ได้อย่างเดียว คือ ให้อภัย คนเราถ้าให้อภัยกันได้ ต่อให้มีเรื่องแค่ไหน ก็อยู่กันได้ เขาไม่เคยมีเรื่องผู้หญิง แม้กระทั่งแฟนเก่าโทรเข้ามาบ้างเราก็ไม่ซีเรียส เพราะเขารู้จักกันมาก่อน เป็นเพื่อนกันมาก่อน ความเป็นเพื่อนมันอยู่ได้ยาว เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเราไม่เคยว่า มีผู้หญิงมานั่งเฝ้าที่ทำงานเราก็ไม่เคยว่า ของอย่างนี้มันตบมือข้างเดียวไม่ดัง ถ้าเราเชื่อใจในคนของเรา ต่อให้อะไรก็แล้วแต่ไม่สามารดึงเขาไปได้”

ความหวานของทั้งคู่ได้ก่อร่างสร้างพยานรักถึง 2 คน คือ บิ๊ก-ณภัทร กฤษณสุวรรณ ปัจจุบันเรียนคณะวิทยาการจัดการ ปี 1 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ส่วน บุ๊ก-ณัชชา กฤษณสุวรรณ กำลังเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบางกะปิ คุณแม่คนเก่งให้นิยามว่า การตัดสินใจมีชีวิตครอบครัวแล้วต้องดูแลลูก เราเป็นผู้หญิงก็ทำงานเหมือนกัน ไม่ใช่แม่บ้าน สามีต้องช่วยกันด้วย เขามีเกเรบ้าง เพราะตำรวจไม่พ้นสุรา นารี พาชี กีฬาบัตร เขาขาดนารีอย่างเดียว นอกนั้นครบเครื่อง เราไม่ว่า แต่ต้องมีลิมิต มาช่วยกันดูแลครอบครัว ต้องคอยกระตุกเตือนบ้างว่า มันเยอะไปนะ สมัยก่อนเพราะลูกกำลังซน กำลังโต เรากลับจากทำงานมันก็เครียด ไม่เหมือนเขา ข้าราชการทำงานลันล้า เรามีแรงกดดัน ไม่มาช่วยไม่ได้

สะใภ้ตระกูลกฤษณสุวรรณรับว่า เกือบระหองระแหงตอนท้องลูกคนที่ 2 สามีเล่นสนุ้กเกอร์กลับบ้านตี 3 ทุกวัน ภาพของเขาคือมือขวาคีบบุหรี่ มือซ้ายถือกระป๋องเบียร์จับไม้คิวทุกวัน เล่นสนุ้กฯเป็นอาชีพ สูบบุหรี่จัดมาก ลูกคนโตเพิ่ง 2 ขวบ ทำเราเครียด แพ้ท้อง 6 เดือนก็กินอะไรไม่ได้ หงุดหงิดเลยเรียกมาคุยว่า พร้อมจะมีชีวิตคู่อยู่อีกไหม พร้อมจะมีครอบครัวไหม จะเดินต่อไปกันไหม ถ้าไม่พร้อมก็ออกไปจากชีวิตฉัน ลูกฉันเรียกเอง เพราะฉันหาเงินได้เยอะกว่า ถ้าพร้อมก็ต้องหยุดตรงนั้น ปรากฏว่า เขาตัดสินใจหักดิบเลิกเหล้า เลิกบุหรี่ เลิกเล่นสนุ้กเกอร์ เพราะเราไม่เอาจริง ๆ

“ทุกวันนี้ขอให้ชีวิตครอบครัวมีความสุขก็พอแล้ว” คุณปิ๊กวางกรอบอนาคตด้วยสีหน้าจริงจัง